Welcome to thairaptorgroup!Thai Raptor Group
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Top Tenยอดนิยม   
thairaptorgroup.com :: ดูกระทู้ - ... ประสานักดูนก ...

  กลุ่มผู้ใช้งาน  ·   ข้อมูลส่วนตัว  ·  เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ  ·   เข้าระบบ     



... ประสานักดูนก ...
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, 4
 
ตั้งกระทู้ใหม่   รายงานเหยี่ยว   ตอบกระทู้    thairaptorgroup.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> เวบบอร์ดหลัก
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 09/05/2011 1:46 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 03 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


นกตะกรุม


เพลินกับสารพัดนกป่าโปร่งที่รุมกินโต๊ะจีนข้างถนนกันแล้ว ก็ถึงเวลาขยับขยาย เคลื่อนย้ายกำลังพล เดินทางต่อไปยังดงแร้ง จากอากาศอุ่นๆ ยามเช้า แดดแรงขึ้นๆ จนไอแดดระอุ คร้านจะย่างออกจากรถ หนีจากแอร์เย็นๆ เมื่อเห็นนกตัวเล็กๆ ยามนี้ถือว่าเป็น eagle hour ตั้งแต่สิบโมงเช้าเป็นต้นไป เมื่อแดดแรง ลมร้อนก็ยกตัวจากผืนดินและพื้นถนน บรรดานกนักล่า และนกตัวใหญ่ๆ ที่ใช้ลมร้อนช่วยผ่อนแรง ยกตัวบินร่อนขึ้นฟ้าก็จะพบเห็นได้ง่ายขึ้น ข้างถนน มีตอไม้ตายซากยืนโด่เด่ ริมชายป่าเต็งรัง เหยี่ยวรุ้งตัวใหญ่ เกาะตอเด่นเป็นสง่า มองไปมารอบป่าแวดล้อม ดูจะกันดาร แต่ถิ่นที่อยู่แบบนี้ ทั้งกิ้งก่า งู หนู กระรอก เหยี่ยวรุ้งก็คงจับกินไม่เลือก แต่ที่ชอบเป็นพิเศษ เช่น ป่าห้วยขาแข้งอันอุดมด้วยแย้หลากสี ที่มักขุดรูอยู่กลางถนน หรือที่โล่ง เหยี่ยวรุ้งจะเฝ้ารอยามแย้เผลอ โฉบเอาไปกินอยู่บ่อยๆ วิธีล่าที่เรียกว่า sit and wait แบบนี้ดูเหมือนง่าย ไม่ต้องเปลืองแรงไล่ล่า แต่ต้องอดทนอย่างยิ่งยวด หากใจเร็วด่วนได้ ไม่รอทีเผลอ แย้รู้ตัวก่อนย่อมไม่ยอมโผล่หัวออกมาจากรูซ่อน เหยี่ยวรุ้งก็คงได้กินแห้วแทน หากเพื่อยังชีวิต เรื่องอะไรจะรอให้อดตาย ถ้ามีวิธีอื่น ดังนั้น นักล่ากลางทุ่งโล่ง เช่น เหยี่ยวรุ้ง บางตัวจะร่อนลมร้อนขึ้นสู่ฟ้า มองหาเหยื่อ เรียกว่า still hunt เมื่อพบเหยื่ออาจจะเกาะกิ่งไม้ หรืออยู่บนพื้นดิน ก็จะทิ้งตัวโฉบดิ่งลงไปจับเหยื่อไว้ด้วยกรงเล็บ การล่าวิธีหลังนี้ ดูเหมือนนักล่าจะต้องออกแรงมากกว่าวิธีรอให้เหยื่อตายใจ โผล่ออกมาจากที่หลบซ่อนเอง แต่ด้วยลมร้อนที่ลอยตัวในเวลากลางวัน เหยี่ยวรุ้งแทบไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย การทิ้งตัวดิ่งลงหาเหยื่อ ก็ใช้แรงโน้มถ่วงของโลก (นกคงไม่รู้ด้วยหรอก .. แต่ทำแล้วได้ผล ก็ทำต่อๆ กันมา) เป็นการเพิ่มโอกาสพบเห็นเหยื่อมากขึ้น เมื่ออาณาเขตหากินขยายกว้างขวางออกไปจากการบิน มากกว่าการเฝ้ารอจากจุดใดจุดหนึ่งที่พบเห็นว่าเหยื่อวนเวียนอยู่ประจำ เช่น แย้ในรู



สภาพป่าข้างถนน


ช่วงเวลา eagle hour จึงพบเห็นเหยี่ยว นกอินทรี อีแร้งหรือนกขนาดใหญ่ เช่น นกปากห่าง นกกระสา ร่อนบนฟ้าบ่อยๆ เป็นช่วงเวลาส่องหานกตัวใหญ่ๆ ได้ง่าย หลังจากส่องเหยี่ยวรุ้งหลายตัว ทั้งที่เกาะคอนเฝ้ารอเหยื่อ และร่อนไปมา นกใหญ่ตัวหนึ่งร่อนผ่านถนนที่จอดรถอยู่ จากขนาดตัว ใครหลายคนคงนึกถึงนกอินทรี ตัวใหญ่มาก แต่ขายาว ปากยาว ผิดวิสัยนกนักล่า เนื่องจากยามร่อนลมร้อน ทั้งเหยี่ยวและนกอินทรีล้วน “ขาสั้น” รวบหดเข้าหากันอยู่ใต้ขนหาง ที่ “ยาว” ในเหยี่ยว และ “สั้น” ในนกอินทรี แล้วจะเป็นตัวไหนล่ะ ส่องเห็นรายละเอียดขึ้น เมื่อนกร่อนเข้าใกล้ ปรากฏว่านกตัวนี้ส่วนหัวแทบไม่มีขนคลุมแม้แต่น้อย จะงอยปากยาว หนาและสอบเรียว แหลมตรงปลาย ขายาวมากแต่หางสั้น เงาร่างขณะบินแบบนี้หนีไม่พ้นนกน้ำขนาดใหญ่จำพวกนกกระสา แถมหัวล้าน คอเปลือยสีเหลือง ใต้ปีกมีขนขาวรูปลิ่มยื่นเข้าไป บ่งบอกว่าคือ นกตะกรุม (Lesser Adjutant) นกน้ำขนาดใหญ่มากตัวเอ้ ยิ่งกว่านกอินทรี และหายาวใกล้สูญพันธุ์ในบ้านเรา นกตะกรุม หรือนกตะกราม (Greater Adjutant) เป็นนกกระสาขนาดใหญ่ที่หน้าตาออกจะโบราณ ขายาวเก้งก้าง ไม่เหมือนนกป่าสีสวยฉูดฉาดทั่วไป อีกทั้งมีนิสัยกึ่งนกกระสา กึ่งอีแร้ง คือ กินปลาก็ได้ ซากสัตว์ก็ไม่เกี่ยง บางครั้งพบลงกินซากวัวที่ร้านอาหารแร้ง ยามฝูงแร้งอิ่มหนำกันแล้ว



เหยี่ยวรุ้ง


ดูเหมือนว่าความชุกชุมของนกตะกรุม จะผกผันกับความเจริญ ท่ามกลางความทุรกันดารตลอด 5 วันทั้งถนนคลุ้งด้วยผงฝุ่น ป่าแล้ง และหนองน้ำแห้ง กลับพบนกตะกรุมหลายตัว ขัดแย้งบ้านเราที่ยิ่งเจริญ นกใหญ่ๆ ทั้งนกตะกรุม นกตะกราม นกช้อนหอยและพญาแร้ง ล้วนสูญหายกลายเป็นนกหายาก จนบางชนิดไม่เหลือให้ลูกหลานได้เห็นในธรรมชาติ.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 09/05/2011 1:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

18


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน



ก่อนจะถึงเรื่องดงแร้งในแดนเขมร มาติดตามเรื่องราวอีแร้งในบ้านเราอีกสักครั้ง ต้นปีนี้ มีรายงานพบอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย (Himalayan Griffon Vulture) หลายตัว บินเข้ามาในประเทศไทย เป็นประจำทุกปี บางตัวโชคดี พบซากสัตว์กินเป็นอาหารประทังชีวิตได้ตลอดฤดูหนาว แต่หลายตัวต้องขาดอาหาร หมดแรงเป็นแร้งร่วง เพราะซากสัตว์ขนาดใหญ่ในธรรมชาติ เช่น วัว หรือควายน้อยลง ไม่เหมือนในอดีตหลายทศวรรษก่อนที่สัตว์เลี้ยงตายก็ทิ้งให้เน่าสลายกลางทุ่งนา ช่วงกลางเดือนแรกของมกราคม มีรายงานพบอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย จำนวน 1-3 ตัว หลายแห่ง ตั้งแต่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งในจังหวัดอุทัยธานี กาญจนบุรี เพชรบุรี และมี 1 ตัว หมดแรงบินตกที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ยืนยันเส้นทางการอพยพของสัตว์กินซากว่าอีแร้งจะบินเข้าภาคเหนือ มาจากภาคตะวันตกของประเทศจีนหรือ เทือกเขาหิมาลัย ร่อนเหนือลมหนาวลงมาตามเส้นทางภาคตะวันตก และภาคใต้ตามลำดับ ตัวใดโชคร้าย ไม่พบซากสัตว์ตายก็คงหมดแรง ชาวบ้านจับได้ ถ้าไปเจอคนใจดีมีเมตตาก็แจ้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นำส่งหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและปล่อยกลับคืนธรรมชาติ บ้านที่แร้งควรจะดำรงชีวิตด้วยตนเอง หากบางตัวไปเจอคนอยากได้ของแปลก ของหายาก ก็มุบมิบเก็บไว้เลี้ยง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย เพราะอีแร้งทุกชนิด เช่นเดียวกับนกล่าเหยื่อกลุ่มอื่น กอปรด้วยเหยี่ยวและนกอินทรี เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ในพระราชบัญญํติสงวนและคุ้มครองสัตว์ พุทธศักราช 2535 อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติของทุกคน มิใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง




วันที่ 28 มกราคม ศกนี้ มีอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย บินตกที่ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต คุณเชิด ศรีสวัสดิ์ จับได้จึงรายงานให้เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว รับตัวมาดูแลเบื้องต้นที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุงตามลำดับจนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม กรมอุทยานแห่งชาติฯ จึงส่งตัวอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยตัวนี้มาที่หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากการตรวจสอบชุดขน พบว่าเป็นอีแร้งวัยเด็ก อายุไม่เกิน 8 เดือน เมื่อตรวจเพศหาโครโมโซมเพศในสารพันธุกรรมในเลือดพบว่าเป็นตัวเมีย น้ำหนัก 9 กิโลกรัม ตั้งชื่อประจำตัวว่า KU 96 (หมายถึงนกล่าเหยื่อตัวที่ 96 ในหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อฯ) เป็นอีแร้งอพยพลำดับที่ 18 ที่ประเทศไทย ช่วยเหลือฟื้นฟูจนแข็งแรงและปล่อยคืนธรรมชาติ หลังจากต้องดมยาสลบ เข้ารับการผ่าตัดรักษานิ้วตีนอักเสบและปรวดที่อุ้งตีน 1 สัปดาห์ เจ้า KU 96 แข็งแรง บินคล่องภายในกรงฝึกบิน ตรวจร่างกายแล้วไม่พบโรคติดต่อสำคัญ เช่น ไข้หวัดนก ที่อาจจะแพร่ไปสู่นกในธรรมชาติเมื่อปล่อยไปแล้ว จึงใส่ห่วงขา และติดรหัสปีกเป็นแผ่นพลาสติก มีหมายเลขระบุประจำตัว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ติดตามการเดินทาง เมื่อได้รับอิสรภาพแล้ว




เมื่อพ.ศ. 2552 มีข่าวดีจากอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย 10 ตัวที่ปล่อยคืนธรรมชาติ ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ปรากฏว่าบินไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ภายในระยะเวลา 2 เดือน ระยะทางกว่า 3900 กิโลเมตร แต่ปีนั้น ไม่ได้ติดเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมไปด้วย ดังนั้นปีนี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ ดำริว่าการติดตามอีแร้งหลังการปล่อย นอกจากจะเป็นการดำเนินการช่วยเหลือสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฏหมายแล้วยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตในการเดินทางอพยพของอีแร้งอีกด้วย จึงติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมบนตัวเจ้า KU 96 แร้งตัวที่ 18 ตัวนี้ ผูกตัวเครื่องไว้บนแผ่นหลัง เหมือนสะพายเป้แบบ backpack หนักแค่ 70 กรัม (ไม่ถึง 2% ของน้ำหนักตัว) ไม่มีผลกระทบต่อการบินของแร้งแม้แต่น้อย วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2554 เจ้า KU 96 ได้กลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง ที่ห้วยทับเสลาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางอพยพของอีแร้งและมีซากสัตว์ป่าที่จะเป็นแหล่งอาหารถ้ายังไม่อยากจะบินกลับบ้าน ปรากฏว่า KU 96 โผออกจากกรงสู่อิสรภาพอย่างรวดเร็วแล้วไปยืนตากแดดบนก้อนดินแล้วก็บินลับหายไปตามแนวลำห้วย


ช่วยกันส่งแรงใจให้เจ้า KU 96 พญาครุฑในตำนาน อาคันตุกะยามหนาว พิชิตอุปสรรคนานับประการ บินกลับบ้านเกิดโดยสวัสดิภาพครับ

หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 09/05/2011 1:58 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน



ป่าสงวนเปรี๊ยะวิเฮียร์ (Preah Vihear Protected Forest) เป็นป่าเต็งรังครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,900 ตารางกิโลเมตร และห่างจากชายแดนประเทศไทยที่จังหวัดศรีสะเกษ ไม่เกิน 70 กม. ป่าเต็งรังผืนใหญ่แห่งนี้ เป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงในฤดูน้ำหลาก ในฤดูแล้งเมื่อน้ำลด บวกกับสภาพอากาศร้อนจัด กลายเป็นทุ่งหญ้าสลับป่าเต็งรังผืนนี้เป็นแหล่งทำรังวางไข่ ของแร้งประจำถิ่น 3 ชนิด ซึ่งปัจจุบันมีรายงานครบถ้วนในประเทศเมียนมาร์ ลาวและกัมพูชาเท่านั้น ส่วนในประเทศไทย เวียดนาม มาเลเซียและอินโดนีเซีย ไม่มีรายงานทำรังวางไข่มานานนับทศวรรษ แล้ว ในป่าเปรี๊ยะวิเฮียร์ พบประชากรของพญาแร้ง อีแร้งเทาหลังขาวและอีแร้งสีน้ำตาล เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีการจัดการดูแลของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าสากล ทั้งพยุงประชากรด้วยซากสัตว์อย่างสม่ำเสมอ สำรวจการทำรังวางไข่และปกป้องแร้งจากการไล่ล่าหรือถูกวางยาเบื่อ เมื่อไปกินซากสัตว์ที่ชาวบ้านหวังจะกำจัดสัตว์ผู้ล่าที่อาจจะแอบเข้ามาไล่กัดวัวควายในหมู่บ้าน



พญาแร้ง


ในฤดูแล้งหลังน้ำลด ชาวบ้านเข้าไปใช้พื้นที่ราบกลางป่าเต็งรัง ทำนาและเลี้ยงสัตว์ เมื่อสัตว์เลี้ยงตาย ก็ปล่อยทิ้งไว้ให้เน่าสลายไปเองตามธรรมชาติ จึงเป็นแหล่งอาหารของแร้งไปด้วย อย่างไรก็ตาม ซากสัตว์เหล่านี้มิได้มีอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องจนสามารถพยุงประชากรของแร้งเช่นในอดีต ด้วยแร้งใช้เวลาเติบโตจนเข้าสู่วัยสมบูรณ์พันธุ์นานหลายปี 4-6 ปี กว่าจะจับคู่ทำวางไข่ ดังนั้น แม้จะมีลูกนกในแต่ละปีเพิ่มขึ้น จากรังหนึ่งๆ ที่อาจจะมีลูกนกเพียง 1-2 ตัวต่อแร้ง 1 คู่ ทำให้อัตราการเพิ่มจำนวนของแร้ง ไม่ทันกับความสูญเสีย ทั้งทางการตายตามธรรมชาติจากการขาดอาหาร ถูกยิง ถูกล่าหรือยาเบื่อก็ตาม ยิ่งทัศนคติทางลบต่อพฤติกรรมการกินซากสัตว์ตายเป็นอาหารหลัก พานทำให้คนคิดว่าแร้งเป็นสัญลักษณ์ของความตาย อันเป็นสิ่งอัปมงคล ยิ่งทำให้แร้งถูกรบกวนหรือไล่ล่ามากยิ่งขึ้น จากปัจจัยเหล่านี้ประสมโรงเข้าด้วยกัน ประชากรแร้งประจำถิ่นในอุษาคเนย์จึงลดลงอย่างรวดเร็ว ในบ้านเรา จากเดิมที่เคยพบได้ทั่วทุกภาค ในกรุงเทพมหานครก็มีปรากฏด้วยหลักฐานภาพถ่าย เช่น แร้งที่วัดสระเกศ หรือบนต้นตาลตามทุ่งนาในจังหวัดเพชรบุรี ก็เลือนหายไปภายใน 3 ทศวรรษ เมื่อสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า จัดทำ “ร้านอาหารแร้ง” นำซากวัวของชาวบ้านไปวางไว้ให้เป็นอาหารของบรรดาแร้งประจำถิ่น เป็นประจำทุกเดือนๆ ละครั้ง แร้งก็นกรู้ แวะเวียนมาใช้บริการจนรู้ว่าสถานที่แห่งนี้ปลอดภัย มีอาหารให้ประจำ ทำให้สะดวกต่อการติดตามสำรวจประชากรของแร้งในพื้นที่ เพื่อการอนุรักษ์ในระยะยาวด้วย



อีแร้งเทาหลังขาว


จากถนนลาดยางมะตอยอย่างดี กลายเป็นถนนคลุ้งด้วยฝุ่น ด้วยระยะทาง ไม่เกิน 200 กิโลเมตรจากเมืองเสียมราฐไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 6 ชั่วโมง มุ่งหน้าเข้าไปกลางใจป่าเต็งรังที่มีแคมป์ของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าตั้งอยู่ ในอดีตเมื่อ 2 ปีก่อนที่เคยมาดูแร้งเป็นครั้งแรก แคมป์แห่งนี้ค่อนข้างทุรกันดารพอดู เนื่องจากเป็นฤดูแล้ง น้ำอาบก็ไม่มี น้ำกินน้ำใช้ต้องขนเข้ามากับรถยนต์ ค้างแรมด้วยเตนท์สนาม นอนในมุ้ง เรียกว่าชาวบ้านนอนเยี่ยงไร นักดูนกก็นอนเยี่ยงนั้น มีแสงไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ เรื่องอาหารจ้างงานชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยหุงหาอาหารให้ ซึ่งนับเป็นแนวคิดน่าสนับสนุนเพื่อการอนุรักษ์นกในธรรมชาติ เอื้อทั้งคนและนก ให้อยู่ด้วยกันได้ ผ่านทางกิจกรรมดูนก เมื่อเดินทางถึงแคมป์ ก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงเย็น ด้วยความมุ่งมั่นอยากเห็นแร้ง เดินข้ามทุ่งหญ้าห่างจากแคมป์ไปอีก 1 กม. เห็นแนวไม้ใหญ่ขึ้นเป็นแผงล้อมกรอบทุ่งหญ้าที่วางซากวัวเป็นประจำ แร้งหลายตัวเกาะคอนบนยอดไม้สูง คงเตรียมตัวเข้านอนกันแล้ว แม้แร้งจะคอยาวไว้ฉกชิงแย่งกินซากสัตว์จากพวกเดียวกันแต่ยามเกาะพักผ่อนหรือบินร่อนบนฟ้าจะหดคอเข้าหาตัว มองไกลๆ พิศผ่านๆ จึงเหมือนกับคนหลังค่อม ส่วนใหญ่เป็นอีแร้งเทาหลังขาว ที่มีมากที่สุด พบอีแร้งสีน้ำตาล 2 ตัว หากไม่มีวี่แววของพญาแร้ง ขาใหญ่ประจำฝูง.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 09/05/2011 2:08 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน



ยามเย็นย่ำกลางดงแร้ง การเดินย่ำไปบนดินแห้งผากกลางทุ่งหญ้ากว่า 1 กม. แทบจะไม่เป็นอุปสรรคใดๆ ด้วยสายตามองเห็นเงาตะคุ่มๆ ของอีแร้งหลายตัวเกาะบนต้นไม้อยู่ลิบๆ แค่นี้ก็ทำให้นักดูนกทั้ง 6 คนที่ดั้นด้นเดินทางไปกลางป่าแล้งและแดดกล้า ลืมเหนื่อยจากการตะลอนนั่งรถกว่าค่อนวันกันแล้ว เดินดุ่ยๆ มุ่งไปหาชายป่าเบื้องหน้า อีแร้งเทาหลังขาวและอีแร้งสีน้ำตาลเกาะกิ่งไม้เตรียมเข้านอน เมื่อย่อง หลบเข้าป่าเต็งรัง มิให้พวกแร้งแตกตื่น พญาแร้งหลายตัวแทะเล็มเศษเนื้อของซากวัวอย่างสบายใจใต้ต้นไม้ที่มีชิ้นกระดูกของซากวัวกระจัดกระจายหลายชิ้น เป็นอันครบ 3 ชนิดในวันเดียว สำหรับแร้งประจำถิ่นในอุษาคเนย์ ส่วนจะถ่ายภาพอย่างไรไว้เป็นที่ระลึก คงต้องรอให้เป็นเรื่องของวันพรุ่ง ที่ร้านอาหารแร้ง มีบังไพรให้นักดูนกเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการกินซากสัตว์ของแร้ง ตามประสานกนักล่า (แต่เลือกกินซากไม่พรากชีวิต) แร้งมีสายตาแหลมคมยาวไกลมาก อีกทั้งระแวงภัยสูง หากไม่มั่นใจจริงๆ ว่าปลอดภัยจริงๆ ให้ยังไงแร้งก็ไม่ยอมลงจากต้นไม้ลงมาบนพื้นดินเพื่อกินซาก จึงเป็นที่มาของวลีว่า “แร้งคอย” คือ รอคอยเวลา ให้สัตว์ตาย และแน่ใจว่าปราศจากผู้ล่า จึงจะบินลงมากินซาก




และในสังคมของฝูงแร้งประจำถิ่น คือ พญาแร้ง อีแร้งเทาหลังขาวและอีแร้งสีน้ำตาล ยังมีการจัดลำดับความกล้าอีกด้วย พินิจจากชื่อคงเดาได้ไม่ยากกว่าพญาแร้งน่าจะเป็นขาใหญ่ ส่วนอีแร้งเทาหลังขาว มีจำนวนมากที่สุดกว่าใครเพื่อน จะเป็นลูกไล่ให้พญาแร้งที่จะเสมือนหน่วยกล้าตาย ลงมาสำรวจซากสัตว์และบริเวณโดยรอบก่อนว่าปลอดภัยไหม ถ้าปลอดภัย พญาแร้งหัวแดงๆ ก็จะทำการเปิดซาก และรุมทึ้งซากก่อนใคร เอื้อต่ออีแร้งเทาหลังขาวที่ตัวเล็กและอ่อนด้อยกว่า เพราะจะงอยปากของพญาแร้งที่แข็งหนาและทรงพลังกว่า เมื่อจะฉีกกินซากสัตว์ อีแร้งจะให้ตีนข้างหนึ่งเหยียบและยันซากมิให้เคลื่อนไหว ใช้จะงอยปากฉีกเปิดซาก ดังนั้นแม้อีแร้งเทาหลังขาวจะได้กินทีหลัง แต่ก็ได้กินง่ายไม่เปลืองแรง เพียงแค่รอให้ขาใหญ่ อวดโอ่โชว์พาวลงไปเสี่ยงตายก่อน ส่วนอีแร้งสีน้ำตาล แม้ว่าจะตัวใหญ่สุดในบรรดา 3 ชนิดแต่จะลงมาร่วมวงแร้งรุมหลังสุด ในธรรมชาติ แร้งกินซากสัตว์ทั้งสดและเน่าเละ ที่ยังไม่ย่อยสลายกลายเป็นวุ้นได้ หากซากสด แร้งส่วนใหญ่จะไม่สามารถฉีกทึ้งหนังวัวที่เหนียวสุดๆ ได้ ต้องรอให้ซากเน่าสลาย 1-3 วันแล้วแต่สภาพอากาศแวดล้อม หรือใช้จะงอยปากจิกหรือฉกเครื่องในอวัยวะจากรูทวารต่างๆ เช่น เบ้าตา ช่องปาก หรือทวารหนัก




เพื่อมิให้แร้งระแวงคน เมื่อฟ้ายังไม่สว่าง สมาชิกก็เดินเข้าบังไพรตั้งแต่ตีห้าฟ้ายังไม่สว่าง ตั้งหน้าตั้งตารอว่าเมื่อไหร่แร้งจะลงกินซากวัวที่วางไว้ให้ก่อนหน้านี้ แสงแรกโผล่พ้นยอดก่อนหกโมงเช้า รอแล้วรอเล่าว่าบรรดาฝูงแร้งคอย ยังไม่มี่วี่แววว่าจะบินลงมา น่าทึ่งใน “วินัย” ของแร้งที่ไม่มีตัวใดแหกกฏแห่งลำดับทางสังคม เนื่องด้วยอาจหมายถึงชีวิตที่ถูกล่าหากเป็นกับดักรออยู่ จนเจ็ดโมงเช้า พญาแร้ง 3 ตัว ก็ประพฤติสมชื่อ สมฐานะใจกล้าบินลงมาสำรวจตรวจซากเป็นกลุ่มแรก จากสีของม่านตาและชุดขน ที่ส่องได้จากสโคประยะไกลจากบังไพรห่างออกมากว่า 50 เมตร พบว่าเป็นพญาแร้งตัวเมีย ตัวเต็มวัย 1 ตัวและวัยรุ่นอีก 2 ตัว ประสาเด็กๆ เจ้าพญาแร้งตัวรุ่น ไม่ได้รี่เข้าหาซาก แค่เดินเลียบเคียงไปมา รอให้นางพญาแร้งเดินวนรอบซากอย่างมุ่งมั่น มีการสั่งสอนไล่ตีบรรดาแกงค์แร้งรุ่นให้พอสำนึกว่ารู้ไหมใครคุม! นานกว่าครึ่งชั่วโมงจนนางพญาแร้งวางใจ ขึ้นไปยืนบนซากนั่นแหละบรรดา ลูกไล่ในฝูงแร้ง อีแร้งเทาหลังขาวกว่า 40 ตัวก็บินฮือกันลงมาจากต้นไม้ ลงมาผสมโรงรุมทึ้งซากจนมองไม่เห็นซากวัวและภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ซากวัวทั้งตัวก็เหลือให้เห็นแต่ซี่โครงและโครงกระดูก เรียกว่าไม่เสียชื่อเทศบาล จอมกำจัดซากสัตว์.


ชมวีดีโอพญาแร้ง

Link


แร้งรุม

Link


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 12/05/2011 2:14 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ดูนกน้ำที่ทะเลสาบ


เปรู ประเทศเล็กเรียวแคบยาว ทอดตัวบนชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกในทวีปอเมริกาใต้ นับเป็นสวรรค์ของนักดูนกแห่งหนึ่ง ทริปดูนกครั้งนี้นับเป็นทริปสุดๆ ทั้งโหด เหนื่อยและสนุก สมเป็น extreme birding ตะลอนดูนกบนทุ่งหญ้าบนเทือกเขาแอนดีส ที่ระดับความสูง 4,316 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลไต่เตาะเลาะต่ำลงมาเรื่อยๆ เดินดูนกบนถนนมานูอันลือชื่อในอุทยานแห่งชาติมานู กลางป่าเมฆและป่าดิบชื้นที่มีป่าใส่เสื้อ คลุมเคลือบด้วยมอส เฟิร์นและไลเคนส์ ที่ระดับความสูง 1500-3800 เมตร จนถึงป่าดงดิบอเมซอน (Amazonia) ล่องเรือชมนก ชมไม้ริมแม่น้ำบนที่ราบต่ำกว่า 1000 เมตร ตลอด 14 วัน นักดูนก 11 ชีวิต 10 จากเมืองไทย 1 บินมาสมทบจากเมืองชื่อพ้อง เรียงน้องเคียงพี่กับกรุงเทพมหานคร .. ลอสแองเจลิส... เริ่มทริปที่เมืองลิมา นครหลวงอันหนาแน่นด้วยผู้คน จุดเริ่มต้นของทริป แล้วจับเครื่องบินภายในประเทศ เหินฟ้าเหนือเทือกเขาแอนดีสจากฟากตะวันตก ไปฟากตะวันออก ที่เป็นฝั่งรับความชื้นและมีฝนตกมากกว่าฟากตะวันตก ทำให้ภูมิประเทศกลายเป็นทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย และทุ่งตะบองเพชร ส่วนฟากตะวันออกนั้น เมื่อมีความชื้นพัดจากป่าอเมซอน สรรพชีวิตหลากหลายจึงบังเกิด วิวัฒน์กันตรึม ทั้งป่าเมฆและป่าดิบชื้นบนภูสูง และป่าดงดิบในระดับต่ำลงมาสองฟากข้างแม่น้ำสายใหญ่น้อย ไหลลงมาจากหิมะละลายบนเทือกเขาแอนดีส เสมือนสายเลือดเส้นเล็กที่ไหลรวมตัวกันกลายเป็นแม่น้ำอเมซอนอันยิ่งใหญ่ที่ประเทศบราซิล



มาชูปิคชู


ถิ่นที่อยู่ของนกป่านานาชนิดเหล่านี้ หนุนส่งให้เปรูเป็นประเทศที่มีจำนวนชนิดของนกมากที่สุดเป็นลำดับสองของโลก จำนวน 1,822 ชนิด รองจากประเทศโคลอมเบียที่มีนก 1,871 ชนิด และลำดับที่สาม ตกเป็นของประเทศบราซิล จำนวน 1,777 ชนิด (ประเทศไทย จัดอยู่ลำดับที่ 17 จำนวนนก 1,000 ชนิด ไม่ขาดไม่เกิน นับว่าไม่น้อยหน้าประเทศใด หากเทียบพื้นที่ทั่วประเทศ แต่คงจะได้อายคนรุ่นหลัง หากคนรุ่นเรายังตัดไม้ทำลายป่า เผาผลาญบ้านของนกและสัตว์ป่า ซึ่งเป็นเสมือนโรงงานฟอกอากาศบริสุทธิ์ และผลิตน้ำฝนให้กับมนุษย์ด้วยแล้วทำไมต้องเป็นเปรู ไม่ใช่โคลอมเบีย หรือบราซิล (next birding dream!) ที่ดั้นด้นนั่งหลังขดขาแข็งบนเครื่องบิน กว่า 24 ชั่วโมงบวกเวลารอเปลี่ยนเครื่องอีก 5-6 ชั่วโมง รวมแล้วกว่า 30 ชั่วโมง 2 รอบ บินจากอุษาคเนย์เหินฟ้าข้าม 2 ทวีปไปดูนกถึงเปรู จากซีกโลกเหนือฟากโลกเก่า ไปยังซีกโลกใต้ฟากโลกใหม่ ที่ทิวาและราตรีกลับตาลปัตร สำหรับคนไทย เปรูไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศ การเดินทางสะดวก ดูนกง่าย เชื่อง ไม่เปรียวเพราะการไล่ล่าน้อยและมีไกด์นำดูนกท้องถิ่นคุณภาพ บ้านเราก็มีเกือบครบและฝรั่งก็นิยมมาดูนก นำเม็ดเงินมาใช้สอย เสียอย่างเดียวคนบางคนไล่ล่า ดักจับ พรากนกป่ามาเลี้ยงในกรงสนองความอยากแบบเบียดเบียนชีวิตอื่นกันซะหมด จนนกทั้งเปรียว กลัวและเหลือน้อยอย่างนี้เรียกว่าใช้ต้นทุนทางธรรมชาติอย่างเห็นแก่ตัว น่าจะเปลี่ยนจากยิงด้วยปืนหรือหนังสติ๊กเป็นส่องด้วยกล้องดูนก ถ้าช่วยกันทั้งปราบปรามอย่างเข้มงวด และเผยแพร่ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน



นกฮัมมิงเบิร์ดมรกตหางหนาม


เคยเปรยมาหลายครั้งหลายหนแล้วว่าวิถีการดูนกในธรรมชาตินั้นมีหลายแบบหลากสไตล์ จะดูเอาสนุกตื่นเต้น แบบดั้นด้นค้นหา “นกใหม่ Lifer” เพิ่มจำนวนชนิดให้กับตนเอง เรียกว่า lister (ใช้ในอเมริกา) หรือ twitcher (ใช้ในยุโรป) หรือจะดูนกอย่างพิถีพิถัน ศึกษาพฤติกรรม ชุดขน ในแง่ความงามอันอนุมานคุณค่าไม่ได้ เนื่องจากความประทับใจ ความพอใจ ก่อให้เกิดความสุขของมนุษย์แต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน เป็นสิทธิส่วนบุคคล ตั้งแต่เรียกตนเองว่านักดูนก กว่าทศวรรษ ฝันฟุ้งว่าก่อนเกษียณ (อีก 19 ปี ไม่ช้า ไม่เร็ว) จะพยายามตะลอนเที่ยวไปให้ทั่วโลก ดูนกในธรรมชาติ 5,000 ชนิด จากทั้งหมด 10,000 ชนิด ณ ขณะนี้กำอยู่มือแล้ว แตะๆ 2,000 ชนิด ยังพอมีลุ้นว่าจะทันการณ์ตามหมาย แต่ได้..ไม่ได้ จะไปถึงฝั่งฝันที่ตั้งไว้หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ตราบเท่าที่สนุก และสุขจากการเดินทางที่เลือกแล้วว่าเป็นงานอดิเรกที่รักชอบยามว่าง แค่อุบายเป็นแรงขับกระตุ้นตนเอง ให้เดินทางเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เท่านั้นเองแหละครับ .. sum in short เอนดอร์ฟีน สารความสุขยังชะโลมในสายเลือดไม่สร่างซา .. ฮา


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 12/05/2011 2:20 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Extreme Birding


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


จัตุรัสกลางเมืองคุสโก้


14 วันที่ไกลบ้าน จากเทือกเขา ป่าเมฆ ป่าดิบ แม่น้ำจรดชายทะเล เหินฟ้าข้ามเทือกเขาแอนดิสจากตะวันตกอันแห้งแล้งดั่งทะเลทราย มุ่งสู่ตะวันออก ป่าดงดิบถิ่นสัตว์ป่านานาชนิด ที่เรียกว่า Amazonia จากยอดเขาที่หนาวเหน็บเปลี่ยนบรรยากาศอย่างฉับพลันด้วยากาศร้อนแบบเหงื่อชโลมกายกลางป่าดิบ นับเป็นทริปดูนกที่ยาวนานมากสุดทริปหนึ่งในชีวิตของสมาชิกทุกคนก็ว่าได้ นับตั้งแต่การเดินทางที่กินเวลากว่า 2 วันในแต่ละรอบ ตะลอนขึ้นเขาลงห้วย ล่องเรือเหนือแม่น้ำเลียบริมทะเล ด้วยสารพัดวิถีการตะลอน ตั้งแต่เหินฟ้าด้วยเครื่องบิน วิ่งไล่ตามรถไฟเพื่อขึ้นไปเทพวิมานมาชู ปิคชู เข็นรถตู้บนถนนโคลนเละๆ กลางป่าเมฆ นั่งรถแท็กซี่และล่องเรือหางยาว เรือเมล์ (หากขาดลิเกและตำรวจ!) ตบท้ายด้วยเดินเท้า และไต่ขึ้นหอคอยสูงเหนือป่าดงดิบอเมซอน การเดินทางจากแหล่งดูนกหนึ่งไปยังแหล่งอื่นๆ ที่แตกต่าง ทั้งทุ่งหญ้าบนเทือกเขาสูง ป่าเมฆ ป่าดงดิบริมแม่น้ำ หรือชายฝั่งทะเล เพื่อให้ครอบคลุมถิ่นอาศัยอันหลากหลาย ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เราได้สนุกสนานกับการจำแนกชนิดและปลาบปลื้มกับความงาม ความแปลกแตกต่างของสีสันและรูปลักษณ์ของนกต่างทวีป นกเปรูกว่า 1,800 ชนิดทั่วถิ่นอินคานี้ เราพบกว่า 350 ชนิด! ในเวลา 2 สัปดาห์! บ้าไปแล้ว (อุทานแบบฟุ้งๆ)



คู่มือดูนกเปรู


สมาชิกทริปแต่ละคนอาวุโสวัยพ้นเกษียณ จนใกล้เกษียณไม่กี่ฤดูฝนแล้ว (มีอายุน้อยกว่าผมเพียงคนเดียวที่บินมาสมทบจากอเมริกา) แต่ทุกคนไม่ยั่นระย่อ ปริปากบ่น ขอให้ได้เห็นนกเปรูที่เรียกว่าทุกตัว ทุกชนิดเป็นนกใหม่ lifer หมด ด้วยอาณาจักรนกในทวีปอเมริกาใต้นั้นหลากหลาย แตกต่างจากป่าดิบแห่งอุษาคเนย์โดยสิ้นเชิง มีบ้างบางตัวที่เป็นนกอพยพ ซึ่งผม และสมาชิกหนุ่มจากลองแองเจลิส ได้เห็นกันมาบ้างแล้วจากเมื่อครั้งใช้ชีวิตที่อเมริกา เรียกว่าโกยกันมาตุงกระเป๋าความทรงจำ เมื่อเปรยว่าทริปนี้มีฉายาว่า extreme birding หลายคน give a nod ไม่ปริเสียงค้านแม้สักนิด ก็ทริปนี้ไปดูนกกันนี่ครับ เราบินจากประเทศไทยไปแวะพักรอเปลี่ยนเครื่องที่เมืองอัมสเตอร์ดัม จับเจ่ารอบินต่ออีก 5 ชั่วโมง บางคนเดินช็อปให้สะใจ บางคนก็ทำการบ้าน เรียนรู้เรื่องนกจากหนังสือ ดูนกของประเทศเปรูที่หนาพอใช้นอนหนุนหัวได้เลย พลิกไปพลิกมาก็มึนกันหมดทั้งที่หลายคนพยายามทำกันมาแล้วตั้งแต่ที่บ้าน เพราะชื่อนก สกุลหรือวงศ์นกต่างๆ ส่วนใหญ่ไม่คุ้นชื่อ กระดิกหูทั้งนั้นด้วยเป็นทริปดูนกในทวีปอเมริกาใต้ครั้งแรกของทุกคนรวมทั้งผมด้วย หากส่วนตัวยังพอคุ้นเคยกับนกบางสกุล บางวงศ์บ้างจากสหรัฐฯ



Cock of the Rock สัญลักษณ์ประเทศเปรู


จากนั้นอีก 12 ชม. ก็มาถึงกรุงลิมา เมืองหลวงของประเทศเปรูในตอนค่ำ เมื่อเดินทางเข้าพักที่โรงแรมเล็กๆ แถบชานเมือง เพื่อหลีกเร้นการจราจรอันวุ่นวายไม่แพ้กรุงเทพเมืองฟ้าอมร แล้ววันแรกของการเดินทางดูนกก็เริ่มขึ้นในวันใหม่ที่เราเดินทางกลับมาที่สนามบินอีกครั้ง เพื่อจับเครื่องบินภายในประเทศบินไปเมืองคุสโก้ เมืองท่องเที่ยวชื่อดังของเปรู กลางเทือกเขาแอนดีสที่ระดับความสูง 3,300 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล สูงกว่าดอยอินทนนท์ซะอีก คุสโก้เป็นจุดเริ่มต้นของการตะลอนดูนก จากเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ เราจับรถตู้พร้อมไกด์ที่รอรับเราที่สนามบินดิ่งไปยังทะเลสาบแห่งหนึ่งเพื่อดูนกกันทันที แม้ไกด์คนดีนามเพอร์ซีย์ จะย้ำนักย้ำหนาว่าต้องรักษาเวลากันนะ เพราะเย็นย่ำนี้จะต้องเดินทางต่อไปด้วยรถไฟ สู่สิ่งมหัศจรรย์แห่งหนึ่งของโลก .. เทพวิมานมาชู ปิคชู อีกข้ออ้างหนึ่งที่สมาชิกหลายคนดั้นด้นพสกันมาถึงเปรู แต่สำหรับผม ไม่ใช่แค่ความวิจิตรพิสดารอันน่าทึ่งของฝีมือชนชาวอินคาที่สรรค์สร้างเทพวิมานแห่งนี้ขึ้นบนยอดเขาสูง ระดับ 2,500 เมตร แต่รวมถึงนกนักล่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก .. แร้ง Andean Condor หมาย 1 ใน 3 ชนิดที่ผมวาดฝันว่าเมื่ออุตส่าห์บากหน้าตรากกายมาจนถึงอีกฟากฝั่งโลกกลมๆ ใบนี้ อยากจะเห็นให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต (ดูท่าว่าจะมีภาคสองอีกแน่) อีก 2 ชนิด ใน wish list คือ Cock of the Rock นกป่าตัวสีส้มแปร๋นอย่างจะหาสีไหนมาเทียบกับฉูดฉาดได้และนกนาวนวลแกลบอินคา (Inca Tern) นกน้ำที่ใจผมว่างามที่สุดในโลกแล้วล่ะ แล้ว11 ชีวิตนักดูนกไทยจะสมหวัง พลาดหมายกันเพียงใด .. โปรดติดตามครับ


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 07/06/2011 12:01 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Extreme Birds


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


Cock of the Rock


Cock of the Rock .. นกสีส้มแกมแดงได้ใจตัวนี้ตัวเดียวจริงๆ ที่ทำให้ต้องตะลอนไปถึงเปรู ในแต่ละทริป แต่ละชีวิตของนักดูนกมักจะมีนกในฝันที่อยากเห็นสักครั้งก่อนตาย (สำนวนสุดโต่งที่ยั่วให้แย้ง ..... . แต่เมื่อจะฝันแล้วก็ควรให้สุดๆ ไปเลย หรือมิใช่) นกในเมืองไทยก็ตามดู ตามส่องกันมาจนเห็นกว่า 600 ชนิดแล้ว นกเมืองนอกอีกเกือบหมื่นชนิด ในชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นจนครบหรอก แต่เพื่อให้ลุ้น กระตุ้นตนเองให้ตื่นเต้นกับการเดินทาง มันต้องมี “อะไร” สักอย่างสองอย่าง โดดเด่นเป็นตัวล่อ ทริปเปรูคราวนี้ มีนก 3 ตัวที่อยากเห็นมาก และไม่ใช่แค่คนเดียว สมาชิกนักดูนกจอมทรหดอีก 10 ชีวิตก็เช่นกัน พอเอ่ยถึงเปรู ทุกคนก็จะนึกถึงเจ้านกเพลิงตัวนี้ขึ้นมาทันที สัญลักษณ์ของประเทศเปรู 1 เฉดสีบาดตาบาดใจเหมือนกตกถังสีแดง 1 นามนั้นชวนให้จินตนาการอีก 1 นกอะไร แดงซะขนา แถมชื่อแปลกๆ ถอดความได้ว่า “ไก่ตัวผู้แห่งหินผา” นกเกาะคอนในป่าเมฆ อันเป็นป่าดิบชื้นระดับกลางถึงระดับสูงเหนือระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 500 – 2300 เมตร



นกนางนวลแกลบอินคา


อีกหนึ่งปักษานามว่า Inca Tern นกน้ำ ผู้งามอย่างละเมียดละไม จะมองพิศ หรือพินิจอย่างผาดๆ ก็สวยไม่แพ้นกตัวใดๆ บนโลกนี้แน่นอน เมื่อนึกถึงนกน้ำ เช่น นกนางนวล หรือนกนางนวลแกลบ ถามนักดูนกไม่ว่าใคร รายตัวคงนึกถึงนกสีขาวสลับเทา แต้มสีดำที่ปลายปีก บินโฉบเฉี่ยวไปมาเหนือท้องทะเล ก็สวยอยู่หรอกนะ บรรดา Sea Gull พวกนี้ ด้วยบรรยากาศอิสรเสรีบินไปมา แต่จะมีตัวใดไหนเทียบกับเจ้าอินคาตัวน้อย ที่จะงอยปากแดงดั่งแต้มชาด เสริมความงามด้วยหนวดขาวเรียวโค้งข้างแก้ม แต่งแต้มให้ชุดขนสีเทาแกมฟ้าของนก จนเหมือนผู้นำแฟชั่นระดับโลก นกน้ำนะ ไม่ใช่นกป่า อย่างนกพญาไฟ ที่ตัวเมียเหลือง ตัวผู้แดง หรือนกเขียวก้านตองที่สีสันสดใส มองคราใดก็เบิกบานอย่างสบายใจ หากเปรียบมวยกัน นกนางนวลแกลบอินคาเสมือนความงามอย่างมีศิลป์เรียบง่าย นวลใจแต่เด่นโดดสะดุดตา หากเจ้า Cock of the Rock งามแบบสะท้านทรวง แค่วาบแรกก็อึ้งทึ่งในความแรงของสีสันแล้วอีกหนึ่งเป็นยักษ์ใหญ่กลางเวหาที่หาความสวยได้ยากยิ่ง แค่นามก็พานให้นึกถึงความอัปลักษณ์ของรูปกาย พญาแร้ง Andean Condor สัตว์กินซากบนเทือกเขาแอนดีส ด้วยฐานะนกบินได้ที่ตัวใหญ่สุดในโลกนี้ ยามสบายปีกยาวกว่า 3 เมตร สมคำว่าพญาแร้ง อีกทั้งวิถีของมันผูกพันกับตำนานเล่าขานของขนเผ่าอินคาที่เสมือนเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างคนบนผืนโลกและเทพเจ้าบนฟากฟ้า อันปรากฏหลักฐานที่เทพวิมานมาชู ปิคชู ต่อให้รูปไม่งาม นามไม่เพราะถูกใจแค่ไหน ก็ต้องวาดฝันอยากจะเห็นสักครั้ง



หินสลักรูปพญาแร้งแอนดีสบนมาชู ปิคชู


ปรากฏว่าทริปนี้ สมหวังดังคาดกันไป ทั้งสองชนิด แม้ว่าพญาแร้งจะมองเห็นกันแวลๆ ไกลพู้น แค่พอนับได้ว่าเห็นแล้ว ได้นกใหม่แล้วก็ยังคาใจจนอาจจะต้องมีภาคสองของเยือนถิ่นอินคา หากของดีต้องเก็บไว้ท้ายๆ วันแรกที่เริ่มตะลอนดูนก ก็ลุ้นกันแทบใจจะขาดว่าจะเดินทางทันรถไฟสายมาชูปิคชูไหม ก็ประสานักดูนก เมื่อไหร่ได้ดูนก ที่เป็นนกใหม่ทุกตัวแบบนี้ก็ลืมวันลืมเวลากันหมด จนไกด์ต้องคอยกำกับว่าถึงเวลาต้องเคลื่อนทัพไปยังสถานที่ใหม่กันแล้ว ณ ทะเลสาบฮวยคาร์ปาย กลางหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ ใช้เวลาเดินทางจากเมืองคุสโก้ไปเกือบ 2 ชม. ใจแต่ละคนน่ะไปถึงแล้ว ลุ้นว่านกตัวแรกๆ ของทริปจะเป็นขนิดใดบ้าง เพราะที่ทะเลสาบแห่งนี้เป็นแหล่งดูนกแห่งแรกของทริป อีกทั้งยังมีเป้าหมายของนกเฉพาะถิ่นระดับห้าดาว found nowhere else on earth นามว่า bearded mountaineer แค่ชื่อก็คงงงกันแล้ว ดาวประดับฟ้าแดนอินคาตัวนี้เป็นนกฮัมมิงเบิร์ด เอกลักษณ์ของทวีปอเมริกาเหนือ-ใต้ที่เรียกว่าโลกใหม่ (เพราะค้นพบโดยฝรั่งตาน้ำข้าวที่เหมารวมไปงั้นเอง ทั้งที่มีคนพื้นถิ่นเดินทางมาถึงก่อนนับศตวรรษ) ไม่มีในทวีปโลกเก่า เช่น เอเชีย ยุโรปหรืออาฟริกา นกตัวน้อยที่บินได้ทุกทิศทาง บินขึ้น บินลง เดินหน้าหรือถอยหลัง .


ชมวีดีโอ Cock of the Rock ไซ้ขนที่

Link


หน้า 21

_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 07/06/2011 12:51 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

the endemic!


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


บรรยากาศมื้อกลางวัน


หมายแรกของวันแรกแห่งการดูนกที่หุบเขาศักดิ์สิทธิ์ใกล้เมืองคุสโก้ ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส คือ Bearded Mountaineer นกฮัมมิงเบิร์ดเฉพาะถิ่น 1 ชนิดที่แม้จะตัวน้อยขนาดบักจ่อยเรียกน้อง เล็กกว่านกกระจอกอีกนั้น ก็ดันมีนิวาสถาน ขึ้นมาอาศัยอยู่ท่ามกลางหุบเขาสูงเกือบ 3000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล แค่นามก็ชวนคิดจินตนาการแล้วว่าสื่อถึงอะไร จากชื่ออังกฤษแปลว่า “คนดอยที่มีหนวด” ด้วยเพราะที่คางและคอของนางไม้ตนนี้ มีขนประดับเหลือบสะท้อนแสงด้วยสีชมพูแกมม่วงคล้ายเครายาวสยายลงมา หากชื่อวิทยาศาสตร์ Oreonympha nobilis แปลว่านางไม้ผู้อาศัยบนภูเขาอันเลอเลิศ ในบรรดานกฮัมมิงเบิร์ดกว่า 40 ชนิด ในประเทศเปรู นางไม้เครางามตนนี้นับเป็นหมายสำคัญลำดับต้นๆ ของนักดูนกจากทั่วทุกมุมโลกที่มาเยือนแดนอินคา พวกเราก็ไม่แผกผิดไปจากเพื่อนพ้อง หากเมื่อบินมาถึงเมืองคุสโก้ก็ผ่านล่วงเวลาเที่ยงไปแล้วเลยหาของกินรองท้องกันก่อน ยังดีที่ใช้นกเป็นตัวล่อเป้า ไม่เช่นนั้นสถาปัตยกรรมสมัยสเปนคลั่งอำนาจบริเวณจัตุรัสกลางเมืองคงทำให้เสียเวลาดูนกอีก หลังอาหารมื้อเที่ยงมื้อแรกที่ได้ลิ้มรสชาดมังสาหารทั้งเนื้อและไก่ด้วยฝีมือกุ๊กชาวอินคา พวกเราก็รีบจรลีไปยังทะเลสาบฮวยคาร์ปาย อันเป็นนิวาสถานที่มีรายงานพบนางไม้เครางาม



Sparkling Violetear


กว่าจะถึงบริเวณที่น่าจะพบนางไม้เครางาม นกตัวแรกที่ยั่วน้ำลายสมาชิกที่อัดกันเกือบจะเป็นปลากระป๋องในรถตู้คันกะทัดรัด จนแทบจะเกิด stampede ของนักดุนกที่กระเหี้ยนกระหือรือด้วยระดับ adrenaline rush พุ่งปรี๊ด อารามตื่นเต้นได้เห็นเหยี่ยวชนิดแรกของทริปในวันแรกนี้ Aplomaldo Falcon เหยี่ยวปีกแหลมหายาก ตัวเพรียวงาม เล็กกว่าเหยี่ยวเพเรกรินในบ้านเรานิดหน่อย ยืนเกาะเด่นอยู่บนสายไฟข้างถนน เอาล่ะซิ แค่นกตัวแรกของปลื้มกันไปแล้ว ประสาคนหลงและรักการดูเหยี่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะผม เมื่อเจ้าปีกงามบินขึ้นฟ้า จึงมาถึงจุดจอดรถเพื่อเดินดูนกตามคำแนะนำของนายเพอร์ซีย์ ไกด์คนดีคนแรกของเรา (ตลอด 14 วัน เรามีไกด์นำดูนก 3 คนด้วย เรียกว่าต่างสไตล์ ต่างรสชาด เหมือนยอดฝีมือที่มีแนวทางต่างกัน ก็สนุกไปอีกแบบ) เดินยังไม่ถึงจุดที่จะพบเจ้าฮัมมิงเบิร์ดเครางาม โน่นในพงแขมดงอ้อกลางน้ำ เป็ดและนกคู้ท นำลูกน้อยออกมาว่ายน้ำยั่วให้ส่องดูกันซะก่อน บางคนตาดี ได้เห็นนกตัวน้อยหลากสีแสบตา Many-colored Rush-tyrant จะเรียกว่าได้เปรียบคนอื่นก็คงไม่ผิดกระไรก็นักดูนกคนนี้เป็นจักษุแพทย์ ตาคงไวกว่าคนอื่นๆละกระมัง หลังจากเวียนวนขวนขวายส่องหาเจ้าจิ๋วหลากสี เพราะตัวนี้ใครๆ ก็อยากเห็นกันนักหนา จนเวียนหัวก็ไม่มีทีท่าจะโผล่ออกมาโชว์ตัว เลยต้องเดินต่อ ไกด์คนดีก็คอยกระตุ้นว่านางไม้คนงามทรามวัยยังรอเราอยู่นะ ไม่ควรเสียเวลากับนกชนิดอื่นๆ ที่หาง่ายกว่าเยอะ (แต่ก็เหอะนะ เราบินลัดฟ้ามาตั้งไกล นกทุกตัวทีเห็นก็นกใหม่หมดแหละ ฉะนั้นตัวไหนบินผ่านมาก็ต้องส่องต้องชื่นชมทั้งนั้นแหละ) จนมาถึงหย่อมพุ่มไม้ข้างถนน ใกล้ขอบทะเลสาบ มีนกช้อนหอยพูนา (Puna Ibis) 3 ตัว ทิ่มจะงอยปากยาวโค้งพรวดๆ ในน้ำหาอะไรกิน



Bearded Mountaineer โดย Rob Nattegaal


ใครคนหนึ่งก็โพล่งขึ้นมาฮัมมิงเบิร์ด! นกอื่นๆ ตัวไหน ที่กำลังส่องดูกันก็เสมือนหมดค่า ไร้ความหมายในพริบตา ทุกสายตา กล้องทุกตัว ส่องควานหาเจ้านกตัวน้อยตัวนั้น แล้วก็เห็นจนได้ ตัวเขียวๆ คล้ำๆ เพราะแดดยามเย็นอ่อนแรงส่องไม่โดนตัว ทำให้สีเหลื่อมระยับอันเป็นลักษณะเฉพาะของนกฮัมมิงเบิร์ดไม่ฉายประกายวาววับขึ้น ด้วยสีบนขนของนกฮัมมิ่งเบิร์ดนั้น มิได้เกิดจากเม็ดสี (Pigment coloration) ที่นกสร้างขึ้น จำนวน 2 ชนิด เรียกว่า เมลานิน(melanin) ที่ทำให้เกิดสีดำ เทาและน้ำตาลเข้ม หรือ แคโรทีนอยด์ (carotenoid) ตัวแทนสีฉูดฉาดแสบตา เช่น ส้ม แดง เหลือง แต่สีบนขนประดับของนกฮัมมิงเบิร์ดเกิดจากการตกกระทบของแสงที่ทำมุมเฉพาะกับอนุภาคฟองอากาศภายในเส้นขนที่ฉาบด้วยแผ่นเมลานินอีกชั้น เรียกว่า structural coloration ดังนั้นจากนกตัวสีวาวระยิบระยับ ถ้าไม่โดนแสงตรงจุด อาจจะกลายเป็นนกตัวดำตุ่นๆ ไปในพริบตา โดยเฉพาะขนประดับที่คางและคออันเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกความหล่อเหลาของนกตัวผู้ยามจีบตัวเมียในฤดูกาลจับคู่ตุนาหงัน แต่ที่ไหนได้ นกฮัมมิงเบิร์ดตัวเขียวๆ นั้นหาใช่นางเครางามไม่ เป็น Sparkling Violetear นกฮัมมิงเบิร์ดชนิดแรกในชีวิตของใครหลายๆคน.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 07/06/2011 12:56 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Feathers of the Hummers


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ดูนกน้ำในทะเลสาบ


Sparkling Violetear.. ฮัมเมอร์ชนิดแรกของทริปเปรู! แม้จะไม่ใช่นางไม้เฉพาะถิ่น เช่น Bearded Mountaineer แต่ ณ นาทีนั้น ตัวไหนก็ปลื้มกันทั้งนั้นเพราะเกือบทุกคนยกเว้นผม และ หนุ่มนักดูนกจากอเมริกา สมาชิกอีก 9 คน ยังไม่มีใครเคยเห็นนกฮัมมิงเบิร์ด ที่ฝรั่งเรียกเล่นๆ ว่าฮัมเมอร์ ล้อเสียงหึ่งๆ ยามบินของนกกินน้ำหวานตัวจิ๋วกลุ่มนี้ ประเดิมด้วยฮัมเมอร์ชนิดแรกให้อุ่นใจแล้ว จากนกฮัมมิงเบิร์ด 121 ชนิดทั่วประเทศเปรู ภายในเวลา 14 วัน พบนกฮัมมิงเบิร์ด 35 ชนิด! ตอกย้ำความสมบูรณ์และหลากหลายของนก และไม้ดอกนานาพรรณ ที่เป็นแหล่งผลิตน้ำหวาน อันเป็นอาหารหลักให้ฮัมเมอร์นานาชนิดใช้ดำรงชีวิตได้อย่างสุขี จากทะเลทราย ทุ่งหญ้า หุบเขาเข้าป่าดงดิบ ล้วนมีฮัมเมอร์ให้ชื่นชม และค้นหา นับว่าเป็นสวรรค์ของนกและนักดูนกไม่มีผิด ความจริงแล้ว เจ้าหูม่วง ในฐานะฮัมเมอร์ชนิดแรกของทริป พบเห็นได้ง่าย แพร่กระจายกว้างขวางในหลายประเทศบนเทือกเขาแอนดีส ตั้งแต่ประเทศโคลอมเบีย อีกัวดอร์ เปรู บราซิล โบลิเวียและชิลีแต่ด้วยค่าที่พวกเราเป็นนักดูนกบินไกลจากอีกฟากฝั่งของโลกกลมใบนี้ ให้ยังไงก็ตื่นเต้นกันจนลืมนึกถึงนางไม้ endemic เฉยเลย คราวนี้แต่ละคนก็หาช่อง หามุมเหมาะๆ ส่องดู ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันสนุกสนาน เสียดายที่กว่าจะได้พบตัวแทนของโลกใหม่ ที่ไม่มีในโลกเก่า ก็เย็นย่ำแล้ว แสงแดดพากันลับหายถูกเมฆบังเกือบมิด



Sparkling Violetear


รูปพรรณของเจ้าหูม่วงเลยไม่ค่อยเปล่งประกายตรงตามนามนัก ชื่อวิทยาศาสตร์ของ Sparkling Violetear Colibri coruscans แปลว่านกฮัมมิงเบิร์ดเป็นประกายระยิบระยับ สื่อถึงขนสีเขียวเข้มเปล่งประกายยามต้องแสงแดดทั่วทั้งตัว คำว่า Colibri เป็นภาษาสเปนที่ใช้เรียกนกฮัมมิงเบิร์ดตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม ความงามของฮัมเมอร์อยู่ที่ขนประดับบริเวณหน้าผาก คอ และลำตัวซึ่งต่างจากขนนกทั่วไปที่เกิดจากเม็ดสี (pigment) ซึ่งไม่ว่าจะมีแสงแดดหรือไม่ สีจากเม็ดสีนั้นจะยังคงเป็นสีเดิมไม่มีเปลี่ยน เพียงแต่อาจจะสีเข้มขึ้นหรือจางลงหากคุณภาพหรือเฉดสีจะยังคงปรากฏต่อสายตาของมนุษย์เฉกเช่นเดิม แต่ขนนกฮัมเมอร์ เกิดจากความพิสดารของโครงสร้าง (structural color) ที่เกิดจากการหักเหของแสงที่ตกกระทุบตรงมุมพอดีกับอนุภาคภายในเส้นขน ดังนั้น หากแสงตกกระทุบไม่ตรงมุม สีเหลือบ (iridescent) วาววับระยิบระยับของบรรดาฮัมเมอร์หลากหลายชนิด ก็จะกลายเป็นสีจืดชืด เหมือนไม่มีสีเลยก็เป็นได้ พวกฮัมเมอร์ตัวผู้ก็นกรู้ ยามจะป้อสาวก็ทำตัวพอง ยกขนประดับชูชันรับแสงแดดให้สีระยิบระยับ ดึงดูดความสนใจของนกตัวเมีย ที่เกาะนิ่งๆ บนกิ่งไม้ รอดูว่าพ่อฮัมเมอร์ตัวไหนจะงามที่สุดก็ยอมตกร่องปล่องชิ้น ณ เวลาอันสำคัญเพื่อการสืบเผ่าพันธุ์นี้ ใช่ว่ามีฮัมเมอร์คู่เดียวเท่านั้น บรรดาหนุ่มฮัมเมอร์จะมารวมตัวกันเพื่อโชว์ความงามของตนเอง ให้ตัวเมียน้อยตัวเลือก พื้นที่นี้เรียกว่า lek ซึ่งเป็นเสมือนลานป้อสาวของฮัมเมอร์หนุ่ม



Purple-fronted Brilliant


ในแง่การสืบพันธุ์ การเลือกแล้วเลือกอีก จากตัวเลือกหลายตัว ช่วยให้ตัวเมียเลือกตัวผู้ที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะความงามจากสีขนสื่อถึงสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงของตัวผู้ อันผ่องถ่ายมาจากพันธุกรรมที่คัดสรรด้วยธรรมชาติ ว่าเมื่อสามารถรอดชีวิตมาได้จนบัดนี้ บำรุงเลี้ยงตัวเองจนสร้างขนประดับไว้อวดโอ่ วิธีผสมพันธุ์ลักษณะนี้ มักพบในนกตัวเมียช่างเลือก และมีตัวผู้ให้เลือกมาก เมื่อผ่านห้วง “ขึ้นกดบทอัศจรรย์” ที่นกตัวผู้และตัวเมียที่ยอมยกหาง รอท่าไว้จะยื่นก้นมาสัมผัสกัน เรียกว่า cloacal kiss เนื่องจากก้นของนก เป็นทวารร่วมเรียกว่า cloaca เพียงชั่วพริบตาหรือไม่ทันนกกระจอกจะกินน้ำ จนเสร็จกิจสำคัญ ส่งถ่ายสายเลือดของตนเองในตัวอสุจิ ผ่านน้ำเชื้อที่เชื่อมต่อจากการ “จูบ” ครั้งสำคัญนั้นแล้ว ก็หายหัวหลบหายเข้ากลีบเมฆ แทบจะไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลคุณแม่ในอนาคต ต้องฟักไข่ ประคบประหงมลูกน้อยในรังเพียงตัวเดียว ด้วยเหตุนี้ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อจากสีสันฉูดฉาดที่เห็นได้ง่าย นกตัวเมียที่เข้าร่วมการเลือกคู่ใน “ลานป้อสาว” นี้ จะมีสีสันจืดชืด ต่างจากนกตัวผู้ที่จะมีสีสันแสบตา สุดบาดตาบาดใจไว้โอ้โลมปฏิโลมจนสาวสมยอมแล้วเชิดหนี.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 07/06/2011 1:02 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Price to Pay


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


Violet-fronted Brilliant นกฮัมมิงเบิร์ดหน้าผากม่วง


นกฮัมมิงเบิร์ดเป็นขนาดเล็กลำดับต้นๆ บนผืนพิภพนี้ ด้วยน้ำหนักตัวไม่เกิน 10 กรัม เบากว่าเหรียญห้า และลำตัวยาวไม่กิน 10 ซม. น่าขันที่มีนกฮัมมิงเบิร์ดยักษ์ (Giant Hummingbird) ที่เป็นฮัมเมอร์ ขนาดใหญ่สุดในโลกแต่ตัวเล็กแค่ 20 ซม. ใหญ่กว่านกกระจอกไม่กี่มากน้อย! คงน่าขันซ้ำสองอีกว่าถ้าลำดับสายเลือดและสาแหรก ด้วยโครงสร้างกายวิภาคทั้งภายในและภายนอกตัว เช่น กล้ามเนื้อ ตีนเป็นอาทิ เจ้าฮัมเมอร์สุดสวยหลากสีกว่า 200 ชนิด จะนับญาติกับนกแอ่นหรืออีแอ่น (swift) เรียกกันตามประสาชาวบ้าน นกกินแมลงที่รูปลักษณ์คล้ายนกนางแอ่น (swallow) อันอีแอ่นนั้นแทบจะชั่วชีวิต (ยกเว้นเพียงทำรังเลี้ยงลูก) ไม่ว่าจะหากิน เล่นน้ำ ผสมพันธุ์หรือแม้แต่หลับพักผ่อน (กลางอากาศ!) จะอาศัยร่อนเร่บนฟากฟ้ามากกว่าเกาะพักบนขอบรังและชุดขนจืดชืดทึมๆ ด้วยสีดำและสีเทา



Wire-crested Thorntail นกฮัมมิงเบิร์ดมรกตหางหนาม


ปัจจัยเร่งและแรงเร้าอะไรที่ทำให้นกสองกลุ่มอันมีสายเลือดใกล้ชิดกันเช่นนี้ จึงมีรูปลักษณ์ เวศลักษณ์ อุปนิสัยการหากินต่างกันโดยสิ้นเชิง คำตอบอยู่ที่วิวัฒนาการเพื่อการเอาชีวิตรอดด้วยการผสมพันธุ์ถ่ายทอดสายเลือดของตนจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ในระบบนิเวศจำเพาะที่นกแต่ละกลุ่มอาศัยอยู่และเรียกว่า “บ้าน” นกฮัมมิงเบิร์ดเป็นนกกินน้ำหวาน (nectarivore) เป็นหลัก กระนั้นใช่ว่า “ตรา” ที่นักปักษีวิทยาแปะไว้บนหน้าผากของนกแต่ละกลุ่มว่าเป็นนกกินนั่น กินนี่ เช่น กินแมลง กินน้ำหวาน กินผลไม้ กินเนื้อ ใช่ว่านกจะกินแต่ “นั่นนี่” อย่างเดียวไปชั่วชีวิต ไม่เช่นนั้นคงขาดสารอาหารอันจำเป็นต่อการหล่อเลี้ยงชีวิตอันซับซ้อน ไม่สามารถผลิตไข่ เลี้ยงลูกให้เติบโตได้ เฉกเช่นคนเราและนกเงือก ที่ก็ไม่ได้กินเฉพาะลูกไม้เท่านั้น กิ้งก่า งู แมลงมีพิษสารพัด ล้วนเสร็จพ่อเงือก จับมาเลี้ยงลูกและเมียใน “ห้องขังแห่งความรัก” ภายในโพรงไม้สูงกลางป่าดิบ ฮัมเมอร์น้อยก็เช่นเดียวกัน ในช่วงชีวิตหนึ่งๆ โดยเฉพาะช่วงที่ต้องสร้างชีวิตใหม่ๆ ออกมาทดแทนตัวเอง ต้องกินอย่างอื่นนอกเหนือจากน้ำหวาน เช่น แมลง หรือตัวหนอน เพื่อเติมเต็มสารอาหารโปรตีนและแร่ธาตุอื่นๆ ให้การทำงานของระบบภายในตัวเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น



Peruvian Sheartail นกฮัมมิงเบิร์ดคอม่วงหางพลิ้ว


แล้วเฉดสีสุดได้ใจล่ะ มีประโยชน์โภคผลอะไรต่อการดำรงชีวิตของฮัมเมอร์น้อย เคยเปรยแล้วว่านกมีชีวิตเพื่อเป้าหมาย 1 ประการ เอาชีวิตรอด 1 ผสมพันธุ์เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของตน 1 ดังนั้นวิธี หรือวิถีใดก็ตามที่จะทำให้นกในธรรมชาติบรรลุเป้าหมายหลักสองประการของชีวิตได้ นกจะปรับเปลี่ยน ดัดแปลง จนบ่อยครั้งเปลี่ยนแปลงนกนับญาติกันกลายสภาพเป็นต่างรูปลักษณ์และนิ เวศลักษณ์อย่างสิ้นเชิง เช่น ฮัมเมอร์และอีแอ่น น้ำหวาน หาง่าย ย่อยง่าย ไม่เปลืองพลังงานไล่ล่าหาเหยื่อเช่น นกนักล่า ได้มาง่าย ก็หมดไปง่าย น้ำหวานอันประกอบด้วยน้ำตาลเชิงเดี่ยวที่ดูดซับซึมผ่านเซลล์ลำไส้เล็กอย่างรวดเร็วก็แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อการบินไปมา จนเกิดเสียงหึ่งๆ ตามฉายา ดังนั้นฮัมเมอร์น้อยต้องกินบ่อย กินถี่ ครอบครองอาณาจักรน้ำหวานของตนเอง มีกินไปตลอดปี สุขภาพแข็งแรงเพื่อถ่ายทอดสายเลือด ของตนไปยังรุ่นต่อไป ปรบมือข้างเดียวไม่ดังฉันใด ฮัมเมอร์หนุ่มคงแพร่ขยายพันธุ์ต่อไม่ได้ ถ้าขาดสาวฮัมเมอร์ ในเมื่อเวลาส่วนใหญ่ต้องคอยปกป้อง ควบคุมอาณาเขตของตน ย่อมไม่มีเวลาไปป้อสาวไกลๆ ที่ไหนหรอก นกฮัมมิงเบิร์ด ตัวผู้ส่วนใหญ่ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จึงต้องรวมหัวกันมาโชว์ออฟความงามสง่าเป็นประกายระยิบระยับของขนประดับสุดงาม ให้สาวเจ้าเลือกฮัมเมอร์หนุ่มจอมป้อทีละตัวว่าตัวไหนป้อได้ถูกใจสุด เมื่อเสร็จสิ้นเพลงรักที่เรียกว่า cloacal kiss แล้ว จากสาวก็กลายเป็นคุณแม่ฮัมเมอร์ จะต้องเผชิญภาระอันยิ่งใหญ่ในการสร้างฮัมเมอร์ตัวน้อยๆ ประชากรรุ่นใหม่เพื่อทดแทนรุ่นเก่า



Booted Rackettail นกฮัมมิงเบิร์ดหางบ่วง


ส่วนฮัมเมอร์หนุ่ม ยังทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัย อวดโอ่ขนเจ้าชู้ให้ฮัมเมอร์สาวตัวอื่นๆ อีก แหม.. อุตส่าห์ทนุถนอมสร้างตัวและขนประดับจนงามสง่าปานนี้แล้ว จับคู่แค่สาวตัวเดียวจะคุ้มการจัดหนักขนาดนี้หรือ .. ณ ลานป้อสาวนั้น บรรดาหนุ่มๆ จะยังคงวนไปวนมา ส่งเสียงร้องเรียกสาวๆ ตัวอื่น เรียกว่า หนุ่มหลายใจหลายเมีย (polygyny) ตัวไหนหางยาว เช่น นกฮัมมิงเบิร์ดคอม่วงหางพลิ้ว นกฮัมมิงเบิร์ดหางบ่วง หรือนกฮัมมิงเบิร์ดมรกตหางหนาม ก็โอ้อวดหางยาวสลวยเรียกร้องความสนใจยามบินไปบินมากลางอากาศ ให้เตะตาโดนใจแม่ยอดขวัญในอนาคตอันใกล้ ชนิดไหนไม่มีหางยาว มีแต่ขนประดับแวววาว เช่น นกฮัมมิงเบิร์ดหน้าผากม่วงก็ยกขนเหลือบเสมือนเกล็ดเรียงเป็นกระจังหน้าตัวละคร ขึ้นมาเรียกร้องความสนใจจากเพื่อน (หรือมารหัวใจ) ตัวผู้ร่วมชนิดที่แข่งขันกันเพียงเพื่อ “บทรัก” ไม่กี่วินาทีนั้นเอง.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 04/07/2011 2:26 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Tools of the Trade


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


Great Sapphirewing


เห็นตัวเล็กจิ๋วแค่นี้ก็อดทนทรหด ไม่แพ้นกตัวใหญ่ยักษ์ นกฮัมมิงเบิร์ดแพร่กระจายพันธุ์ในถิ่นอาศัยที่หลากหลายมากไม่ต่างจากนกวงศ์อื่นๆ ตราบใดที่มีไม้ดอกผลิตน้ำหวานไว้เผื่อแผ่เป็นอาหารหลัก จึงพบได้ตั้งแต่เขตอบอุ่นเกือบประชิดทุ่งหญ้าขั้วโลกเหนือในทวีปอเมริกาเหนือ ผ่านป่าดงดิบ เทือกเขาสูงจรดทุ่งหญ้าในทวีปอเมริกาใต้ จากฟ้าจรดดิน ฮัมเมอร์น้อยบางชนิดทนทายาทเลือกอาศัยอยู่บนทุ่งหญ้าชื้นแฉะ (Puna) เหนือยอดเขาสูงกว่า 3,000-4,000 เมตรที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี เช่น Hillstar Hummingbird และลงต่ำมาถึงที่ราบระดับน้ำทะเล ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ของดอกไม้ “โรงอาหาร” ที่เอื้อให้ฮัมเมอร์ทนต่อสภาพอากาศสุดเอ็กซ์ตรีมสุดๆ ใช้ชีวิตอยู่รอดผ่านไปแต่ละวันได้อย่างสบาย เพียงแค่วนเวียนคอยเฝ้าดงดอกไม้ในอาณาเขตของตน ไม่ให้นกตัวอื่น ชนิดอื่นร่วมสกุล หรือร่วมวงศ์เข้ามาป้วนเปี้ยนแบ่งปันอาหารล้ำค่าเช่น น้ำหวาน ก็มีกินไปได้แทบจะตลอดปี เนื่องจากไม้ดอกมากชนิดในป่าดิบ หรือแม้แต่บนดอยสูง เบ่งบานเกือบจะตลอดทั้งปี ไม่ได้มีฤดูกาลบานเฉพาะช่วงเช่น เขตอบอุ่น ในทางกลับกัน ไม้ดอกที่ทำตัวเสมือนโรงงานผลิตอาหารสะดวกซื้อ สะดวกกินให้ฮัมเมอร์ ก็พลอยรับผลตอบแทน จากกามเทพตัวน้อยๆที่ทำหน้าที่เสมือนพ่อสื่อแม่ชัก นำพา “ความรัก” ระหว่างไม้ดอกเพศผู้ และเพศเมียผ่านทางละอองเกสรให้มาแนบชิดสนิทใกล้กันจนเกิดการผสมพันธุ์ ผลิดอกออกผล เผยแพร่เผ่าพันธุ์ของไม้ดอกนั้นๆ ให้ยืนยาวต่อกัน



Violet-fronted Brilliant


เมื่อความจำเป็นในการมีชีวิตรอดสอดประสานกับการมีอยู่ของแหล่งอาหารที่ต้องแข่งขันแย่งชิง การคัดเลือกทางธรรมชาติผ่านทางวิวัฒนาการจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อให้นกฮัมมิงเบิร์ดสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากน้ำหวานที่มีอยู่มากมายเกลื่อนกลาด หากมีไม้ดอกผลิบาน อีกทั้งต้องสิ้นเปลืองพลังงานน้อยลง ตักตวงได้เต็มที่และมากกว่าเพื่อนร่วมสกุล ผลที่ตามมาคือ ลักษณะทางกายวิภาคของลิ้น ความสั้นยาว และรูปทรงของจะงอยปาก เพื่อสัมพันธ์กับรูปทรงและความลึกของดอกไม้ที่ต้องยื่นจะงอยปากล้วงลึกเข้าไปภายในโพรงดอกเพื่อดูดซับน้ำหวานอันน้อยนิด แต่มากพอสำหรับนกตัวจิ๋ว หลักฐานเชิงประจักษ์จากผลแห่งการวิวัฒน์ของนกฮัมมิงเบิร์ด จึงเห็นได้ชัดจากจะงอยปาก สั้นยาวไม่เท่ากัน บางชนิดยื่นยาวแล้วเชิดขึ้นเล็ก บางชนิดยาวตรงถึงขนาดยาวกว่าหัว ลำตัวและหางของนกบวกกันเสียอีก เช่น swordbill hummingbird หรือโค้งเรียวดุจเคียวเกี่ยวข้าว เช่น sicklebill เนื่องจากดอกไม้หลากชนิดมีทั้งดอกสั้น ดอกยาว ดอกแคบเป็นพวงมีรูให้สอดจะงอยปากเข้าไปดูดน้ำหวานได้เล็กมาก ดังนั้นฮัมเมอร์แต่ละชนิดจะมีดอกไม้สุดโปรดไม่กี่ชนิดไปโดยปริยาย ด้วยความสัมพันธ์เชิงเกื้อหนุนแบบนี้ ต่อให้มีนกแปลกหน้าพลัดถิ่นชนิดอื่นๆ มาแย่งดูดก็คงดูดไม่เก่งเท่า เนื่องจากโครงสร้างจะงอยปากไม่สมกับรูปลักษณ์ของดอกไม้ที่เหมาะกับนกเจ้าถิ่นมากกว่า



Booted Rackettail


น้ำหวานเป็นของเหลวที่เหนียวหนืดด้วยความเข้มข้นของน้ำตาลเชิงเดี่ยว เช่น กลูโคส ดังนั้นใช่ว่านกตัวเล็กๆ เช่น นกฮัมมิงเบิร์ด หรือนกกินปลีในโลกเก่า เช่น บ้านเรา จะดูดด้วยแรงง่ายๆ ของกล้ามเนื้อมัดน้อยนิดในโพรงปากและส่วนคอ รูปลักษณะของปลายลิ้นของฮัมเมอร์จึงต้องปรับเปลี่ยนผิดแปลกจากนกกินอาหารประเภทอื่น เพื่อเอื้อให้ดูดซับน้ำหวานได้ง่ายดาย ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่เช่นนั้นคงไม่คุ้มกับพลังงานเพียงน้อยนิดจากน้ำตาลแต่ต้องสูญเสียแรงงานไปมากจากปฏิบัติการดูดน้ำหวานแต่ละครั้ง ลิ้นของนกฮัมมิงเบิร์ดยาวกว่าจะงอยปากจากโคนจรดปลาย หนาไม่ถึง 1 หุน ยามพักจะขดคดโค้งอยู่รอบท้ายทอย โคนลิ้นมีแกนกระดูกอ่อนเป็นก้านไว้ยื่นออกหดเข้าตามกล้ามเนื้อ ส่วนครึ่งปลายของลิ้นแตกออกเป็นสองส่วน มีร่องแยกสองร่องตลอดแนวยาว ทำหน้าที่เสมือนร่องน้ำลำเลียงน้ำหวานที่เหนียวหยุ่นซึ่งจะไหลตามร่องเล็กๆ ของลิ้นขึ้นมาเมื่อลิ้นของนกแตะกับน้ำหวานภายในดอกไม้ด้วยฤทธิ์ของ capillary effect ที่ความหนืดของน้ำหวานไหลลื่นเลื่อนมาตามร่องลิ้นเข้าสู่ปากและหลอดอาหารของนก เรียกว่าอิ่มด้วยการลำเลียงโดยไม่ต้องออกแรง. จริงๆ แล้วปฏิบัติการดูดน้ำหวาน ไม่ใช่การดูดจริงๆ ตามความหมายของคำ หากเป็นผลจากความเหนียวของน้ำหวานและโครงสร้างของลิ้นที่วิวัฒน์จนเอื้อต่อการลำเลียง


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 04/07/2011 3:00 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 04/07/2011 2:59 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เมื่อธรรมชาติคัดเลือกและถูกกระทำ


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่26 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


Aplomado Falcon


ทะเลสาบฮัวคาร์ปายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำกลางหุบเขาของเทือกเขาแอนดีส เป็นแหล่งดูนกแห่งแรกที่จะต้องแวะ ถ้าอยากเห็นฮัมเมอร์ถิ่นเดียว แม้เราจะพลาดไม่ได้เห็นนางไม้เฉพาะถิ่นที่มีเครายาวสลวย แต่เย็นนั้นใช้เวลาเดินบนถนนรอบทะเลสายเพียงแค่ 2 ชั่วโมงก็พบเห็นนกใหม่เกือบทั้งหมด ไปกว่า 20 ชนิด ทั้งนกน้ำจำพวกนกช้อนหอย นกนางนวล นกจาบปีกอ่อนสร้อยคอแดง Rufous-collared Sparrow ที่มุดไป บินมาให้ดูจากพุ่มไม้ข้างทาง หรือ นกนักล่า เช่น เหยี่ยวปีกแหลม Aplomado Falcon และ Cinereous Harrier เหยี่ยวทุ่งเพียงชนิดเดียวในประเทศเปรู ทุ่งหญ้าโล่งและแหล่งน้ำกลางหุบเขา ไม้ใหญ่มีน้อย ขึ้นเป็นหย่อมๆ ด้วยยูคาลิปตัส ไม้นำเข้าจากออสเตรเลีย เสาไฟฟ้าจึงเป็นทำเลเหมาะของนักล่า เช่น เหยี่ยวปีกแหลม ไว้เกาะพักมองหาเหยื่อที่อยู่ในระยะการไล่ล่า ด้วยวิธีบินไล่ตามเหยื่อ เช่น แมลง หรือนกขนาดเล็ก เมื่อเร่งความเร็วจนเอาชนะแล้ว กางกรงเล็บเข้าตะครุบจนเหยื่อตายคาที่ ในขณะที่รูปลักษณ์ของเหยี่ยวทุ่ง ไม่สามารถบินเร็ว เพื่อไล่ล่าได้อย่างเหยี่ยวปีกแหลม จึงมีวิธีการล่าที่แตกต่าง ด้วยหางยาว ปีกยาวแต่แคบ พยุงตัวให้ร่อนลอยตามลมพัดเหนือทุ่งหญ้าได้อย่างง่ายดายจนแทบปลิวตามลมก็หลายครั้ง ร่อนไปมาเพื่ออะไร เพื่อค้นหาเป้าหมายอันเป็นนกตัวเล็กๆ เช่น นกจาบปีกอ่อน หรือนกน้ำที่ซุกซ่อนตัว ในพงรกกลางผืนน้ำ นอกจากสายตาอันแหลมคม เหยี่ยวทุ่งใช้โสตประสาทจับทิศทางของเหยื่อ โดยไม่ต้องมองเห็น เรียกว่าธรรมชาติชดเชยให้ชีวิตต่างๆ อย่างยุติธรรม แม้จะไม่รวดเร็วประดุจฟ้าแลบ เช่น เหยี่ยวปีกแหลม แต่ธรรมชาติก็มอบ ทั้งสายตาและเสียงสัมผัส ยามเมื่อพบเห็น หรือได้ยินเสียงเรียกเล็กๆ ของนกตัวน้อย เหยี่ยวทุ่งจะพลิกตัววูบลงไปที่ต้นเสียง ใช้ขายาวเก้งก้างยื่นลงไปตะครุบตัวเหยื่อ หากพลาด นกน้อยอันถูกหมายตาไว้ บินหนี เหยี่ยวทุ่งก็ยังมีโอกาสสองซ้ำ บินไล่ตามไป หากจับทันก็หมายความว่าวันนั้นได้อาหารไว้ประทังชีวิตไปอีกมื้อ ถ้าพลาดก็ทนหิวท้องกิ่วจนกว่าการล่าเพื่อยังชีวิตจะประสบผล



Andean Gull


ณ ทะเลสาบแห่งนี้ ที่สภาพภูมิประเทศไม่ซับซ้อนเช่น ป่าดงดิบ เพียงแค่วิถีของนักล่าก็ต่างกันในบริบทของวิธีการเอาชีวิตรอด บ่งบอกความหลากหลายของชีวิตอันมีที่ทางของตนเองในห่วงโซ่อาหาร ทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่ามีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากล้วนอาศัยอยู่ใน “บ้าน” หลังเดียวกัน แม้ความสัมพันธ์จะเป็นเชิงลบ ด้วยการพรากชีวิตหนึ่ง หากชีวิตที่ถูกพรากกลับกลายสภาพเพื่อเกื้อหนุนอีกหนึ่งชีวิตที่จะมีโอกาสในการดำรงชีวิตจนสืบเผ่าพันธุ์ต่อ ในแง่วิวัฒนาการ ใช่ว่าเหยื่อหรือผู้ถูกล่าจะเสียเปรียบ ที่เป็นเสมือนผู้เปลี่ยนสภาพจากสสารเล็กๆ เช่น แมลงที่กินเข้าไปกลับกลายเป็นเนื้อหนังมังสาไว้ให้เป็นอาหารอันโอชะของเหยี่ยว หากมองในระดับประชากร กระบวนการล่าเพื่อคัดออกเช่นนี้ เป็นการคัดเลือกทางธรรมชาติ เพื่อให้คงไว้ซึ่งตัวตนที่แข็งแรง ระแวดระแวงภัยที่สุด ดังนั้นหากพินิจในแง่ประโยชน์ เหยี่ยวนับเป็นกลไกกระตุ้นเหยื่อ ต้องปรับตัวให้พร้อมเสมอ ปฏิเสธภาวะอันตรายอันหลีกเลี่ยงจากนักล่าไม่ได้ ดังนั้นนกตัวที่ปราดเปรียว แข็งแรง หลบเร้นจากการล่าได้จึงถูกเลือก ให้เป็นผู้รอดชีวิตเพื่อถ่ายทอดสายเลือดของมันต่อไป ตัวใดอ่อนแอ อาจเจ็บป่วยหรือด้อยประสบการณ์ ละเลยความพยายาม เรียนรู้จากบทเรียนแห่งชีวิต ย่อมถูกกำจัดหรือคัดทิ้ง จากเวทีชีวิตในโลกกว้างแห่งนี้ โดยเหยี่ยวในฐานะนักล่าผู้กุมชะตาชีวิตของเหยื่อ หากถึงที่สุดแล้ว ในทางย้อนกลับ นักล่าก็ต้องพึ่งพิงผู้ถูกล่า ที่เพียงหมายชีวิตเพราะหวังให้อิ่มท้อง เอาชีวิตรอดไปวันๆ จนบางกรณี เมื่อเหยื่อปนเปื้อนพิษจากสารเคมี เช่น DDT ยาฆ่าแมลงในระดับน้อยทีละนิด ไม่ตายในทันใด ที่รับผลกระทบเต็มๆ คือ นักล่า ผู้ควบคุมดุลแห่งห่วงโซ่อาหาร ยามพิษเหล่านั้นผ่องถ่ายจากเหยื่อเข้าสู่ตัวเหยี่ยว ย่อมสะสมเป็นเท่าทวีคูณจากการล่าในทุกๆวัน ส่งผลให้ตายจากอวัยวะล้มเหลว ที่ไม่ตายก็เปลือกไข่บางจนปริแตกง่าย จนประชากรของเหยี่ยวลดน้อยลง เหตุการณ์ข้างต้นปรากฏแล้วในต่างประเทศ หากในบ้านเรา เคยคิดกันไหมว่าเหยี่ยวขาวที่เคยเป็นภาพชินตากลางทุ่งนาหรือเสาไฟฟ้าข้างถนนใหญ่ ปัจจุบันสูญหายไปมากน้อยอย่างไร เมื่อเทียบกับ 2-3 ทศวรรษก่อน สัญญาณของภัยเงียบ ที่ไม่ส่งเสียงดังให้ตื่นตกใจ หากกระซิบผ่านมาทางการเปลี่ยนแปลงของนักล่าในธรรมชาติเช่นนี้ เมื่อใดที่เราจะสำนึก ให้สำเหนียก ว่ามนุษย์เติมพิษด้วยสารเคมีในสิ่งแวดล้อม อันเป็น “บ้าน’ หลังใหญ่แค่ไหนแล้ว.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 04/07/2011 3:09 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

มุ่งสู่เทพวิมาน


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ฤามิใช่เทพวิมาน


เย็นย่ำของวันแรกแห่งการดูนกในทริปเยือนถิ่นอินคา กวาดนกใหม่มามากมายนับไม่ถ้วน นับนิ้วได้อย่างน้อย 3 รอบ ด้วยเวลาว่างเพียง 2 ชั่วโมงที่ไกด์คนดี คนเก่งนามเพอร์ซีย์เตือนแล้วย้ำอีกว่า เย็นนี้ต้องเดินทางต่อไปเมือง นาม Aquas Calientes อันเสมือนเป็นเมืองหน้าด่านของเทพวิมานมาชูปิคชู มรดกโลกแห่งถิ่นอินคา จะเรียกว่าเหตุผล หรือข้ออ้าง (ก็แล้วแต่ เพราะใจนั้นอยากดูนกตัวแดงๆ มากกว่าเดินขึ้นเขา) ที่ทำให้บรรดานักดูนกใจทรหดต้องบินข้ามน้ำ ข้ามทะเลกว่า 1 วัน 1 คืนเต็มๆ เพื่อมาเยือนและชื่นชมความมหัศจรรย์อลังการที่คนอินคาสรรค์สร้างขึ้นมา ฝากไว้แบบตัวตายแต่ชื่อยัง เมื่อ 5 ศตวรรษ บนเทือกเขาแอนดีสสูงกว่า 2,400 เมตรกลางป่าดงดิบ เมือง Aquas Calientes ที่แปลว่าเมืองน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นด้วยเคยมีกระแสน้ำอุ่นไว้ให้คนอาบเล่น เป็นชุมชนนักท่องเที่ยว ที่ระดับความสูง 3000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่กลางหุบเขา เหนือเทพวิมานมาชูปิคชู มีแม่น้ำสายใหญ่ นาม อูรูแบมบ้า (Urubamba river) ไหลผ่าน สำหรับนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ ก่อนที่จะเดินทางไปทัศนาความยิ่งใหญ่ของมาชูปิคชู แปลอย่างถอดความว่า “ขุนเขาเก่าแก่” จะต้องมาแวะพักค้างแรม เตรียมเสบียงหรือจับจ่ายของที่ระลึก ณ เมืองน้ำอุ่นแห่งนี้ จากเมืองคุสโก้ที่เราบินมาลงเพื่อแตะผืนดินแห่งแอนดีสเป็นครั้งแรกจากเมืองลิมา ตะลอนด้วยรถตู้อัดแน่นด้วยคนดูนกและใจที่มุ่งมั่นอยากเห็น อยากชื่นชมชีวิตของเหล่าปักษาแห่งอินคา แค่ 2 ชั่วโมงยามเย็นรอบทะเลสาบฮวยคาร์ปายนั้น ให้ยังไงก็ไม่อิ่มหรอก หากข้างหน้ายังมีบรรดาปักษานานาชนิด อีกนับไม่ถ้วนรออยู่ บางชนิดเป็นตัวโปรดที่สมาชิกแต่ละคนอยากเห็น เช่น เป็ดธารน้ำเชี่ยว (Torrent Duck) เป็ดน้ำตัวงามนิสัยแปลก ที่จับผลัดจับผลู ย้ายนิวาสสถานจากแม่น้ำ หนองบึงที่มีน้ำนิ่ง ขึ้นไปอยู่บนแม่น้ำหรือลำธารอันเชี่ยวกรากบนหุบเขาสูง หรือนกมุดน้ำกระหม่อมขาว (White-capped Dipper) ปักษีแปลกไม่แพ้ชนิดใดในโลก แทนที่จะบินร่อนเหินบนฟ้า เช่น เพื่อนร่วมเหล่าตระกูลกว่าพันชนิด กลับมุดน้ำใสๆ ในลำธารไล่จับแมลงใต้น้ำกิน



เป็ดธารน้ำเชี่ยว


ทั่วโลกมีนกมุดน้ำ เพียง 5 ชนิดเท่านั้น เจ้ามุดน้ำกระหม่อมขาวจึงเป็นเป้าหมายที่อยากเห็นใจจะขาดอีกชนิดของผม เนื่องจากจะเป็นนกมุดน้ำชนิดที่ 3 สำหรับ world list รายชื่อนกที่พบเห็นแล้วในธรรมชาติบนโลกสีฟ้างามๆ ที่กำลังถูกกระทำย่ำยีอย่างไม่ใยดีใบนี้ เปรยเล่นๆ ให้พอเกร็ดไว้ ว่า นกมุดน้ำชนิดแรกที่เคยพบ คือ นกมุดน้ำอเมริกัน เมื่อสมัยยังเป็นนักเรียน ตะลอนดูนกที่สหรัฐฯ ชนิดที่สอง อันเป็นนกหายากระดับเทพเรียกพ่อ! เนื่องจากเคยพบ เคยมีรายงานอาศัยอยู่ในบ้านเรานานนับหลายทศวรรษมาแล้ว แต่ปัจจุบันสูญหายไปเพราะคุณภาพน้ำในลำธารภาคเหนือ คงจะปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ จากชุมชน เกินกว่านกจะทนอยู่ได้อย่างปกติสุข คือ นกมุดน้ำ (Brown Dipper) เจ้ามุดน้ำชนิดที่สองนี้ มีวาสนาได้เห็นพฤติกรรมน่ารักกระดกก้นขึ้นลง กะพริบตาขาวๆ ปิ๊งๆ ที่ประเทศไต้หวัน และเมื่อคราวไปตะลอนตามหานกกระเรียน 4 ชนิดในทริปเดียวหรือทริปกระเรียนเหิน (และได้เห็นครบด้วยล่ะครับ!) ที่มณฑลเจียงสี ประเทศจีนโน่น



นกฮัมมิงเบิร์ดท้องขาว


ณ ทะเลสาบฮวยคาร์ปาย แม้พระอาทิตย์จะเริ่มขยับเลื่อนเขยื้อนตัวเตรียมหายจากขอบฟ้า พวกเรายังไม่มีท่าท่าจะเขยื้อนตัว มัวเพลินส่องนก จนถูกขู่ว่า ไม่เดินทางต่อ อาจตกรถไฟ PeruRail ที่จองตั๋วไว้ ที่เมือง Ollantaytambo กลางหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ (sacred Valley) แหล่งดูนกที่สูงชั้นดีกลางเทือกเขาแอนดีส กว่าจะตะล่อมบรรดานักดูนกที่ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยๆ กำลังได้ของเล่นโปรด อิดออดไม่ยอมออกเดินทาง กว่าจะถึงสถานีรถไฟที่เมืองออลแยนทายแทมโบก็มืดค่ำ เจอการจราจรติดขัดบนถนนแคบๆ กลางเมืองเล็กที่โรยด้วยก้อนหินเป้งๆ สุดคลาสสิค ต้องวิ่งไล่ตามเวลา ให้ลุ้นกันใจหายใจคว่ำว่าจะทัน PeruRail ไหม เคราะห์ดีที่ไกด์คนเก่ง เตรียมการณ์เรื่องตั๋วไว้เรียบร้อยแล้ว พอจัดแบ่งสรรพสัมภาระแค่พอค้างแรม 1 คืนบนเมืองน้ำอุ่น แล้วรถตู้พร้อมคนขับรถนามวิคเตอร์ (ความรู้ใหม่ว่าคนเปรูออกเสียงตัว V ด้วยตัว B) เลยต้องเรียกแต่ตาหลิ่วไปด้วยว่า นาย “บิคเตอร์” ก็นำสัมภาระที่เหลือ ไปพักไว้ที่โรงแรม Munay Tika ในเมืองออลแยนทายแทมโบที่เราจะกลับมาค้างแรมอีก 2 คืนเพื่อดูนกต่อ หลังจากกลับจากเยือนเทพวิมานมาชู ปิคชูแล้ว.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 11/08/2011 10:59 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Dawn Birding


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ปลอดโปร่งโล่งใจบน PeruRail


วันแรกก็มีเรื่องให้ลุ้นกันแล้วว่าจะตกรถไฟสายเทพวิมานมาชูปิคชูไหม .. มัวแต่ส่องนก จนเพลินเพลิดกับบรรยากาศสบายๆ ล้อมทะเลสาบกลางหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ ก็นกดีนี่นา แต่ละคนกวาดนกใหม่ นกสมหวังกันเบิกบาน ทั้ง Sparkling Violetear นกฮัมมิงเบิร์ดชนิดแรกในชีวิต (ของใครหลายๆ คนในทริป) Many-colored Rush-Tyrant นกตัวจิ๋วหลากสีสารพัดเฉด หรือ Aplomado Falcon เหยี่ยวปีกแหลมตัวเด็ดที่ผมอยากเห็นมา นับแต่พลาดไม่ได้เห็นที่อเมริกา ไกด์คนดีนามเพอร็ซีย์ ยื่นคำขาด ขนนักดูนกหลากวัย แต่ young at heart! ขึ้นรถตู้ตะบึงมุ่งหน้าไปท่ารถไฟ PeruRail ระฆังลั่นเตือน เร่งเร้าให้ต้องวิ่งไปขึ้นโบกี้สำหรับรถไฟเที่ยวดึก ไม่ต้องชื่นชมทิวทัศน์ข้างทางที่เขาว่ากันว่างามนักงามหนา ตลอดรายทางระหว่างเมืองออลแยนทายแทมโบ กลางหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ ไปยังเมืองน้ำอุ่น Aquas Calientes ปากทางขึ้นเทพวิมาน ฝนตกปรอยเมื่อถึงจุดหมาย ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่ม หอบสัมภาระส่วนน้อยที่แบ่งเตรียมไว้สำหรับค้างแรมแค่คืนเดียว ดูเหมือนจะไม่น่าจะหนักนัก หากเมื่อยล้ากับการระเริงความสนุกในการดูนกรอบเย็นก่อนหน้านั้น กลายเป็นว่ากระเป๋าใบเล็กๆ ของแต่ละคน หนักขึ้นเป็นกอง ใครบอกว่าท่องเที่ยวไม่เหนื่อย ขอเถียงขาดใจ ย่ำเดินไป เปลือกตาบนล่างก็เหมือนรักกันปานจะกลืน แทบปิดตาเข้าหากันตลอดทาง ในใจก็นึกอยู่นั่นแหละว่า.. ถึงยังๆ โรงแรมที่หวังจะพักผ่อนก่อนขึ้นเทพวิมานในวันพรุ่งน่ะ ยัง! อีกนิด Just ‘round the corner เสียงไกด์เพอร์ซีย์เปรยให้ได้ยิน ก็สาวเท้าก้าวกันต่อไปเรื่อยๆ เมื่อถึงโรงแรมที่ตั้งอยู่ริมแม่เจ้าอูรูแบมบ้า แม่น้ำอันเชี่ยวกราก น้ำขุ่นคลั่กดั่งโอวัลติน ล้มตัวหัวถึงหมอนก็ผล็อยหลับ กะการณ์กันไว้ก่อนว่าจะตื่นแต่เช้าตรู่ เดินดูนกแบบชิลๆ ในตัวเมืองลัดเลาะเลียบริมสายน้ำอันเชี่ยวกรากข้างโรงแรม เขาว่านกดีนัก วันที่ 9 เมษายน อรุณยังไม่ทันรุ่ง เราก็พบหน้ากันบนโต๊ะอาหารเช้าง่ายๆ ด้วยขนมปัง แยม นม ชาหรือกาแฟแล้วแต่จะชอบ และผลไม้ท้องถิ่น พอประทังไปก่อน ก็น้องนกรออยู่ ไว้ฉลองหนักหลังดูนกในมื้อกลางวันล่ะกัน



นกปรอดแปลงท้ายทอยเพลิง


เมื่อนกตื่นจากการพักผ่อนยามวิกาลที่ม่านความมืดปกคลุมป่าดิบ นกตัวน้อยๆ ต้องต่อสู้กับความหนาวเย็น ใช้พลังงานที่สะสมไว้ในรูปของไขมัน เผาผลาญสลายกลายเป็นความร้อนไว้อุ่นกาย ย่อมหิวโซเป็นธรรมดา ยามรุ่งอรุณจึงเป็นช่วงเวลาทองของการดูนกป่า นกดอย บินหาอาหารโปรดลงท้อง ทดแทนเสบียงที่เผาผลาญไปยามค่ำคืน และรุ่งอรุณ อากาศยังเย็นอยู่ ถ้ามัวแต่ง่วงเหงาหาวนอน คงหนาวต่อไปอีก บรรดาปักษาแห่งเปรูกลางป่า จึงไม่ต่างจากนกบ้านเรา พากันตื่นตัว สมใจนักดูนกเพราะมองเห็นง่าย มีหลายชนิดให้เลือกส่องดู เช้านั้น แค่เดินไปริมแม่น้ำสีดิน ไม่ถึง 100 เมตร ก็อึ้งทึ่งกับความมากมายของนกป่า แม้ฝนจะตกปรอยๆ ก็ไม่ได้รู้สึกเป็นอุปสรรค ก็อารมณ์ดูนกพุ่งปรี๊ด ที่อัดอั้นกันมาจากเมื่อวาน ได้ดูนกแค่ 2 ชั่วโมงเอง Green-bellied Hummingbird ฮัมเมอร์ชนิดที่สองของทริป บินฟิ้วไปฟิ้วมา ตอมดอกไม้ไม่ต่างจากแมลง ที่ฮือฮาในหมู่นักดูนกต่างแดน เมื่อได้เห็น Tanager หรือนกปรอดแปลง นกป่าอาศัยบนยอดไม้หรือใต้เรือนยอด กินลูกไม้เป็นอาหารหลัก



นกฮัมมิงเบิร์ดท้องเขียว ภาพ : พรภัทร นิคมานนท์


อุปนิสัยและถิ่นที่อยู่ไม่ต่างจากนกปรอดในโลกเก่านัก หากความต่างราวฟ้ากับเหว คือ นกปรอดแปลงมีขนประดับตัวด้วยเฉดสีสุดประทับใจ เสมือนนกตกถังสีนีออนยังไงยังงั้น! ยืนส่องป่าดิบเชิงเขา อีกฟากของแม่น้ำ เจ้านกปรอดแปลงบินกันว่อน ด้วยเป็นนกที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ และประสานกป่า นกดอย มักตระเวณออกหากินรวมกันหลายชนิดในฝูงหนึ่ง นกปรอดแปลงแต่ละตัวล้วนสีสันได้ใจ ไม่เคยพบเคยเห็น (จริงๆ) ก็เป็นนกโลกใหม่นี่เนาะ .. แค่ยืนกันอยู่แค่จุดเดียวไม่เดินไปไหน ก็ “กวาด” นกปรอดแปลง 4 ชนิด ใส่กระเป๋านกใหม่ตุง จากทั้งหมด 31 ชนิดที่ได้เห็นตลอดทริป ฉากหลังสีเขียว ของป่าดิบบดบังด้วยม่านหมอกยามเช้า วาบสีเหลืองสดของเจ้านกปรอดแปลงท้ายทอยเพลิง (Saffron-crowned Tanager) บินมาเกาะเหน่งๆ บนกิ่งตรงหน้า ใครเห็นสีเหลืองแกมส้ม เสมือนเปลวเทียนแต้มอยู่บนท้ายทอยของนก ถ้าไม่ตื่นจากความงัวเงียยามเช้าอากาศเย็นๆ ก็คงยากจะเรียกตนเองว่า “นักดูนก”.


ชมวีดีโอของนกปรอดแปลงท้ายทอยเพลิง.ที่..

Link


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 11/08/2011 11:26 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อีกหนึ่งชีวิตที่กลับบ้าน


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ทุ่งนาเมืองเพชร


ขอพักจากทริปเยือนถิ่นอินคาสักครา ด้วยเรื่องราวของนักล่าตัวหนึ่งที่ได้รับโอกาส second chance จากมนุษย์ที่ช่วยเหลือสัตว์ป่าด้วยความเมตตาต่อสัตว์ และตามกฏหมาย ให้ กลับไปใช้ชีวิตใน “บ้าน” ที่สัตว์ป่าควรจะดำรงชีวิตไม่ว่าจะอดอยาก หรืออิ่มท้องหากมีอิสรภาพในการใช้ชีวิต ในฐานะผู้ควบคุมดุลแห่งจำนวนสัตว์ที่เป็นเหยื่อในระบบนิเวศ 2 เดือนก่อน ศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นำส่งเหยี่ยวขาว 1 ตัวด้วยบาดแผลที่หัวปีกด้านซ้าย คาดว่านกบินไปติดตาข่ายดักนกตามทุ่งนา ด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในโครงการฟื้นฟูนกล่าเหยื่อเพื่อปล่อยคืนธรรมชาติ จึงนำส่งเหยี่ยวขาวผู้โชคร้ายให้หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ และพิจารณาปล่อยคืนธรรมชาติ ถ้าสัตวแพทย์ประเมินว่ามีพร้อมทั้งสุขภาพและพฤติกรรม ไม่สูญเสียสัญชาติญาณสัตว์ป่า ไม่เช่นนั้นปล่อยไป ก็อาจถูกคนจับมาขายในตลาดค้าสัตว์ป่า เช่น สวนจตุจักร หรือยิงให้บาดเจ็บหรือตายจากคนที่ไร้เหตุผล เพียงแค่นึกสนุกใช้สัตว์ป่าเป็นเป้าลองปืน หรือเพียงเพื่อตอบสนองสัญชาติญาณดิบดึกดำบรรพ์ในฐานะผู้ล่า ทั้งที่ไม่มีความจำเป็น?



ในกรงฝึกบิน


ปัจจุบัน ประชากรเหยี่ยวขาวลดจำนวนลง จากเดิมที่เป็นเหยี่ยวประจำถิ่น ทำรังวางไข่ในประเทศไทย เห็นเกาะบนเสาไฟหรือสายไฟฟ้าข้างถนน ข้างถนนสายเอเชียจากภาคกลางขึ้นภาคเหนือ มีปัจจัยเร่งหลายประการที่ทำให้นักล่าที่กินแมลงศัตรูพืช สัตว์เลื้อยคลานสารพัด อาทิ กิ้งก่า นกขนาดเล็ก หรือหนูนาตัวย่อมๆ ต้องพ่ายแพ้ต่อการใช้สารเคมีในรูปแบบยาฆ่าแมลงในวิถีเกษตรกรรม ไม่เพียงเป็นพิษต่อแมลงศัตรูพืช หมายรวมถึงแมลงที่เป็นศัตรูทางธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช และเหยี่ยวขาวกินสัตว์ที่กินแมลงอีกทอดหนึ่ง พิษจากสารเคมีสะสมส่งผลในระยะยาวที่แม้จะยังไม่แสดงผลกระทบแบบเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต่อทุกชีวิตในสิ่งแวดล้อม ชวนให้คิดว่าแล้วคนในฐานะหนึ่งในห่วงโซ่อาหารนี้ ได้รับสิ่งเหล่านี้ไปมากน้อยแค่ไหน? การลักลอบขโมยลูกนกจากรัง พรากจากอกพ่อและแม่เหยี่ยว เพียงเพื่อแลกกับเงินตราเพียงไม่กี่ร้อยบาทของชาวบ้าน ส่งมาขายต่อให้พ่อค้าคนกลางในกรุง ราคาต่อตัวของลูกนกที่อับโชคขยับเพิ่มเป็นนับสิบเท่า ในราคาเรือนพัน เพื่ออะไร การแลกชีวิตและอิสรภาพของเหยี่ยว 1 ตัวที่ควรจะมีฟ้าเป็นบ้าน ในเมื่อธรรมชาติสร้างปีกมาให้ ก็แค่ตอบสนองความอยาก หรือกระแสนิยมชั่วครู่จของชนชั้นกลางบางคนที่นึกเท่ห์ อยากเลี้ยงนกนักล่าไว้เป็นสัตว์เลี้ยง ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต่อชีวิตตนเอง หรือคนรอบข้าง ทั้งเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ที่ตราไว้สงวนและคุ้มครอง



อิสรภาพกลางฟากฟ้า


เพราะสัตว์ป่าเหล่านี้ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นทรัพยากรธรรมชาติของทุกคน และมรดกของลูกหลานเรา และพินิจในแง่สวัสดิภาพของสัตว์ป่า มันมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตในบ้านที่เคยอยู่อู่เคยนอน มิใช่หรือ เมื่อมีคนซื้อ ก็มีคนจับมาขาย เมื่อการบังคับใช้กฏหมายอ่อนล้า ด้วยกำลังคนน้อยและตามไม่ทันกับเทคโนโลยีอันทันสมัยที่เผยแพร่ได้เร็วและไวดั่งใจนึก ลองค้นประโยคว่า “ขายเหยี่ยว” ในอินเตอร์เน็ท หลักฐานทั้งภาพถ่าย หรืออุกอาจขนาดให้เบอร์โทรติดต่อกลับ ถ้าสนใจซื้อ โดยไม่กลัวเกรงกฏหมาย ถ้ายังเป็นเช่นนี้ จะ “ปราบ” และ “ปราม” ผู้กระทำผิดได้อย่างไร เจ้า KU 100 เหยี่ยวขาว หลังรับการฟื้นฟูสุขภาพ บาดแผลหายสิ้น แม้จะสูญเสียขนปีกสำหรับบิน ที่ปีกซ้าย 2 เส้น แต่เมื่อฝึกบินในกรงขนาดใหญ่ก็บินได้อย่างคล่องแคล่ว และได้รับอิสรภาพ แล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ ทุ่งนาอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี มีห่วงขาของกรมอุทยานแห่งชาติฯ สวมอยู่ที่แข้งขวา การปล่อยนกล่าเหยื่อคืนธรรมชาตินั้น ควรคำนึงถึงถิ่นอาศัยที่เหมาะสมต่อชนิดพันธุ์ที่จะปล่อยและฤดูกาล สำหรับเหยี่ยวขาว เป็นเหยี่ยวประจำถิ่น จึงปล่อยเมื่อใดก็ได้หากต้องเลือกสถานที่ที่มีอาหาร และไม่มีเหยี่ยวขาวตัวอื่นๆ ครอบครองอาณาเขตอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มีการทะเลาะเบาะแว้งแย่งถิ่นที่ทำมาหากิน ซึ่งเหยี่ยวแต่ละชนิดหวงถิ่นมากน้อยต่างกัน บางชนิดอาศัยรวมกันเป็นฝูง เช่น เหยี่ยวดำ หรือเหยี่ยวแดง หากรักษ์และเมตตาต่อสัตว์ป่าอย่างแท้จริง ฝากเผยแพร่ว่า “ไม่เลี้ยง ไม่ล่า ไม่ซื้อนก/สัตว์ป่า” และแจ้งเบาะแสการซื้อขายสัตว์ป่าที่ สายด่วน 1362 หรือการซื้อขายบนอินเตอร์เน็ทที่ htcc@police.go.th ช่วยกันครับ.


ถ้าพบเหยี่ยวขาวใส่ห่วงขาโลหะ ขอความร่วมมือรายงานการพบและภาพถ่าย (ถ้ามี) ที่ www.facebook.com/KURaptorUnit หรือ ThaiRaptorFoundation@gmail.com

หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 11/08/2011 1:29 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Just the Beginning


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ภาพ : Miguel A. Landestoy


เช้าวันที่ 9 เมษายน สมาชิกทริปเยือนถิ่นอินคา ส่องปักษาเปรูพากันตื่นจากความงัวเงีย หวังจะดูนกให้เต็มตา ปลื้มใจให้หายเหนื่อย ก็สมหวังด้วยสีสันแสบตาของนกปรอดแปลงหลากสี และบรรดาปักษาป่าดงดิบแห่งแอนดีสที่ยกขบวนกันมาต้อนรับนักดูนกไทยกลุ่มแรกๆ ที่ไปดูนกกันเป็นจริงเป็นจังก็คราวนี้แหละ รุ่งสางนั้น “ตรึง” พวกเราให้อยู่นิ่งๆ ไม่ยอมเดินไปไหน เพื่อส่องหานก นานนับชั่วโมงบนทางเดินหิน น่าขันที่เรามาเดินเตร็ดเตร่อยู่ตีนเขา ที่ตั้งของเทพวิมานมาชู ปิคชู แต่ ณ เวลานี้ไม่มีใครปริปากบ่นอยากขึ้นเทพวิมาน อันเป็นมรดกโลกแม้สักคำ ก็แต่ละคนพะยี่ห้อ “นักดูนก” ดังนั้น นกต้องมาก่อน อย่างอื่นตามมาทีหลัง! ยิ่งนักดูนกบางคน หมายถึงอดข้าวทั้งวัน ไม่ยอมกินสักคำ รอ “อิ่ม” นกด้วยความปลาบปลื้มแทนก็เคยได้ยิน (ฮา) ยามอรุณรุ่งเป็นนาทีทองของนกที่เริ่มออกหากิน บินกันว่อนอยู่ต่อหน้า ยั่วเย้าให้ส่องตามกันไม่หวาดไม่ไหว ใจคงไม่แส่ส่ายย้ายไปที่อื่นใดแล้วตอนนี้! ชื่นชมบรรดาปักษาที่ไม่มีทางพบเจอในป่าบ้านเรา ถ้าไม่มาเยือนบ้านเขา อันเป็นเสน่ห์อันเย้ายวน ยากจะต่อต้านของการตะลอนดูนกเมืองนอกเมืองนานี่แหละ นักดูนกแต่ละคนจะมีกล้องสองตาประจำตัว เสมือนเป็น “อาวุธ” ประจำกาย ที่ไม่ใช่ปืนเช่นอดีต ไว้ยิงนก สมัยก่อน กล้องส่องทางไกลหายากหรือซื้อหาราคาแพงกว่าปืน ทางที่จะเรียนรู้และชื่นชมความงามของนกในธรรมชาติจึงต้องแลกด้วยชีวิตของนกที่น่าสงสาร หากปัจจุบันเมื่อมีทางอื่น ที่ไม่ต้องเบียดเบียนกัน คนเราก็สุขและสนุก ได้ตะลอนเที่ยวดูนกที่ใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรีใน “บ้าน” ของเขา ต่างคนต่างอยู่ ปฏิสัมพันธ์กันในเชิงบวก ไม่ต้องหักล้างผลาญชีวิต ไม่ว่าจะเพื่อเป็นอาหาร (ที่พอจะเข้ารับได้ในความจำเป็นหากไม่มีทางเลือกอื่น) หรือ เป้าลองปืนอันน่ารังเกียจด้วยเห็นแก่ตัวและอำมหิตต่อสัตว์ร่วมโลก .. การเปลี่ยน “ปืน” เป็น “กล้องสองตา หรือกล้องถ่ายภาพ “ จึงเป็นกุศโลบาย ที่คนรักษ์นกควรช่วยกันสนับสนุน เผยแพร่ให้ขยายวงกว้างออกไป ทั้งเพื่อนกที่เรารักษ์ ด้วยสร้างความสุขให้ และเสมือนเป็นมรดกทางธรรมชาติของรุ่นต่อจากเรา มิใช่หรือ



มองฟ้าส่องหานก


ยอดไม้เด่นๆ บนเขา นกจับแมลงหลายชนิด เกาะเหน่งๆ บินไปจับแมลงกลางอากาศ (flycatching) แล้วบินกลับมาเกาะคอนกิ่งไม้เดิม พร้อมแมลงโชคร้ายคาบไว้ในจะงอยปาก แล้วนกก็ฟาดซ้าย ป่ายขวา ตัวแมลงกับกิ่งไม้แรงๆ ให้หมดสติหรือตายคาปากแล้วค่อยกลืนกิน หันมาอีกทางตามเสียงร้องแกมตื่นเต้นว่า tanager! นกเด่นของโลกใหม่ที่ไม่มีในทวีปเอเชีย แม้จะกินลูกไม้เหมือนนกป่าหลายชนิดในบ้านเรา แต่สีสันแสบตาได้ใจไปเต็มๆ ทั้งเจ้าท้ายทอยเพลิง (saffron-crowned tanager) นกปรอดแปลงลายจุดฟ้า (beryl-spangled tanager) หรือ กระป๋องสีน้ำเงินและสีฟ้าบินได้ เช่น นกปรอดแปลงคอสีฟ้า (blue-necked tanager) ชื่อเสียงเรียงนาม สื่อสีสันอันวิจิตรที่นักดูนกยามได้ยิน คงยากจะยั้ง ไม่อยากเห็น ไม่อยากชื่นชมความงามสักครา พินิจจากชื่อก็บ่งบอกเฉดสีอันงดงาม ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้เพื่อนมีปีกเหล่านี้ แต้มเติมธรรมชาติให้สดใสปานน้ำเย็นชะโลมใจ โดยไม่จำเป็นต้องพรากชีวิต หรือฉุดกระชากลากดึงเข้าหาตัวด้วยการจับใส่กรงขัง



นกจับแมลงกระหม่อมทอง (Golden-crowned Flycatcher)


นกปรอดแปลงเหล่านี้ มักหากินเป็นฝูง ไปไหนไปกัน เมื่อพบลูกไม้สุก ตัวหนึ่งบินไปหา ตัวอื่นๆ ก็กรูกันไปร่วมวงกินโต๊ะ ซึ่งในป่าดิบอันอุดมเช่นนี้ ย่อมมีลูกไม้เพียงพอต่อนกทุกตัว ด้วยป่าทั้งป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลเหนือคณานับ มิได้มีไม้ต้นเดียวที่ออกลูกไม้ ฝั่งตรงข้ามของทางเดินหินที่เราหยุด ส่องดูนกมีไม้สูง กว่า 8 เมตร มีลูกไม้สุกเป็นพวงเล็กกว่าเม็ดองุ่น ดูเหมือนนกปรอดแปลงจะชอบเป็นพิเศษ ผลัดเวียนกันบินเข้าบินออกเป็นว่าเล่น บรรดาคนดูนกก็เพลินสิ ชี้ชวนให้ดูตัวนั้นบ้างตัวนี้บ้าง นกใหม่หมดแหละ ก็เพิ่งจะเป็นวันที่สองของทริปนี่นา นับเป็นห้วงเวลาที่เริ่มการดูนกโลกใหม่บนเทือกเขาแอนดีสที่สนุกสนานมากๆ และแต่ละคนคงไม่คาดคิดหรอก (แม้จะแอบคาดหวังบ้างตามประสาคน) ว่ายังมีนกนานาชนิดเช่นนี้ ทั้งที่สมหวัง ผิดหวังรอพวกเราอยู่อีกมากนัก กว่า 300 ชนิด! ตลอด 2 สัปดาห์ จนกว่าจะถึงวันที่ต้องพรากจากถิ่นอินคา.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 11/08/2011 1:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ระลอกแรก


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


นกยางเปีย


มาแล้ว! อาคันตุกะแดนไกล สัญญาณของฤดูหนาว และนกอพยพ เพิ่งจะย่างเข้ากลางฝน ก็มีนกอพยพมาให้ตื่นเต้นกันแล้ว เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม สมาชิกชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร แหล่งดูนกชายเลนอันดับต้นๆ ของบ้านเรา พบนกชายเลนกระหม่อมแดง (Sharp-tailed Sandpiper) นกอพยพผ่านที่พบเห็นค่อนข้างยากในเมืองไทย ที่นกใช้เป็นแหล่งแวะพักชั่วคราวก่อนเดินทางต่อไปทวีปออสเตรเลีย ปกติ นกชายเลนจะอพยพหนีหนาวจากถิ่นเหนือในถิ่นไซบีเรีย หรือประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น จีน เกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นลงมาจำนวนมากในเดือนกันยายนหรือตุลาคม อันเป็นฤดูกาลอพยพต้นหนาว นกต้องเดินทาง นักดูนกก็ตะลอนหานกดูกันเป็นว่าเล่น นกชายเลนเช่นเดียวกับนกจับแมลง เหยี่ยว หรือนกอพยพนานาชนิด ที่มุ่งหน้าสู่เส้นศูนย์สูตร หรืออาจข้ามเลยไปถึงทวีปออสเตรเลีย เรียกว่า boreal migration คืออพยพมาจากซีกโลกเหนือ (เส้นศูนย์สูตร) แต่จะมีนกอพยพอีกกลุ่ม ในฤดูร้อนอาศัยที่ซีกโลกใต้ แล้วอพยพหนีหนาวขึ้นเหนือ หรือมาทำรังวางไข่ เช่น นกแต้วแล้วธรรมดา นกแอ่นทุ่ง พวกนี้จะเรียกว่า austral migration เพราะอพยพจากทิศใต้ขึ้นเหนือ



นกชายเลนปากโค้ง


หลายคนได้ยินชื่อนกชายเลนคงเบือนหน้าหนี เช่นเดียวกับเหยี่ยว หรือนกกระจิ๊ด เพราะนกเหล่านี้เสมือนเป็นยาขมหม้อใหญ่ของการดูนก ด้วยจำแนกยาก สีสันจืดชืด พฤติกรรมของนกก็ไวไม่อยู่นิ่ง แถมจะดูนกชายเลนต้องเดินไกล ตากแดดท่ามกลางนาเกลือ หรือหาดเลนริมทะเล ทั้งสภาพและบรรยากาศไม่สบายๆ เหมือนเดินดูนกป่า สีสวยฉูดฉาดใต้ร่มครึ้มของไม้ใหญ่กลางป่าดิบชื้น แต่ความยากในการจำแนกนกชายเลน คือ เสน่ห์สำหรับนักดูนกบางคน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์ดูนกมาระยะหนึ่ง จนไม่มีนกอื่นให้ดูแล้ว (ฮา) เลยต้องหันมาดูนกยากๆ อย่างนกชายเลน นอกจากนั้น เมื่ออพยพลงมาบ้านเราแล้ว นกชายเลน นักเดินทางไกลเหล่านี้จะผลัดขนจากชุดขนสีน้ำตาล สีแดง พอจะสดสวยน่าดูอยู่บ้างกลายเป็นชุดขนสีเทาปนน้ำตาล แค่นั้นแหละ! ลองจินตนาการส่องดูนกสีตุ่นๆ แบบนี้นับร้อย นับพันตัวกลางแดดจ้า คงไม่ประเทืองอารมณ์สุนทรีย์สักเท่าไหร่หรอก บางคนบ่นให้ได้ยินแต่แรกเลยว่า ทำไมมันเหมือนกันไปหมดล่ะ ไหนในหนังสือบอกว่ามีทั้ง (นกชายเลน) ปากโค้ง ปากงอน ปากช้อน หัวโต เป็นอาทิ ดูไงก็ไม่ต่างกัน แต่บางคนก็ยังสนุกที่จะส่องดูนกชายเลน เพราะรายละเอียดของชุดขนที่หลากหลาย ทั้งขนาด ทรงปาก และพฤติกรรม ฝรั่งบอกว่า devil is in the detail! จะว่ายากก็ยาก แต่จะมองว่าท้าทายก็ได้นะ ส่วนตัวพอทราบข่าวคราวเรื่องเจ้ากระหม่อมแดง ที่โผล่มาเร็วมาก นับเป็นระลอกแรกที่ทำให้ร้อนอาสน์ อยู่ไม่สุข อยากจะแจ้นไปส่องหาในทันใดแต่ด้วยมีภารกิจหน้าที่ ต้องรอจนวันอาทิตย์ถึงมีโอกาสไปเสี่ยงโชคที่นาเกลือ บ้านโคกขาม ข่าวดีชะโลมใจคือ นับจากวันพุธ พบนกครั้งแรก ยังมีคนเห็นทุกวัน นับจากนั้น ความคาดหวังจึงยังพอมีโอกาสให้ลุ้น นกอพยพผ่าน มักจะมาเร็วไปเร็ว แวะพักแวบๆ ให้พออิ่มแล้วก็เดินทางต่อ ว่าที่นกไทยตัวใหม่ชนิดที่ 622 ที่ส่วนตัวพบเห็นในธรรมชาติ เลยต้องนั่งจับเจ่าในบังไพรสำเร็จรูป แบกเอง กางเองกว่า 4 ชั่วโมง มีนกชายเลนนับตัวได้ลงมาจิกกินสัตว์เล็กๆ ในนาเกลือเจิ่งนองด้วยน้ำกร่อย น้ำทะเล เคราะห์ดีที่ลมทะเลพัดโบกมาเป็นระยะ ไม่เช่นนั้น คงเป็นนรกขุมน้อยๆ ถ้าต้องนั่งอุดอู้ในบังไพรกลางนาเกลือรับแดดเปรี้ยงอย่างนั้น นั่งไป ส่องไป ก็มีนกชายเลนบ้าง นกน้ำบ้างมาให้ส่องดูไม่เบื่อ เสียดายว่าไม่ใช่ตัวเป้าหมาย.. ส่อแววแห้วซะแล้ว



นกชายเลนกระหม่อมแดง ภาพ : อภิรัตน์ กุลสันติพงษ์


“แคะ” อันเป็นคำนิยมเฉพาะกลุ่มในการส่องดูนกชายเลนทีละตัว เพื่อค้นหาตัวเป้าหมาย ทีละตัว ก็หลายชนิดอยู่ นกชายเลนบึง นกชายทะเลขาเขียว นกสตินท์คอแดง นกชายเลนปากโค้ง และ “ขาใหญ่ประจำซอย” อย่างนกตีนเทียม จอมแหกปากเตือนนกตัวอื่นๆ ยามมีภัยมา ให้บินหนีไปสิ้น ปล่อยให้นักดูนกที่เดินเข้าหานก หวังจะได้เห็นใกล้ขึ้น มองตามนกที่บินหนีไป ตาละห้อยมาแล้วนักต่อนัก 1 ชั่วโมงก็แล้ว 2, 3, … ก็แล้ว ไม่มีวี่แววนกชายเลนกระหม่อมแดง นกยางเปียตัวขาวปลอด ท้ายทอยสลวยด้วยเปียยาว โผล่มาที่ริมคันนา น่าดูเหมือนกันนะ (มะหนาวหวานชัดๆ!) เลยกลายเป็นเป้าหมายถ่ายภาพ บันทึกลีลาเล่นลม เดินหนบนอากาศฆ่าเวลารอนกใหม่ จน “แห้ว” ในวันนั้น!


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 11/08/2011 2:06 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Peeps : the sandpiper!


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


นกชายเลนอกลาย


โปรดอย่าแปลเจตนาเป็นอื่น หรือเข้าใจว่าประสานักดูนกเปลี่ยนหมายจากส่องนกในธรรมชาติ ไปส่อง “อะไร” ที่สุ่มเสี่ยงศีลธรรม เช่น “Peepshow” โชว์หวือหวาประสาสาวนุ่งห่มน้อยนิด! วันนี้จะพูดถึงนกชายเลนกลุ่มหนึ่งที่มีเจ้านกชายเลนกระหม่อมแดง นกอพยพผ่านหายาก ผู้แจกแห้วให้ผมไปเมื่อวันอาทิตย์ก่อน เป็นสมาชิกอยู่ด้วย นกชายเลนกลุ่มนี้เรียกว่าปี๊บส์ มีขนาดเล็กกว่านกชายเลนตัวใหญ่กว่าอีกหลายกลุ่ม เช่น นกอีก๋อย นกทะเล นกปากแอ่น หรือนกทะเลจำพวก shank แม้ตัวจิ๋วแต่แจ๋ว ด้วยคล้ายกันมาก โดยเฉพาะในชุดขนฤดูหนาวหรือนอกฤดูผสมพันธุ์ รวมตัวเป็นฝูงๆ เรือนร้อยตัว นักดูนกที่ไม่คุ้นเคย อาจตาลาย แยกความแตกต่างของนกสีเทาบ้าง น้ำตาลบ้าง จนพานเลิกดู หรือไม่เหลือบแล ในบรรดานกชายเลน ตามชายทะเล หาดเลน หาดโคลน หรือแหล่งน้ำจืดอื่นๆ เช่น ทุ่งนา หรือริมบึง กว่า 60 ชนิดในประเทศไทย มีนกชายเลนที่เข้าข่ายเจ้าปี๊บส์ 12 ชนิด ส่วนใหญ่จัดอยู่ในสกุล Calidris



นกชายเลนปากกว้าง ชุดขนนอกฤดูผสมพันธุ์


ตามชื่อก็บ่งบอกลักษณะของถิ่นอาศัย ว่าพบเห็นได้ตามหาดเลน ซึ่งฝรั่งฟากอเมริกาเรียกว่า shorebird แต่ฝั่งยุโรปจะเรียกว่า wader หรือ พวกเดินเลาะเลียบริมน้ำนั่นเอง แล้วทำไมจึงเรียกว่าปี๊บส์ จนอาจแสลงหูส่อความสองแง่สามง่าม ะ ที่มาของชื่อเล่นชวนกระตุกนี้ย่อมาจากชื่อเต็มว่า sandpiper หรือผู้เป่าปากคล้ายเสียงนกหวีดเหนือหาดทรายชายทะเล ตรงตัว สื่อความชัดเจน นกชายเลนพวกนี้ยามแตกตื่นจากภัย เช่น สุนัขปากบอนวิ่งไล่เห่า คนเราที่เดินเล่นหาดทราย หรือนักดูนกเดินท่อมๆ เข้าหาจะให้เห็นชัดๆ เจ้าปี๊บส์จะส่งเสียงร้องเตือนแหลมเล็ก คล้ายเป่านกหวีด บินพรึ่บ ฮือกันขึ้นฟ้าทั้งในฝูง เป็นก้อนกลุ่มสีขาวสลับเทา “กลิ้ง” พลิกไปพลิกมาบนฟ้า เปรยไปแล้วว่า ความท้าทายของการดูนกชายเลนในฤดูหนาว ที่เจ้าปี๊บส์ถอดชุดขนเจ้าชู้ หรือชุดขนฤดูผสมพันธุ์ทิ้ง แบบเดียวกับพระสังข์ถอดรูป แต่สลับกัน จากชุดขนสีน้ำตาลแดงชวนชม กลายเป็นผลัดได้ขนจืดชืดหารสชาติฉูดฉาดไม่ได้ ด้วยเฉดสีขาว เทาและน้ำตาล หาความเตะตา โดนใจไม่ได้แม้สักกระผีก กระนั้นแม้ไม่โดนใจ แต่ก็ยังสนุกสำหรับคนดูนกบางคน ที่ชอบหาความเหนื่อย ความลำบากใส่ตัว เดินตากแดดกล้า จากคันนาเกลือหนึ่ง ข้ามอีกหลายคันก็ไม่ยั่น ยังไหว (อย่างกับพวก masochist ก็ไม่ปานนะพวกนี้เนี่ย! ต้องลำบากลำบนถึงจะบรรลุความสุข) ถ้ายังเห็นฝูงปี๊บส์ปรากฏในคลองสายตา รอให้แคะไค้ฝูงปี๊บส์ต่อหน้าว่ามีชนิดไหนบ้าง ปะปนอยู่ เผื่อจะมีตัวหายาก ตัวเด็ด เช่น นกชายเลนกระหม่อมแดงแฝงอยู่บ้าง ฝรั่งจึงเรียกเลียนอากัปกิริยาเพ่งมองรูลอดช่องเล็กๆ ในโรงปี๊บโชว์อย่างใจจดใจจ่อ! เพียงแต่ในบริบทนี้ส่องนกชายเลน ไม่ใช่เนื้อหนังมังสาชวนกำหนัด ว่า Peeps ซึ่งเผอิญว่าการเปล่งเสียงคลับคล้ายเสียงของนกที่ร้องยามตื่นเต้นตกใจด้วย



นกชายเลนปากโค้ง ชุดขนฤดูผสมพันธุ์


บรรดาปี๊บส์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ ปี๊บส์ตัวเล็ก เรียกว่านกสตินท์ (stint) และตัวใหญ่กว่าสตินท์ เรียกว่า sandpiper รูปลักษณ์ร่วมสกุลของแกงค์ปี๊บส์ คือ ตัวลายสีเทาหรือสีน้ำตาล ส่วนล่างของลำตัว เช่น ท้องและก้นสีขาวปลอด อกอาจมีลายสีตุ่น เช่น สีน้ำตาลหรือสีเทา ขายาว จะงอยปากอาจสั้นหรือยาว หากรูปทรงผันแปร อันเป็นจุดแยกสำคัญประการหนึ่งของปี๊บส์พวกนี้ หลากหลายลักษณะ ตั้งแต่ปากตรงสั้นแบบจุ๋มจิ๋ม เช่น นกสตินท์คอแดง หรือนกคอสั้นตีนไว (สื่อพฤติกรรมชัดเจนได้ใจ!) โค้งปลายเล็กน้อย เช่น นกชายเลนกระหม่อมแดง โค้งปลายได้รูป เช่น นกชายเลนปากโค้ง หรือปลายปากแบน แผ่กว้าง ผิดรูปคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เช่น นกชายเลนปากช้อน นกหายากระดับมหากาฬ ด้วยประชากรทั่วโลกปัจจุบันเหลือไม่ถึง 500 ตัวแล้ว ในบรรดาปี๊บส์ใหญ่ นับว่านกชายเลนกระหม่อมแดง หายากที่สุด ด้วยเป็นนกอพยพผ่าน พบเห็นเฉพาะช่วงเวลาแคบๆ ที่นกอพยพมาจากไซบีเรียในประเทศรัสเซีย เตรียมหนีหนาวลงไปอาศัยในฤดูหนาวที่ประเทศออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ ระหว่างทางคือ การแวะพักนี่แหละ ที่ทำให้อาจจะพบในพื้นที่อันมีอาหารให้นกหากิน เติมเต็มพลังงานสะสมไว้เดินทางต่อ บินข้ามน้ำข้ามทะเลระหว่างสองทวีป กว่าหนึ่งหมื่นกิโลเมตรเที่ยวเดียว ส่วนคู่เหมือน คู่คล้ายที่เสมือนคลอดคลานตามกันมา จนบรรดานักส่องปี๊บส์! บางคนที่ชั่วโมงบินไม่สูงนักสับสนในอเมริกากันมาแล้ว คือ นกชายเลนอกลาย (pectoral sandpiper) ในฐานะที่ยังไม่มีรายงานพบในประเทศไทย หากลองวาดภาพ นกพลัดหลงตัวเดียวท่ามกลางปี๊บส์ ทั้งสตินท์ หรือแซนด์ไปเปอร์นานาชนิดหลายร้อยตัว ไม่ต่างกับงมเข็มในมหาสมุทรหรือ needle in a haystack.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 13/09/2011 4:24 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เยือนถิ่นอินคา (12) : มหานทีสีดิน


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


แม่น้ำอูรูแบมบ้า


วันที่ 9 เมษายน ช่วงสายที่ฝนรับอรุณรุ่งหยุดโปรยปรายแล้ว เราก็ยังไปไม่ถึงไหน เดินห่างจากโรงแรมไม่ถึง 500 เมตร ก็นกดีขนาด ส่องกันไม่หวาดไม่ไหว ทั้งนกจับแมลง นกปรอดแปลง และนกฮัมมิงเบิร์ด แต่นกเป้าหมาย 2 ชนิดยังไม่ปรากฏโฉม คือ นกมุดน้ำกระหม่อมขาวและเป็ดธารน้ำเชี่ยว ล้วนพบได้ที่แม่น้ำอูรูแบมบ้า สายเลือดเส้นหนึ่งของแม่น้ำอเมซอน ยังไม่ทันเดินเข้าใกล้ทางเดินริมน้ำ เสียงกระแทกของกระแสน้ำปะทะก้อนหินกลมเกลี้ยงก้อนใหญ่กลางลำน้ำก็ลอยลมให้ได้ยินชัดเจน บ่งบอกความแรงของกระแสน้ำ พอกระเถิบเข้าใกล้ ให้สายน้ำปรากฏต่อสายตา แม่อูรูแบมบ้า แม้ไม่กว้างใหญ่นักหากความยิ่งใหญ่ปรากฏชัดด้วยกระแสเชี่ยวกรากของสายน้ำที่รุมเร้าหลั่งไหลอย่างต่อเนื่องเสมือนไม่มีวันที่น้ำจะหมดปานนั้น เพอร์ซีย์ ไกด์คนดีเปรยไว้ก่อนแต่เมื่อวานแล้ว นกเป้าหมาย 2 ชนิด จะพบได้ง่ายๆที่แม่น้ำสายนี้ แต่เมื่อสภาพของแม่น้ำสีดินขุ่นเช่นนี้อยู่ต่อหน้า พานนึกในใจ เป็ดที่ไหนจะทานทนกระแสน้ำแรงๆ เช่นนี้ได้ ต่อให้คนตกลงไป อาจจมน้ำหรือถูกแรงกระแทกชนหินจนอาจถึงชีวิตได้ แต่ผมลืมไปว่าเป็ดดาราตัวนี้ ชื่อ torrent duck เรียกสายน้ำอันเชี่ยวกราก ว่าบ้าน ที่ก้อนใหญ่เกลี้ยงกลมริมน้ำ พ่อเป็ดตัวงาม แก้มขาวคาดดำพาดยาวตลอดนัยน์ตา ตัวลายๆ และคู่เคียงกาย ตัวสีน้ำตาลแดง ยืนโชว์โฉมเด่นๆ แบบไม่ต้องใช้กล้องส่องดูให้เมื่อยแขนยก ด้วยริมทางเดินมีแนวรั้วกั้นไว้ เมื่อชะโงกเข้าใกล้ เป็ดคงตื่นที่เห็นคนในระยะใกล้ แค่พอกดภาพไว้เป็นหลักฐาน เป็ดคู่งามก็โผบินขึ้นเหนือสายน้ำขุ่นคลัก ย้ายที่เกาะไปอีกฟากของแม่น้ำ เคราะห์ดีที่ยังอยู่ในระยะทำการของกล้องสองตาและสโคป ครานี้ทุกท่านก็ได้ปลาบปลื้มกับหนึ่งในนกเป้าหมาย ที่วาดฝันอยากเห็นเหนือแม่น้ำกลางเทือกเขาแอนดีส เสร็จสมอารมณ์คาดหวังอีกหนึ่งชนิด! เมื่อคนและสัตว์ป่ารักษาระยะระแวงภัยจนสัตว์อุ่นใจว่าปลอดภัยแน่ๆ เปลี่ยนอิริยาบถจากตื่นตกใจ ยืนหลับให้ดู ได้ปั้น ได้ส่องศึกษารายละเอียดของชุดขนอย่างละเมียดละไม ปากแดงๆ รับกับชุดขนขาวดำของตัวผู้ ส่วนตัวเมียก็งามไม่น้อยหน้า ปีกสีเทาแกมฟ้าตัดกับสีน้ำตาลแดงของอกและท้อง ต่างกันเหมือนไม่ใช่ชนิดเดียวกัน ถ้าคิดมากแบบไม่เกรงอจินไตย อาจงุนงงว่าทำไมธรรมชาติถึงสรรค์สร้างมาเช่นนี้



เป็ดธารน้ำเชี่ยว ตัวผู้ (ขวา) และตัวเมีย (ซ้าย)


ด้วยขนาดตัวเล็กกว่าเป็ดเทศบ้านเรา ไม่อุ้ยอ้ายดูทมัดแทมงสมเป็ดป่าเป็ดดง ไม่นานนักเป็ดคู่นี้ก็บินดิ่งลงไปในแม่น้ำขุ่นๆ จนพานคิดว่าจะจมน้ำไหมหนอ ที่ไหนได้ แค่อึดใจ พอกลั้นได้ เป็ดธารน้ำเชี่ยวก็โผล่ขึ้นมาลอยหน้าลอยตาเหนือผิวน้ำ ห่างออกไป แล้วก็ผลุบหายใต้น้ำสลับกันไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อสังเกตอย่างละเอียดจึงเห็นว่าเป็ดธารน้ำเชี่ยว มีปีกสั้นและเรียวเล็ก เมื่อเทียบกับลำตัว ยามบินจะกระพือปีกถี่ๆ เพราะกระพือปีกแต่ละครั้งแรงหนุนตัวคงน้อยตามพื้นที่ผิวของปีกที่กระแทกลมได้น้อย ส่วนขนหางแข็ง ปลายแหลมแตกเป็นซี่คล้ายไม้เสียบ ลดการดูดซับน้ำและแรงรั้ง ทั้งยังเสมือนหางเสือไว้พัดโบกใต้น้ำ ให้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ลำตัวก็เพรียวเรียวจากหัวจรดท้าย ยามดำผุดดำว่าย ทำให้ไหลลื่นชำแรกแทรกไปท่ามกลางแผงน้ำได้ไม่ยากเย็น บางทีก็ลอยน้ำร่อนไหลไปเรื่อยแล้วแต่กระแสน้ำจะพัดพาไป เมื่อใกล้ก้อนหินก็บินขึ้นไปสะบัดน้ำที่เปียกโชกท่ามกลางขนอุยติดลำตัวทิ้ง แล้วก็เดินตุปัดตุเป๋ อุ้ยอ้ายประสาเป็ด ไม่ว่าที่ไหนบนโลก จะโลกเก่าหรือโลกใหม่ก็เหมือนกันไม่ผิด ยังกะถอดพิมพ์เดียวกันเลย เพราะสำหรับเป็ดดำน้ำ (diving duck) ตำแหน่งของท่อนขาจะตั้งอยู่ถัดมาทางด้านท้ายของลำตัว ซึ่งเหมาะต่อการพุ้ยน้ำดั่งใบพายยามมุดน้ำ มากกว่าเหมาะสำหรับการเดินหนบนพื้นดินเช่นเป็ดแซะ (dabbling duck) ที่เดินเหินทมัดทแมงกว่า แต่ไม่ว่าเป็ดดำหรือเป็ดแซะก็ล้วนถูกตราหน้าว่าทำอะไรไม่เด่นทั้งนั้น จนอาจถูกกระแหนะกระแหนว่า “เก่งเหมือนเป็ด” บินได้ไม่เก่งเท่านก ดำน้ำได้ไม่เก่งเท่าปลา อย่างนี้มันน่าน้อยใจแทนเป็ดนัก 
.

วีดีโอ เป็ดธารน้ำเชี่ยว ตัวผู้ดำน้ำ

Link


ประกาศ : กลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี และหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ ม.เกษตรศาสตร์ เชิญผู้สนใจเข้าฟังเสวนาปักษา ครั้งที่ 6 เกี่ยวกับสัตว์ป่าและนก ในวันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม ศกนี้ เวลา 17.00น. ที่ห้องบรรยาย 1 คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 13/09/2011 4:27 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เยือนถิ่นอินคา (13) : เป็ดธารน้ำเชี่ยว


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ตัวเมีย


ประสาเป็ดแม้ไม่ใช่ปลาก็ย่อมผูกพันกับน้ำ หากจะเป็นน้ำทะเลหรือน้ำจืด เป็ดหลายชนิดก็อาศัยเป็นบ้านได้ทั้งนั้น จึงมีทั้ง “เป็ดทะเล” เช่น Eider หรือ Scoter และ “เป็ดน้ำจืด” เช่น นกเป็ดน้ำนานาชนิด เช่น เป็ดเปีย เป็ดเทา เป็ดลาย ในเป็ดน้ำจืดบางชนิดแทนที่จะสร้างรังบนกอหญ้าหรือกองสวะในหนองน้ำ กลับเลือกโพรงในต้นไม้ที่ผุพังตามธรรมชาติ เป็นสถานที่ทำรังวางไข่ เรียกว่า “เป็ดต้นไม้” ก็ไม่ผิดนัก เช่น เป็ดก่า ที่จัดเป็น “เป็ดป่า” และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ถูกล่าอย่างไม่บันยะบันยัง จนปัจจุบันประชากรที่เหลืออยู่ในธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นเป็ดที่ปล่อยคืนธรรมชาติของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็ดต้นไม้ บางชนิดพบเห็นได้ทั่วไปในพื้นที่ชุ่มน้ำ ทุ่งนา หนองหรือบึง ถ้าคนเราไม่ล่า ไม่ทำร้ายจนพวกมันตื่นกลัวหนีหายไป ได้แก่ เป็ดคับแค อันเป็นกึ่งเป็ดกึ่งห่าน จนได้ฉายาว่า pygmy goose เป็ดธารน้ำเชี่ยว (Torrent Duck) เป็นเป็ดน้ำจืดในโลกใหม่ แพร่กระจายพันธ์ในทวีปอเมริกาใต้เท่านั้น จากเหนือจรดใต้ตั้งแต่ประเทศโคลอมเบีย อีกัวดอร์ เปรู โบลิเวีย ชิลีและอาร์เจนตินา อาศัยตามลำธารหรือแม่น้ำที่มีกระแสน้ำไหลแรงบนที่ราบสูงหรือร่องหุบเขาของเทือกเขาแอนดิส ขนาด 38-42 ซม. ตัวย่อมกว่าเป็ดเทศ และรูปลักษณ์เพรียว ด้วยวิถีชีวิตการหากินต้องวนเวียนดำผุดดำว่ายใต้กระแสน้ำแรง รูปร่างเลยได้สัดส่วน ตัวผู้และตัวเมียต่างกันอย่างสิ้นเชิง และที่เด่นคือทั้งสองเพศงามไม่แพ้กัน เป็ดธารน้ำเชี่ยว ตัวผู้มีลายตัดกันของสีขาวและดำบนใบหน้า เด่นด้วยจะงอยปากแดงสั้นเรียว ลำตัวลายพร้อยขาวสลับดำทำให้วงหน้าและจะงอยปากแดงเด่นขึ้นมาทันใด ส่วนตัวเมียก็ไม่ยอมน้อยหน้า ลวดลายบนปีกและลำตัว แม้จะถอดแบบมาจากตัวผู้ (ถ้ายึดตัวผู้เป็นศูนย์กลาง!) แต่เปลี่ยนสีจากขาวสลับดำเป็นสีเทาอมฟ้า และลายพร้อยขาวสลับดำบนใบหน้าทดแทนด้วยสีน้ำตาลแกมแดงสดใสครอบคลุมตั้งแต่แก้ม คอ อกและส่วนล่างของลำตัวทั้งหมด ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ชวนให้รู้ว่างามอย่างอบอุ่น ลักษณะของชุดขนของเป็ดประหลาดชนิดนี้ ที่ต่างก็งาม มีสีสันโดดเด่นไม่แพ้กันระหว่างตัวเมียและผู้ ออกจะผิดแผกแปลกต่างจากนกเป็ดน้ำส่วนใหญ่ทั่วโลกที่สาวเจ้าแม้จะสำคัญจะด้อยความงามกว่าพ่อพธูหวานใจ ยิ่งเป็นพวกเจ้าชู้หลายใจแล้ว ความแตกต่างระหว่างเพศจะยิ่งโดดเด่น




ชื่อสามัญภาษาอังกฤษบ่งบอกสภาพของถิ่นที่อยู่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Merganetta armata แปลอย่างถอดความได้ว่า เป็ดปากค่อนข้างแหลม คล้ายเป็ดปากแหลมจำพวก Merganser ที่มีอาวุธติดตัว สื่อถึงขนหางที่แข็งมีปลายแหลม ถ้าจะเรียกขานตามบ้านที่เป็ดงามชนิดนี้อาศัยอยู่ก็คงจะเข้าข่ายเป็ดป่า เพราะลำธารหรือแม่น้ำที่เป็ดธารน้ำเชี่ยวเรียกว่าบ้านนั้น มักกำเนิดเกิดก่อบนภูเขาสูงกลางป่าดงดิบ หากเมื่อสังเกตวิธีหาอาหารของเป็ดที่จะมุดน้ำหายวับไปชั่วอึดใจแล้วค่อยโผล่ขึ้นมาสูดอากาศหายใจแล้วมุดหายไปอีก หรือไต่ขึ้นไปพักผ่อนบนก้อนหินใหญ่กลางน้ำ คงต้องเรียกว่า “เป็ดดำน้ำ” หรือ diving duck ไม่ใช่ “เป็ดแซะ” (drabbing duck) ด้วยรูปทรงของจะงอยปากค่อนข้างเรียวแหลม จากโคนจรดปลาย มากกว่าจะแบนแผ่ราบออกด้านข้างเหมือนกับเป็ดน้ำจืดทั่วไป ซึ่งรูปแบบการหาอาหารและลักษณะทางกายวิภาคก็สอดคล้องกับเป็ดดำน้ำ มีท่อนขาถัดไปอยู่ด้านท้ายลำตัว ขนหางแข็งและลดรูปย่อส่วนกลายเป็นแท่งแข็งๆ ลดการต้านของกระแสน้ำยามดำผุดดำว่ายใต้กระแสธาร จะงอยปากเรียวเล็กสำหรับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในการจับตัวอ่อนของแมลงนานาชนิด หรือสัตว์ขนาดเล็กต่างๆ ที่อาศัยอยู่ใต้น้ำ ซึ่งจากการศึกษาในประเทศอาร์เจนตินาพบว่าเป็ดธารน้ำเชี่ยว ไม่ช่างเลือกในชนิดของอาหารนัก แม้จะกินตัวอ่อนของแมลงมากที่สุดจากการสำรวจมูลที่เป็ดขับถ่ายออกมาพบซากเศษของตัวอ่อนแมลงมากที่สุด เป็ดที่เขาว่ากันว่างามนักหนา 2 ชนิด คือ เป็ดแมนดาริน สัญลักษณ์แห่งความรักนิรันดร์ของตำนานจีน และเป็ดดงอเมริกัน (wood duck) ก็เคยเห็นแล้ว แต่เมื่อได้ยลรูปลักษณ์และสีสันของเจ้าเป็ดธารน้ำเชี่ยวคู่นั้น บนก้อนหินก้อนใหญ่กลางกระแสน้ำอันเชี่ยกรากที่แม่น้ำอูรูแบมบ้า ก็เสมือนรักพี่เสียดายน้อง ด้วยคิดว่างามไม่แพ้กันทั้ง 3 ชนิด กินกันไม่ลง ต่างมีจุดเด่น เป็นสง่าให้ชื่นชมด้วยอารมณ์ประทับใจ อย่างว่าความงามจากอารมณ์หนุนเนื่องด้วยจินตนาการ ใช่หลักรู้อันเที่ยงตรงจับต้องได้เช่นตัวเลขไว้เทียบเคียงกันได้ พานนึกถึงใครบางคนที่ว่ากันว่าฉลาดไม่แพ้ใครเปรยไว้ว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้!


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 13/09/2011 4:32 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 13/09/2011 4:31 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สัมมนาประสาเหยี่ยว


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ภาพ : สุทธิพงษ์ ลิ่มกุล


ทุกปีในฤดูกาลอพยพต้นหนาว (autumn migration) ระหว่างกลางเดือนสิงหาคม ถึงพฤศจิกายน เหยี่ยวมากกว่า 100,000 ตัวอพยพย้ายถิ่น หลีกหนีภาวะอัตคัดอาหาร น้ำ และอากาศอันหนาวเหน็บจากขั้วโลกเหนือของถิ่นไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย และเขตอบอุ่นในประเทศจีน มองโกเลีย เกาหลีและญี่ปุ่น เดินทางไกลหลายพันกิโลเมตร ผ่านประเทศไทย เป็นสะพานแผ่นดินเชื่อมระหว่างถิ่นอาศัยในฤดูร้อน คือ ถิ่นเหนือ มุ่งหน้าลงใต้ มีเป้าหมายที่ถิ่นอาศัยในฤดูหนาว คือ คาบสมุทรมลายู หมู่เกาะต่างๆ ในประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ในอดีตนับหลายล้านปีก่อน เมื่อระดับน้ำทะเลยังต่ำกว่าปัจจุบันด้วยผิวโลกตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของยุคน้ำแข็ง ประเทศในอุษาคเนย์เหล่านี้เชื่อมต่อกันเป็นปฐพีผืนเดียว แม้เมื่อยุคน้ำแข็งสลายละลายกลายเป็นน้ำ ไหลลงสู่มหาสมุทร แผ่นดินต่ำจึงถูกท่วมทับกลับกลายเป็นหมู่เกาะใหญ่น้อย ไม่ว่าสภาพภูมิประเทศของแผ่นดินบนโลกใบนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เหยี่ยวอพยพยังคงดำรงชีวิตด้วยการย้ายถิ่นฐาน ปรับเปลี่ยนวิถีของตนเองให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง แม้จะเผชิญกับอุปสรรคนานับประการ ทั้งพายุ ลม ฝน แดดและคนใจร้ายบางคนที่สักแต่ว่าไล่ล่าจะด้วยความสะใจ หรือหาเศษหาเลยจับมาขายในตลาดค้าสัตว์ป่า การอพยพของเหยี่ยวเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจ เพียงเพื่อเอาชีวิตรอด เหยี่ยวแต่ละรุ่น เรียนรู้ ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ และถ่ายทอดกันมาในนามของ “สัญชาติญาณ” เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องต้องลงบนแผ่นดิน ความร้อนจะระเหยและลอยตัวขึ้นสูงด้วยเป็นมวลอากาศเบา เรียกว่า “มวลอากาศร้อน” หรือ “ลมร้อน” ล่องลอยขึ้นเป็นแท่ง (ที่มองไม่เห็น) ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ การอพยพของเหยี่ยว มักเกิดในเวลากลางวัน รวมตัวกันเป็นฝูงเรือนร้อย เรือนพันตัว บินรี่เข้าหาลมร้อนแต่ละแท่งเหล่านี้ ให้ลมร้อนหนุนปีกจนตัวลอยขึ้น โดยไม่ต้องกระพือปีกให้เสียแรงกายแม้สักนิด ได้พักกล้ามเนื้อที่ต้องออกแรงมาก่อนหน้านั้น ได้ความสูง เมื่อลมร้อนที่เหยี่ยว “ขี่” อยู่ หมดแรงสลายกำลัง เหยี่ยวจะพุ่งตัวไปข้างหน้า ในทิศทางที่ต้องการจะเดินทาง ซึ่งนับตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป เป้าหมายคือทิศใต้ ลอยลิ่วโดยไม่ต้องกระพือปีกอีก หากใช้แรงโน้มถ่วงของโลก “ดึง” ตัวเหยี่ยวพุ่งไปข้างหน้าในแนวเฉียง ได้ระยะการเดินทางฟรีๆ ก่อนที่จะบินไปค้นหาลมร้อนแท่งใหม่ข้างหน้า ลองนึกภาพฝูงเหยี่ยวอพยพนับ ร่อนอยู่บนฟ้าเหนือระดับเมฆชั้นบน พุ่งตัวไปข้างหน้าผ่านลานนับเหยี่ยวอพยพ เช่น ที่เขาเรดาร์ อ.บางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือเขาดินสอ อ.ปะทิว จังหวัดชุมพร เรียงตัวเป็นเส้นยาวทอดตัว ไปเรื่อยๆ ตัวแล้วตัวเล่า เรียกว่า “สายธารเหยี่ยวอพยพ” (River of raptors)



ฝูงเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำอพยพผ่านเขาดินสอ


แล้วเหตุใดเล่า เหยี่ยวนับพัน นับหมื่นตัวในแต่ละวัน ที่อพยพต่อเนื่องเสมือนสายน้ำไม่ขาดสายในเดือนตุลาคม จึงต้องเดินทางเลาะเลียบระหว่างชายทะเลและเนินเขา ทิศทางของลมจะเป็นตัวกำหนดว่าในแต่ละวัน จะมีเหยี่ยวอพยพจำนวนมากน้อยแค่ไหน บินผ่านลานดูเหยี่ยวอพยพ ในทะเล แม้จะมีลมร้อนเกิดขึ้นบ้าง หากไม่มากเท่าเหนือแผ่นดิน อีกทั้งเหนือผิวน้ำอันกว้างใหญ่ หากลมร้อนหมดแรงก่อนที่เหยี่ยวจะเดินทางจุดหมาย ไม่ต้องกระพือปีกต่อเนื่องจนหมดแรงตกน้ำตายหรือ ด้วยเหตุนี้ เหยี่ยวอพยพส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ตัวใหญ่ น้ำหนักตัวมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ผิวของปีกอันจะเกิดแรงรั้งจากลมใต้ปีก จึงหลีกเลี่ยงการบินเหนือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เหยี่ยวจำนวนมากจึงรวมฝูงกันลัดเลาะเลียบชายทะเล รอลมร้อนและลมส่งท้าย โหมผลักให้มุ่งไปข้างหน้าแบบสบายๆ ไม่ต้องเหนื่อยแรง กระนั้นเหยี่ยวบางชนิด ที่มีรูปลักษณ์และลักษณะกายวิภาคเอื้อต่อการตัดลม ลดแรงรั้งของปีก ในสกุลเหยี่ยวปีกแหลม เช่น เหยี่ยวเพเรกริน เหยี่ยวเคสตรล ปรากฏว่าขาใหญ่ตัวเล็กเหล่านี้ไม่ยี่หระต่อทะเลหรือมหาสมุทร อพยพเหนือน้ำทะเลเป็นว่าเล่น ด้วยการกระพือปีกต่อเนื่องได้เป็นวันๆ ไม่แยแสสนใจลมร้อนเหนือแผ่นดินเลย แม้ว่าเหยี่ยวปีกแหลมเหล่านี้จะมีปีกแคบสอบเรียวจากโคนปีกจรดปลายจะสามารถร่อนลมร้อนได้ก็ตาม เพื่อเป็นการต้อนรับ ฑูตแห่งอิสรภาพ นามเหยี่ยวอพยพ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับนกนักล่าอันสง่างามในฐานะผู้ควบคุมดุลแห่งจำนวนสัตว์ในระบบนิเวศที่เป็นเหยื่อของผู้ล่า และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองของสังคมไทย กลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรีในประเทศไทยและหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อเพื่อปล่อยคืนธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงจัดสัมมนาประสาเหยี่ยวประจำปี เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับนกล่าเหยื่อด้านต่างๆ ในวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2554 ณ ห้องบรรยาย 1 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถนนพหลโยธิน กรุงเทพมหานคร ลงทะเบียนฟรี ตั้งแต่เวลา 8.00น. เป็นต้นไป.


วีดีโอแสดงสายธารเหยี่ยวอพยพ (เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ) ที่

Link


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 13/09/2011 4:36 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

The Winged Ambassador


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น ตัวเมีย ภาพ : พันเอกณัฐพล เกิดชูชื่น


เดือนกันยายนเป็นเสมือนประตูสู่ฤดูกาลอพยพของเหยี่ยวช่วงต้นหนาว ด้วยทัพหน้าของเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน เหยี่ยวอพยพ จำนวนมากอันดับสอง รองจากเจ้ากะปอมจอมน่ารัก หรือเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ จากเหยี่ยวอพยพหลัก 6 ชนิด ที่อพยพมากกว่า 1000 ตัวตลอดฤดูกาลอพยพต้นหนาว (autumn migration) ตลอด 3 เดือน ตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงเดือนพฤศจิกายน บรรดาคอเหยี่ยวคงต้องกล้ามเนื้อกระตุก เนื้อเต้นอยู่ไม่สุขแน่ๆ จะดูเพื่อจำแนก หรือส่องถ่ายภาพเป็นที่ระลึกก็ตามอัธยาศัย อย่ายิงหรือดักจับพวกเขาเอามาขายทอดตลาดเลย เหยี่ยวอพยพเหล่านี้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ทรัพยากรของพวกเราทุกคน ที่ธรรมชาติมอบปีกมาให้เพื่อโบยบินกลางฟ้ากว้าง มากกว่าที่จะต้องตกเป็นสัตว์เลี้ยงของคนบางคน และเหยี่ยวอพยพเป็นสัตว์ป่า ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ภาพของเหยี่ยวร่อนบนฟ้าน่าจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการอยู่ร่วมกันของคนและสัตว์ป่าอย่างสันติมากกว่าจะพรากมันมารองรับความอยากเลี้ยงของคนไม่กี่คน อีกทั้งเหยี่ยวเหล่านี้ช่วยควบคุมประชากรของแมลง สัตว์เลื้อยคลาน และที่สำคัญ คือ หนู ศัตรูพืชและพาหะนำโรคตัวฉกาจ แม้บางครั้งจะล่านกตัวเล็กๆ เป็นอาหาร แต่วิถีธรรมชาติที่ล่าเพื่ออยู่รอด เมื่อท้องอิ่มแล้วก็หยุด มิได้ล่าหรือฆ่าเพราะโลภ ย่อมมีเหตุผลในตัวของมันเองในฐานะสัตว์ป่า



เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน ตัวผู้ ภาพ : พันเอกณัฐพล เกิดชูชื่น


กิจกรรมดูเหยี่ยวอพยพในธรรมชาติดำเนินมาอย่างช้าๆ กว่า 1 ทศวรรษแล้วในประเทศไทย ปัจจุบันเรามีจุดดูเหยี่ยวอพยพที่ดีที่สุดในประเทศ และกล่าวได้อย่างไม่อายใครว่าดีที่สุดในภูมิภาคอุษาคเนย์ ด้วยจำนวนชนิด จำนวนตัวและทัศวิสัยในการชื่นชมและศึกษาเหยี่ยวอพยพอย่างใกล้ชิด (ขนาดเหยี่ยวอาจบินชนศีรษะ ถ้ายืนนิ่งๆ) ในทุกมุมมองที่เป็นไปได้ คือ มุมเหนือศีรษะ 1 มุมระดับสายตา 1 และมุมก้ม หรือ Bird’s Eye view อันจะหาที่ใดในประเทศ ครบเครื่อง เช่นที่เขาดินสอ จังหวัดชุมพร และเขาเรดาห์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่กิจกรรมดูเหยี่ยวอพยพให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ช่องทางแห่งการเรียนรู้ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และสัตว์ป่าอันอลังการที่คนไม่ต้องสร้างและลงทุนเลย อีกทั้งเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องเบียดเบียนสัตว์ป่า ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ และชุมพรร่วมกับกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี รวบรวมข้อมูลของเหยี่ยวอพยพในประเทศไทยมากกว่า 6 ปี ให้กระชับ ง่ายต่อการเข้าใจ (หวังว่านะ) จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นเอกสารแจกสำหรับนักท่องเที่ยวธรรมชาติและนักดูนกที่สนใจ จะได้เพลิดเพลินและเรียนรู้ไปพร้อมกัน ยามส่องดูเหยี่ยวอพยพ อันเสมือนตัวแทนแห่งอิสรเสรีที่อพยพย้ายถิ่นตามเจตจำนงค์ของตนเอง ตราบเท่าที่ชีวิตยังต้องดำรงอยู่ ผู้สนใจสามารถรับได้ในงานเทศกาลดูเหยี่ยวอพยพที่เขาเรดาห์ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม และที่เขาดินสอ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ในวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม นับเป็นการเปิดเทศกาลในเดือนเด่นสำหรับการอพยพของเหยี่ยว ที่แต่ละวันอาจพบเหยี่ยวอพยพมากกว่า 1000 ตัวต่อวัน บางวันถ้าโชคดีอาจนับกันไม่หวาดไม่ไหวเรือนหมื่นตัวทีเดียว โดยเฉพาะการอพยพของเจ้ากะปอมดำขาว ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม



แผ่นพับเผยแพร่ความรู้


สำหรับเดือนกันยายนนี้เหยี่ยวตัวเด่น ได้แก่ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนและเหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น ซึ่งรูปแบบการอพยพต่างกันโดยสิ้นเชิง เจ้ายุ่นจะอพยพผ่านจุดดูเหยี่ยวเป็นรายตัว ไม่ใครมากสังคม บินเดี่ยวไปโดดๆ แต่เจ้าจีนจะมาเป็นฝูง นับร้อยนับพันตัว แม้จะเป็นเหยี่ยวนกเขาในสกุล Accipiter เช่นเดียวกัน แต่เงาร่างขณะบินต่างกันอย่างสิ้นเชิงและช่วยจำแนกชนิดได้ไม่ยาก ด้วยพันธุ์ญี่ปุ่น มีเงาร่างและรูปลักษณ์ขณะบินเช่นเหยี่ยวปีกแตกทั่วไป ที่ปลายปีกแตกเป็นร่องคล้ายนิ้วมือ แต่พันธุ์จีนแม้จะจัดอยู่ในสกุลเหยี่ยวนกเขาที่ส่วนใหญ่มีปลายปีกแตก แต่ปลายปีกกับสอบเรียวแหลม คล้ายเหยี่ยวปีกแหลมอันว่องไว เช่น เหยี่ยวเพเรกริน หรือเหยี่ยวฮอบบี้ ใครอยากเห็นฝูงเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน ร่อนลมร้อนกลิ้งลงใต้ ช่วงเวลาที่น่าลุ้นที่สุดคือสัปดาห์ที่ 3 และ 4 ของเดือนกันยายน หากไม่สะดวกจะเดินทางลงใต้ไปไกลถึงเขาเรดาห์ รอยต่อระหว่างเมืองประจวบและประตูสู่ภาคใต้ ณ เมืองชุมพร ที่เขาดินสอ มีจุดดูเหยี่ยวอพยพใกล้กรุงเทพอีกหลายจุด หากต้อ งเสี่ยงดวง เนื่องจากมีความไม่แน่นอนในการบินผ่านของเหยี่ยวค่อนข้างมาก อีกทั้งทิศทางของลมส่งผลต่อทิศทางการอพยพของเหยี่ยวอย่างมาก วันหนึ่ง อาจไม่พบเหยี่ยวแม้แต่ตัวเดียว วันต่อมาเหยี่ยวอาจมานับพันจนนับกันไม่ทันก็เคยมี จุดดูเหยี่ยวเหล่านี้ เช่น เขายี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม หรือศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน อ่าวมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร หรืออ่างเก็บน้ำยางชุม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แม้แต่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ก็เคยมีรายงานพบเหยี่ยวอพยพบินผ่านเหนือสำนักงานเลยด้วยซ้ำ หากโชคดีได้พบเห็นบรรดาอาคันตุกะต้นหนาว สัญลักษณ์แห่งอิสรภาพฝูงใหญ่ๆ ช่วยกันรายงานการพบที่กระดานข่าวของกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี www.thairaptorgroup.com


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 13/09/2011 4:39 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Find that Bird!


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


โปสเตอร์หนัง The Big Year


วลีสั้นๆ นี้ผมเคยได้ยิน สมัยเริ่มดูนกใหม่ๆ ที่อเมริกา นักดูนกแต่ละคนจะมีนกเด่น นกโปรดที่อยากเห็น อยากชื่นชมในธรรมชาติ อันเป็นบ้านที่นกอาศัยอยู่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ในกรงขัง แม้จะลำบากตรากตรำแค่ไหน ถ้าเป็นไปได้ ไม่เหลือวิสัยสักครั้งในชีวิตก็คงอยากจะเห็น ส่วนตัวชอบนกขุนแผนเป็นพิเศษ จนนามแฝงในเว็บสมัยวัยละอ่อนยังใช้ว่า Trogon ประทับใจสีสันและพฤติกรรมของนกขุนแผนอกสีส้ม เอื่อยเฉื่อยเนือยนาย เกาะแล้วเกาะเลย ไม่แวบไปวาบมา เหมือนนกกลุ่มอื่นๆ ที่ว่องไว ส่องทีเห็นหาง ส่องอีกทางเห็นหัวแต่ไม่เคยทันได้เห็นเต็มตัวยามยกกล้องส่องครั้งเดียว เช่น นกกระจิ๊ดบนเรือนยอดไม้ นกจับแมลงในร่มไม้ หรือนกกินแมลงตามพุ่มไม้ เลยเพลินที่ได้ส่องดูอย่างละเอียดกับนกขุนแผนคู่นั้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวเมื่อ 12 ปีก่อน and I’ve been hooked up ever since! ถอนตัวไม่ขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ขอแนะนำหนังน่าดูของคนดูนก แค่ชื่อเรื่องและเนื้อหาก็โดนใจแล้ว เกจินกคนหนึ่งที่นับถือ จุดประเด็นหนังเรื่องหนึ่งในเครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต นักดูนกย้ายฐานจากเว็บบอร์ดไปออนเฟซกันแทบทั้งน้าน .. ฮา) เป็นหนังเกี่ยวกับนักดูนกฮาร์ดคอร์ หรือทวิชเชอร์ (แล้วแต่จะเรียกตามจริตหรือความคุ้นชิน) 3 คน 3 วัย 1 เป็นนักธุรกิจประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแต่ในชีวิตสุขหรือไม่นั้นอีกเรื่อง 1 เป็นหนุ่มบลอนด์หน้าตาพอไปวัดไปวาได้ (แฟนนานุแฟนโอเว่นคงได้ค้อนปะหลับปะเหลือก) วัยกลางคนที่กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคํญในชีวิตรักเลยพยายามหาทางออก หรือหนีปัญหาที่กำลังเผชิญนั่นแหละ (น้ำเน่าไหมเนี่ย ถ้าไม่ใช่เกี่ยวกับนักดูนก ไม่ดูหรอกหนา) และ 1 หนุ่มเหน้าสุดท้ายอายุน้อยสุด แสดงโดยแจ็ค แบล็คจอมฮาป่วน ที่ชีวิตแทบจะเรียกว่าไม่ได้เริ่มอะไรเลย เพราะไม่มีอะไรให้เริ่ม แถมพ่อตอกย้ำให้ย้ำคิดย้ำทำอยู่ทุกวี่วันว่า you are loser!



เทพบุตรสุดพลิ้ว Peruvian Sheartail


3 หนุ่ม 3 มุมต่างขั้ว หากเหมือนกันอยู่อย่าง ต่างก็เป็นนักดูนกแบบเข้าไส้ในสายเลือด เบื่อๆ กับชีวิตจำเจ เลยคึกนึกพิเรน ตั้งเป้าหมายว่าอยากเดินทางตะลอนไปทั่วประเทศสหรัฐฯ เพื่อดูนกในธรรมชาติให้มากที่สุด ภายใน 1 ปี! เรียกว่า big year อันเป็นคำนิยมเฉพาะกลุ่มในหมู่นักดูนก ได้กลิ่น road movie ไหมครับ แถมเจือด้วย sense of discovery แง่จิตวิทยา การดูนกนับว่าเป็น “ทาง” ตอบสนองจิตใต้สำนึก (หรือสำนึกที่ถูกกดมั้ง?) แห่งการค้นหา และค้นพบสิ่งใหม่ๆ หรือตัวเอง รวมทั้งการล่าสัตว์แต่ดึกดำบรรพ์ ที่เปลี่ยนจากปืน ยิงให้ตาย (เหตุแห่งความผิดบาปปัจจุบัน) จะเพื่อเป็นอาหาร เอาตัวมาสตัฟไว้ศึกษาในนามของความก้าวหน้าทางปักษีวิทยาในอดีต มาเป็นนกใหม่แต่ละตัวด้วยกล้องส่องนก (เป็นไงครับ เหตุผลที่นักดูนกสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง สมเหตุสมผลไหม .. คิดเอาเองนะเนี่ย) ขอสปอยล์แค่นี้แหละครับ แค่ผมยลหนังตัวอย่างก็สะดุ้งนึกย้อนถึงตัวเองในทริปตะลอนดูนก ได้เป็นฉากๆ แม้จะไม่เคยไปแบบ big year หากแต่ละทริป จะมี the bird(s) ที่อยากเห็นสุดจิตสุดใจอยู่บ้าง อย่างทริปล่าสุดที่ยังเขียนไปไม่ถึงไหนเลย 12 ตอนแล้วแค่ผ่านไปวันแรกของการดูนกเอง (ฮา) ผมก็แสดงอารมณ์ “ล้น” ด้วย endorphine surge คล้ายๆ ที่ตัวละครในหนังแสดงออกมาด้วย victory dance หลายครั้งหลายครา เรียกว่า กาละและเทศะปกติเมื่อสวมหัวโขนครูบาอาจารย์และนักวิชาการคงไม่! เป็นเด็ดขาด ฟันธง! ใคร่รู้ว่า ยาม found the bird ลิงโลดอย่างไร ต้องไปอ่านในเฟซบุกครับ



Cock of the Rock


ฉากความทรงจำเปี่ยมสุข ที่เคยตราตรึงไว้ก็ย้อนกลับมาประสาคนมีความหลัง (ส.ว.) เช่น ครั้งที่ต้องตื่นแต่มืด เดินจากเตียงนอนนุ่มๆ ในรีสอร็ทกลางป่าดิบ Manu National Park ขนาบข้างด้วยเทือกเขาแอนดีสและป่าดิบแอมะซอน ย่ำเท้าตากฝนตกพรำๆ ไปเฝ้าดูพ่อไก่โต้งแดง Cock of the Rock แสดงลีลาป้อสาวยามเช้า หรือยามต้องลุ้นตัวโก่ง นั่งในรถตู้คันเล็ก ที่อัดแน่นด้วยนักดูนกวัยใกล้เกษียณ หาก young at heart กันทุกคน ไต่ระดับความสูงจากระดับเทียมน้ำทะเล ขึ้นไปที่ 3,000 เมตร (สูงกว่าดอยอินทนนท์อีก) เหนือหุบเขา santa eulalia ลัดเลาะไปตามถนนแคบ ไม่มีกำแพงกั้นรถตกเหว ให้เสียวสันหลังทุกครั้งที่รถสวน เพียงเพื่อไปกระโดดโลดเต้น ยามได้เห็นนกฮัมมิงเบิร์ด ชนิดหนึ่งที่ หางยาวสลวยพลิ้วไสวไปตามแรงลม ตั้งชื่อเล่นๆ ว่าเทพบุตรสุดพลิ้ว! ยามใดที่คนอ่านเข้าใจความรู้สึกที่แจงสี่เบี้ยมา ก็คงเรียกตนเองว่านักดูนกได้

หนังกำหนดฉายเดือนตุลาคมในอเมริกา อย่าลืมติดตามชมครับ จะฮาหรือไม่สำหรับแต่ละคนคงตอบยาก หากเท่าที่ผมชมหนังตัวอย่าง ก็ทั้งฮาทั้งสำเหนียกตามภาษิตไทยว่า ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวครับ.

หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 08/03/2012 2:05 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

กองหน้า


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ฝูงเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน


เหยี่ยวอพยพมาถึงเมืองไทยกันแล้ว นำโดยกองหน้า 3 ชนิด ได้แก่ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่นและเหยี่ยวผึ้ง ทั้ง 3 ชนิดล้วนเป็นเหยี่ยวอพยพชนิดหลักที่อพยพผ่านภาคใต้ ที่มีจำนวนมากกว่า 1000 ตัวตลอดฤดูกาลอพยพต้นหนาว ตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ ด้วยมีทีมนับเหยี่ยวอพยพ ช่วยกันเก็บข้อมูลของชนิดพันธุ์และจำนวนของเหยี่ยวอพยพตลอดฤดูกาลนานนับ 2 เดือน นับกันทุกวัน! ไล่เรียงกันตามด้ามขวานแคบๆ ของเรา ตั้งแต่ที่เขาเรดาร์ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตรงข้ามศูนย์บริการทางหลวงเขาโพธิ์ นำโดยนักดูเหยี่ยวบินเหินฟ้ามาอาสาสมัครนับเหยี่ยวจากประเทศอินโดนีเซีย นาม Asman Adi Purwanto สมาชิกของRaptor Indonesia (RAIN) องค์กรศึกษาวิจัยและอนุรักษ์นกล่าเหยื่อของประเทศอินโดนีเซีย เป็นความร่วมมือกับกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี เริ่มนับเหยี่ยวอพยพกันตั้งแต่วันเสาร์ที่ 10 กันยายนแล้ว ส่วนจุดดูเหยี่ยวอพยพอีกจุดของจังหวัดชุมพร ที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับเหยี่ยวอพยพที่เลอเลิศในหลายแง่มุมที่สุดในภูมิภาคอุษาคเนย์ (เท่าที่ไปดู ไปเห็นมาแล้ว) ด้วยมุมมองที่หลากหลายในการส่องดูรายละเอียดบนตัวเหยี่ยวได้ใกล้ๆ จนบางตัวแทบจะบินชนตัวกันเลยทีเดียว แม้จะต้องออกแรงเหนื่อยเดินขึ้นบันไดแนวตั้งจนเหงื่อโซมกายสักนิดก็เถอะ ที่เขาดินสอ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร มีทีมของศูนย์ศึกษาเหยี่ยวอพยพจังหวัดชุมพร (Chumphon Raptor Center) ประกอบด้วยคุณชูเกียรติ นวลศรี และ ดร.โรเบิร์ต ดีแคนดีโด จากสหรัฐอเมริกา เป็นตัวหลัก ศูนย์ศึกษาเหยี่ยวอพยพจังหวัดชุมพร นับเป็นผลงานเชิงประจักษ์ที่บ่งบอกว่าจังหวัดชุมพรมีวิสัยทัศน์ มองยาวเพื่อชูจุดเด่นของดีในจังหวัดของตัวให้คนไทยและชาวโลกได้มาเรียนรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ตระการตาของฝูงเหยี่ยวอพยพ

ข้อมูลที่ได้รับจากจุดนับเหยี่ยว 2 จุดนี้จะช่วยให้เราเข้าใจกระบวนการและปัจจัยเอื้อหรือรั้งการอพยพของเหยี่ยว ด้วยสภาพภูมิประเทศต่างกัน เขาเรดาร์ตั้งอยู่ห่างจากชายทะเลอ่าวไทย ประมาณ 15 กิโลเมตร แต่เขาดินสอห่างแค่ 2 กิโลเมตร และที่ผ่านมา จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าในฤดูกาลอพยพต้นหนาว เหยี่ยวอพยพมักใช้เส้นทางเลาะเลียบชายทะเล ทั้งด้วยทิศทางของลม ที่บังคับ หรือการหลบเลี่ยงจากอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการจมน้ำยามหมดแรงถ้าหาญกล้าบินร่อนลมร้อนเหนือทะเล ที่ลมร้อนอาจหมดแรงเมื่อไหร่ก็ได้ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เขาเรดาร์ ลมพัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ อันนำพาความชื้นจากทะเลอันดามันมาเต็มหอบ จากเดิมในอดีตที่ผมเคยนับเหยี่ยวสุดสัปดาห์ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา กลางเดือนกันยายนเคยร้อนตับแลบ ปีนี้กลับเย็นสบายด้วยลมเย็นและฝนโปรย ก็ดีไปอย่าง เหยี่ยวอพยพตัวเอกทั้ง 3 ชนิดยังคงบินผ่านลานนับเหยี่ยวเป็นรายตัว พวกกองหน้าเหล่านี้มักจะมาจากถิ่นผสมพันธุ์ทางเหนือสุดๆ เช่น ป่าสนในไซบีเรีย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน หรือเกาหลี แล้วเดินทางต่อไปจนถึงเกาะชวา สุลาเวสี หรือฟิลิปปินส์ ที่น่าสังเกต เหยี่ยวชุดแรกที่มาและบินใกล้จนสามารถส่องเห็นรายละเอียดของชุดขนจนจำแนกอายุและเพศได้ ล้วนเป็นนกตัวเต็มวัย ยังไม่ปรากฏเหยี่ยวเด็ก ด้อยประสบการณ์แม้แต่ตัวเดียว อย่างที่เกริ่นไว้แล้ว เรื่องการอพยพ ไม่ต้องสอน หรือจ้ำจี้จ้ำไช พ่อและแม่เหยี่ยวเมื่อฟูมฟักลูกในรังจนเติบโต ขนปีกและหางงอกจนบินได้ พอจะพึ่งตนเอง ล่าเหยื่อได้ก็ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว จะเริ่มวิถีของตนเองเพื่ออพยพทันที ปล่อยให้ลูกเหยี่ยวที่ “หย่า” รังอย่างไม่เต็มใจนัก ต้องเผชิญโลกด้วยตนเอง



เหยี่ยวผึ้ง จาก Bird’s Eye view,ภาพ : พันเอกณัฐพล เกิดชูชื่น


เมื่อสภาพอากาศเริ่มเย็นลง ผนวกกับสัญชาติญาณที่ย้ำเตือนตลอดเวลาว่าต้องอพยพ
พวกเหยี่ยวเด็กจึงเริ่มการเดินทางไกล ที่เป็นเสมือนบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในชีวิตว่าถ้ารอด ก็ถูกคัดไว้ให้มีโอกาสกลับไปบ้านเกิดอีกครั้ง (เมื่อต้องอพยพกลับจากถิ่นอาศัยในฤดูหนาวขึ้นเหนือ ยามฤดูกาลอพยพปลายหนาวมาถึง) เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ ทำหน้าที่เผยแพร่พันธุกรรมอันแข็งแกร่งของตนเองต่อไป ดังนั้นช่วงแรกนี้จึงยังไม่น่าตื่นเต้นมากนัก ถ้าอยากเห็นเหยี่ยวอพยพเยอะๆ บินว่อนเต็มฟ้า คงต้องรอจนถึงสัปดาห์ที่ 3-4 ของเดือนกันยายน ซึ่งทัพใหญ่ของเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนจะเดินทางมาถึงภาคใต้ ตามด้วยทัพหน้าของเหยี่ยวผึ้ง ยักษ์ตัวใหญ่สุดแต่หน้าตาหน้อมแหน้ม นุ่มนิ่มที่สุดในบรรดาเหยี่ยวอพยพหลัก 6 ชนิด ที่จะพากันบินทะลุออกมาจากเมฆชั้นล่าง นับร้อยนับพันตัวเหมือนเมือ่ปีกลาย เมื่อสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม อันเป็นเดือนที่ดูเหยี่ยวอพยพสนุกที่สุด เพราะมากทั้งชนิดพันธุ์อันหลากหลายและจำนวนชวนให้นับกันไม่หวาดไม่ไหวตลอดทั้งเดือน แล้วพบกันบนลานนับเหยี่ยวอพยพครับ.

ติดตามผลการนับเหยี่ยวอพยพรายวันได้ที่ www.facebook.com/ChumphonRaptorCenter @เขาดินสอ และ www.facebook.com/ThaiRaptorGroup.TRG @เขาเรดาร์

หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 08/03/2012 2:18 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

The Frog Falcon


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน ตัวเมีย


Chinese male 1, japanese female 1 .. เสียงขานชนิดเหยี่ยวอพยพที่บินผ่านลานนับเหยี่ยวอพยพบนเขาเรดาร์ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่คุณอาสมัน อธิ พูร์วันโตอาสาสมัครนับเหยี่ยวอพยพจากประเทศอินโดนีเซีย เริ่มถี่ขึ้นในแต่ละวันนับแต่การเริ่มต้นเก็บข้อมูลการอพยพของเหยี่ยว ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 10 กันยายน เป็นต้นมา ระลอกแรกของเหยี่ยวอพยพ ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงเป็นเหยี่ยวอพยพ 3 ชนิดหลัก นำโดยเหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น นักเดินทาง ผู้โดดเดี่ยวตนเอง มักจะบินอพยพเป็นรายตัว ต่างจากเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน อีกชนิดที่มักจะอพยพเป็นฝูงหลายร้อยตัว จากข้อมูลเมื่อสุดสัปดาห์ผ่านมา กองหน้าของเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน ฝุงหนึ่ง ประมาณ 50 ตัว เดินทางมาถึงเขาเรดาร์แล้ว และเหยี่ยวผึ้งที่ยังปรากฏน้อยตัว วันหนึ่งๆ ไม่เกิน 10 ตัว ช่วงนี้นับเป็นระยะต้นของฤดูกาลอพยพต้นหนาว (autumn migration) จำนวนเหยี่ยวจะทยอยกันเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน ในตอนสายของวัน แม้จะมีฝนโปรยแทบจะทุกวัน ด้วยอิทธิฤทธิ์ของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ แต่เหยี่ยวนกเขาทั้งสองชนิด ก็แสดงท่าทีไม่ยี่หระต่อม่านฝนปรอย ที่ไม่รุนแรง บินพุ่งตรงเข้าม่านฝนเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่ยังอีกไกลนับพันกิโลเมตร ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลจนถึงบ้านในฤดูหนาวที่หมู่เกาะอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ ในแต่ละวัน เหยี่ยวอพยพบางตัวอาจจะต้องแวะพักเพื่อล่าเหยื่อ สะสมไว้เป็นพลังงานขับเคลื่อนการเดินทางไกลประจำปี ถ้าสังเกตให้ดี เหยี่ยวบางตัวที่บินผ่านลานนับ บริเวณคอที่อยู่กึ่งกลางระหว่างส่วนหัวและหน้าอก จะโป่งพองเห็นได้ชัด แสดงว่าเหยี่ยวล่าเหยื่อได้อย่างประสบผลในตอนเช้า กินอิ่มเก็บสะสมอาหารไว้ในกระเพาะพัก (crop) อย่างเต็มที่ รอเวลาที่จะหยุดพักในช่วงเย็นและกลางคืน เมื่อไม่มีแสงแดดและลมร้อนหนุนส่ง ก็จะย่อยอาหารที่เก็บไว้ เปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน และไขมันสะสมไว้ภายในตัว เผื่อไว้ใช้ยามยาก เมื่อล่าเหยื่อไม่ได้

แม้เหยี่ยวจะน้อยไม่เท่าเทียบเดือนตุลาคมที่เหยี่ยวอพยพจะเคลื่อนทัพใหญ่มาถึงภาคใต้ นับเป็นโอกาสดี มีเวลามากมายที่จะได้เรียนรู้การจำแนกชนิด เพศและอายุของเหยี่ยวอพยพ เนื่องจากเหยี่ยวนกเขาเหล่านี้ความแตกต่างของชุดขนระหว่างเพศ และระหว่างนกตัวเต็มวัยและวัยเด็กที่เพิ่งจะออกจากรังมาเผชิญโลกเป็นปีแรก ถ้ายืนนิ่งๆ หรือนั่งเงียบๆบนลานนับเหยี่ยว เหยี่ยวบางตัวอาจเผลอเรอ วางใจบินเข้าใกล้ ห่างจากตัวไม่เกิน 2-3 เมตร จนสามารถส่องเห็นรายละเอียดของชุดขนได้ชัดเจน ความสนุกอยู่ตรงนี้ จำแนกชนิดได้แล้ว บอกได้ไหมว่าเหยี่ยวแต่ละตัวที่บินผ่านกล้องดูนกไปน่ะ เพศหรืออายุเท่าไหร่ สำหรับเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน จุดแยกของเพศและอายุดูไม่ยาก ตัวผู้ ม่านตาสีแดงเข้ม ตัวเมีย ม่านตาสีเหลืองสด ทั้งสองเพศล้วนแต้มสีน้ำตาลไหม้บนช่วงอก ปลายปีกสอบเรียวแหลม คล้ายเหยี่ยวปีกแหลม (falcon) นั้นมีสีดำ ส่วนวัยเด็กแม้ว่ารูปลักษณ์จะคล้ายกับเหยี่ยวตัวเต็มวัย ถอดแบบจากเบ้าหลอมเดียวกัน แต่บนอกจะมีลายขีดและลายขวางเต็มไปหมด ปลายปีกแหลมแต้มสีน้ำตาล แทนที่จะเป็นสีดำสนิท



เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน วัยเด็ก


เหยี่ยวอพยพบางชนิด เป็น flock migrant อพยพรวมกันเป็นฝูง เช่น เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน เมื่อพบลมร้อน จะบินมารวมกันเพื่อพักปีกและไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนลมร้อนหมดแรง ก็จะแตกกระจายคล้ายสายน้ำ เรียกว่า สายธารเหยี่ยวอพยพ แต่ยามหิว จำเป็นต้องไล่ล่าหาเหยื่อรองท้อง เหยี่ยวจะแยกย้ายกันไปหาเหยื่อ เช่น แมลง กิ้งก่า หรือกบ อาหารโปรดของเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนที่ถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์จนมีชื่อเล่นว่า frog hawk ที่มีอยู่มากมายในสวนปาล์ม สวนยาง ตลอดรายทางบนเส้นทางการอพยพเหนือภาคใต้ ความหิวเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมให้เหยี่ยวต้องหยุดพัก และเริ่มปฏิบัติการเอาชีวิตรอดด้วยการล่าเหยื่อ หากสัญชาติญาณที่ปลูกฝังมานับแสน นับล้านปี กำหนดว่าเหยี่ยวแต่ละชนิดจะเลือกล่าเหยื่อชนิดใด ใช้กรงเล็บตะครุบไว้แล้วจิกจะงอยปากอันโค้งงอแหลมคม ลงบนตัวเหยี่ยว ฉีกออกเป็นชิ้นๆ สะดวกต่อการกินเป็นคำๆ ไม่ว่าจะโตเต็มวัย หรือเด็กวัยละอ่อน ล้วนตระหนักรู้ในสมองก้อนน้อยๆ อันพร่องรอยหยัก กว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ว่าเหยื่อแบบใด ล่าได้ กินได้ หรือไม่ควรเสียเวลาไล่ล่าให้สิ้นเปลืองพลังงาน หากประสิทธิผลในการล่าแต่ละครั้ง จะต่างกันระหว่างเหยี่ยวโตและวัยละอ่อน ด้วยประสบการณ์ที่ต้องฝึกฝนเพิ่มพูนตามอายุ สำหรับเหยี่ยววัยเด็ก โอกาสรอดชีวิตจึงขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ในฐานะนักล่า ที่ไม่มีใครมาสั่งสอน ต้องลองผิดลองถูกด้วยตนเอง เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “คัดเข้า” และ “คัดออก” ของธรรมชาติในนามของวิวัฒนาการ


ติดตามผลการนับเหยี่ยวอพยพ เขาเรดาร์ที่ www.facebook.com/ThaiRaptorGrouP.TRG

หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 08/03/2012 2:31 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ทัพหน้ามาแล้ว!


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


เหยี่ยวและนกอินทรีอพยพในแผ่นพับ


3,768 ตัว! จำนวนของเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนที่นับได้เมื่อวันพุธที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา จากการปักหลักเก็บข้อมูลของอาสมัน อธิ พูร์วันโต อาสาสมัครนับเหยี่ยวของกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรีและสมาชิกของ Raptor Indonesia ที่เหินฟ้ามาจากแดนอิเหนา เพื่อการนี้ตลอด 2 เดือนตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน เพื่อบันทึกจำนวนเหยี่ยวและนกอินทรีอพยพผ่านเขาเรดาร์ ไว้เปรียบเทียบกับข้อมูลในปีก่อนๆ ว่าจำนวน และเงื่อนเวลาการเดินทางเปลี่ยนแปลง ผันแปรไปตามสภาพภูมิอากาศหรือไม่ อย่างไร นับเป็น Big day บ่งบอกว่าทัพหน้าของเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน มาถึงเมืองไทยแล้ว เพื่อนต่างพันธุ์ที่อพยพมาด้วยกันบนเส้นทางอพยพสายอีสาน-ตะวันออก และสายเหนือ-ตะวันตก ได้แก่ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น เหยี่ยวผึ้ง และดาราหน้าใหม่ เพิ่งปรากฏกายเมื่อวันพุธที่ผ่านมาคือ เหยี่ยวนกเขาชิครา เหยี่ยวประจำถิ่นทำรังวางไข่ในประเทศไทย สถานภาพในหนังสือคู่มือดูนกไทยว่า breeding resident หากการสำรวจเหยี่ยวอพยพที่เขาเรดาร์ ระบุว่าประชากรบางส่วนอพยพย้ายถิ่น หนีหนาวตามบรรดาเพื่อนต่างสายพันธุ์จากแดนเหนือลงใต้ด้วย ชิคราอพยพผ่านเขาเรดาร์ และเขาดินสอ (จุดชมเหยี่ยวอพยพชั้นยอดอีกแห่งของเมืองไทย) ในฤดูกาลอพยพต้นหนาวทุกปี สำหรับสัปดาห์นี้ จำนวนเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนจะลดลงไปเรื่อยๆ แล้วแทนที่ด้วยทัพใหญ่ของเหยี่ยวผึ้ง ตัวใหญ่ใจเสาะ ผู้ชอบกินน้ำหวาน ทัพหน้าของเจ้าพันธุ์จีนนับเป็นการเปิดเทศกาลดูเหยี่ยวอพยพในภาคใต้อย่างแท้จริง นับจากนี้ ตลอดเดือนตุลาคม ทัพใหญ่ของเหยี่ยวผึ้ง และเหยี่ยวหน้าเทา และทัพหลวงของเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ บวกบรรดาเหยี่ยวและนกอินทรีหายาก ตัวเจ็บๆ ชนิดได้ยินแล้วสะดุ้งกัน อาทิ เหยี่ยวนิ้วสั้น เหยี่ยวตีนแดง นกอินทรีเล็ก นกอินทรีหัวไหล่ขาว จะเดินทางผ่านภาคใต้แล้ว นับเป็นโอกาสดีที่จะได้ชม และเรียนรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจของชีวิตวิถีที่นักล่าจากแดนไกลต้องเดินทางจากบ้านเกิดไปยังบ้านในฤดูหนาว นับแสนตัวตลอดฤดูกาล ลองนึกภาพ ฝูงเหยี่ยวอพยพ ร่อนเหนือลมร้อน (kettle) กลิ้งผ่านตาไปฝูงแล้วฝูงเล่า หรือยามลมร้อนหมดกำลัง ฝูงเหยี่ยวกระจายตัวแตกเป็นแถวตอนคล้ายสายน้ำ (streaming out) หรือสายธารเหยี่ยวอพยพ (river of raptors) นับร้อย นับพันตัว บินผ่านไปไม่ขาดสาย ตลอดวัน อาจมีหยุดบ้างยามเผชิญอุปสรรค เช่น พายุฝน



เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเหยี่ยวอพยพ


ในฐานะที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นแหล่งประชุมทัพ ที่เหยี่ยวอพยพสายอีสานและสายตะวันตกมาบรรจบกันกลายเป็นทัพใหญ่มุ่งหน้าผ่านจังหวัดชุมพร ประตูสู่ภาคใต้ และเป็นการต้อนรับบรรดาอาคันตุกะจากแดนไกล ในฐานะ Freedom ambassador ฑูตแห่งเสรีภาพ ด้วยธรรมชาติสรรค์สร้างปีกไว้ให้นกโบยบินตามใจถวิล เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ที่ร้องเรียกเพรียกหาอิสรภาพ ทางองค์การบริหารส่วนตำบลไชยราช และบ้านทรายทอง ที่เขาเรดาร์ตั้งอยู่ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ จัดงานเทศกาลดูเหยี่ยวอพยพ เขาเรดาร์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม ศกนี้ บนลานนับเหยี่ยวอพยพเขาเรดาร์ ตรงข้ามกับศูนย์บริการทางหลวงเขาโพธิ์ เพื่อให้นักท่องเที่ยว เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้สัมผัสด้วยประสบการณ์ตรงเ เมื่อประทับใจแล้วก็ง่ายต่อการกระตุ้นให้สนใจใคร่เรียนรู้ จนเข้าใจ และหวงแหนในฐานะที่เหยี่ยวเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และทรัพยากรทางธรรมชาติของส่วนรวม วันเสาร์แวะเขาเรดาร์ วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม ไปชมเหยี่ยวกันต่อที่ชุมพร เทศบาลตำบลท่ายางและ ททท. สำนักงานชุมพรจัดเทศกาลต้อนรับเหยี่ยวอพยพประจำปี ที่สนามกีฬาหมู่บ้านตำบลท่ายาง อำเภอเมือง



เหยี่ยวผึ้ง ตัวผู้


หากประทับใจแล้วอยากเรียนรู้เกี่ยวกับเหยี่ยวอพยพเพิ่มเติม ก็อ่านในแผ่นพับเผยแพร่ ที่ททท. และกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี จัดทำไว้แจกให้ศึกษาด้วยตนเอง ตลอดเดือนตุลาคม ที่ศูนย์บริการทางหลวงเขาโพธิ์จะมีนิทรรศการแสดงภาพงามๆ แนมเกร็ดน่ารู้ ของนกนักล่าในประเทศไทย อาทิ เหยี่ยวอพยพ นกอินทรี อาคันตุกะฤดูหนาว หรืออีแร้ง ผู้ทรงศีลแห่งนภากาศด้วยกินซากสัตว์ที่ตายแล้วเป็นอาหาร รวมทั้งนิทรรศการแสดงขั้นตอนการฟื้นฟูสุขภาพของนกนักล่าเพื่อปล่อยคืนธรรมชาติ โดยหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สื่อให้เห็นว่าแม้จะเป็นนักล่า ก็อาจตกเป็นเหยื่อของภัยธรรมชาติ เนื่องจากขาดอาหาร จนหมดแรงบิน หรือที่น่าสงสารไปกว่านั้น คือ กลายเป็นเหยื่อของความไม่รู้ ความกลัวโดยปราศจากเหตุผลของคนบางคนที่อาจถือว่านกนักล่าบางชนิด เช่น นกแสก เป็นสื่อแห่งความตาย ทำร้าย ไล่ยิงให้บาดเจ็บต้องเข้ารับการบำบัดรักษาให้กลับมาแข็งแรงและกลับคืนธรรมชาติ บ้านที่นกนักล่าเหล่านี้ควรจะอยู่ ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ป่าและเมตตาต่อสัตว์ป่าอย่างแท้จริง ไม่ใช่อ้างว่า “รัก” แต่จับสัตว์ป่ายัดเข้ากรงขัง หรือพรากมาจากป่า เพื่อนำมาเลี้ยงตอบสนองความอยากของตัวอย่างผิดธรรมชาติ และผิดกฏหมาย ถึงนักดูนกหรือนักท่องเที่ยวที่สนใจการถ่ายภาพเหยี่ยวอพยพ ชมเหยี่ยวแบบสบายๆ @เขาเรดาร์และท่ายาง ชื่นชอบความท้าทายเชิญที่ @เขาดินสอ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพรครับ!

หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 08/03/2012 2:42 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Big Days!


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน ตัวผู้


50,000 กว่าตัว! จำนวนนับอย่างน้อยตลอด 26 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม ที่ทีมนับเหยี่ยวอพยพ @เขาเรดาร์ของกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี นำโดย Asman Adi Purwanto หนุ่มน้อยแดนอิเหนา สมาชิก Raptor Indonesia และอาสาคนไทย ที่ผลัดกันมาช่วยงานเท่าที่มีเวลาว่าง เช่น นักดูนกท้องถิ่นอันมีนิวาสถานอยู่ที่อำเภอบางสะพาน ห่างจากเขาเรดาร์ 50 กิโลเมตรนามว่าพี่แดง บางสะพาน และนิสิตช่วยงาน ลูกศิษย์ของผมที่ผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปช่วย หากกำลังสำคัญของทีม กลับเป็นชายวัยกลางคน คนท้องถิ่นแห่งหมู่บ้านไชยราช คุณประพิณ บัวสงค์ ฉายาลุงพันลี้ ด้วยอุปนิสัยใคร่รู้ ไม่ยอมให้อายุหรือคุณวุฒิมาเป็นเครื่องกีดขวาง หากมีโอกาสและความตั้งใจ จากชาวบ้านที่มีวิถีชีวิตภายในเรือกสวนไร่นาหล่อเลี้ยงครอบครัว นึกสนุกกับบรรดาเหยี่ยวอพยพที่เสมือนเป็นอาคันตุกะต้นหนาว ผ่านบ้านเกิดทุกปี ปัจจุบันนับเป็นนักดูเหยี่ยวได้อย่างเต็มภาคภูมิ รู้จักและขานชื่อเหยี่ยวอพยพ 6 ชนิดหลัก อย่างไม่ขัดเขิน ช่วยชี้ชวนให้นักท่องเที่ยว นักดูนกและนักถ่ายภาพนก มองเห็นเหยี่ยวอพยพที่ร่อนลมร้อนอยู่ไกลๆ ว่าใกล้เข้ามาเแล้ว ไม่ว่าใครได้พบลุงพันลี้คงต้องทึ่ง อึ้งกับความสามารถเฉพาะตัว ไม่ต้องอาศัยกล้องส่องนกกำลังสูงๆ ไม่ว่าจะ 8x หรือ 10X ลุงพันลี้ไม่สน แค่เหยี่ยวปรากฏกายลิบๆ ไกลนับกิโลเมตร เสมือนยุงหรือฝุ่นกลางฟ้า เหนือสวนปาล์มและดงยาง หน้าลานนับเหยี่ยว ไม่เคยแม้สักตัวเดียวที่จะคลาดสายตาพญาอินทรีของลุงพันลี้ หลายครั้ง นักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปชมเหยี่ยวอพยพ ฟังเสียงขานจากลุงพันลี้ ยังอดคิดไม่ได้ว่าโม้ หรือ กุเอาเองหรือเปล่า หากพอรอสักระยะ เหยี่ยวที่ลุงพันลี้มองเห็น บินดาหน้ากันเข้ามาใกล้ จนส่องเห็นด้วยกล้องส่องนกนั่นแหละ จึงถึงบางอ้อว่า สายตาอันคมกริบไม่แพ้เหยี่ยวของลุงพันลี้นั้นของจริง ไม่ได้โม้ 26 วันนับเป็นเพียงการเริ่มต้น ตามเป้าทีมนับจะปักหลักนับเหยี่ยวจนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน อันเป็นช่วงท้ายของฤดูกาลอพยพต้นหนาว เป็นเวลา 65 วัน ให้รู้กันไปเลยว่าตลอด 2 เดือนเต็มเหนี่ยว จะมีเหยี่ยวอพยพผ่านเขาเรดาร์ มุ่งสู่ภาคใต้ กี่ตัวกันเชียว จากข้อมูลการนับเหยี่ยวอพยพ ตลอด 1 เดือน เมื่อพุทธศักราช 2551 หรือ 3 ปีก่อน โดยคุณจตุพร สวัสดี นับทุกวันตลอดเดือนตุลาคม จนถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน มีผมไปช่วยนับเฉพาะสุดสัปดาห์ พบเหยี่ยวอพยพ 20 ชนิด ผ่านเขาเรดาร์ นับได้ 129,123 ตัว เป็นจำนวนอย่างน้อย เนื่องจากเหยี่ยวบางตัว คงหลงหูหลงตาไปบ้าง ด้วยเขาเรดาร์ ห่างจากชายทะเลอ่าวไทยกว่า 15 กิโลเมตร เหยี่ยวบางตัวบินเลียบเลาะทะเลเป็นหลัก ชวนให้คิดว่าแล้วปีนี้ ปีน้ำหลากมากมายมหาศาล จะพบเหยี่ยวอพยพจำนวนเท่าไหร่กัน



เหยี่ยวผึ้ง ตัวผู้


อย่างที่ทราบกันแล้วว่า ในช่วงต้นฤดูกาลอพยพ เหยี่ยวอพยพตัวเอก อันเป็นกองทัพหน้าที่มาแล้ว คือ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน นับได้ 21,389 ตัว บ่งบอกว่าทัพหน้าของเหยี่ยวอพยพผ่านไปแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม ทัพใหญ่ของขาใหญ่ใจเสาะ เยี่ยงเหยี่ยวผึ้งก็บุกถึงเขาเรดาร์แล้วด้วยจำนวน 9,270 ตัว ไล่ประชิดจำนวนนับของเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนมาติดๆ ด้วยจำนวนเหยี่ยวผึ้งทั้งหมด 14,681 ตัว นับว่าวันที่พบเหยี่ยวอพยพมากกว่า 1000 ตัว เป็น Big day ที่คนชื่นชอบชมการอพยพของเหยี่ยวตั้งตารอ ซึ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางวันฟ้าฝนไม่เป็นใจกลายเป็น slow day บรรดาคอเหยี่ยวพากันห่อเหี่ยว คอแห้งผากไปตามๆ กัน รูปแบบการอพยพของเหยี่ยวผ่านเขาเรดาร์ ผันแปรวันต่อวันตามสภาพภูมิอากาศในพื้นที่และทิศทางของลม วันที่ลมเปลี่ยนทิศ มีลมหนาวจากแดนเหนือ พัดมาจากทะเล หรือมีพายุฝนกรรโชกแรง ตั้งด่านรอเหยี่ยวด้านหน้า เหยี่ยวจะเปลี่ยนเส้นทางการบินเพื่อหลบหนีภัยธรรมชาติอันเป็นอุปสรรคระหว่างการเดินทาง หันหน้าเข้าหาแผ่นดิน มุ่งสู่เนินเขาที่จะมีลมปะทะภูเขา ช่วยดันตัวสูงขึ้นยามที่ลมร้อนอ่อนล้าพ่ายแพ้ความชื้นจากม่านฝน ปรากฏการณ์เช่นนี้ จะพบเห็นเหยี่ยวบินตรงดิ่งเข้าหาหน้าลม อย่างไม่กลัวเกรงลมปะทะหน้า (head wind) ด้วยด้านล่างแนวปีกมีลมปะทะภูเขาช่วยพยุงตัวไว้ พอมาถึงเขาเรดาร์ที่มีร่องเขาขนาบด้วยเขาโพธิ์ทางฟากตะวันตก ทั้งเหยี่ยวเล็ก เช่น เหยี่ยวนกเขาเชื้อชาติจีน หรือเหยี่ยวผึ้ง จะพุ่งโฉบ โดยไม่ต้องกระพือปีก ใช้แรงลมหนุนตัวให้พุ่งไปข้างหน้า เอื้อโอกาสถ่ายภาพยากๆ เมื่อเหยี่ยวอพยพบินต่ำกว่าสายตาของคน และมีฉากหลังสีเขียว เนียนตา อันท้าทายการบันทึกภาพของเหยี่ยว ทั้งความเร็ว ฉากหลังเข้มอันยากต่อการตามโฟกัสตัวเหยี่ยว ส่องเห็นใบหน้าและม่านตาของเหยี่ยวได้จะๆ แจ่มๆ ระบุเพศของเหยี่ยวกันเลย นับว่าเป็นการดูนกระดับขั้นนำ advanced birding ก้าวพ้นระดับเบื้องต้นด้วยการจำแนกชนิดของนกเท่านั้น ณ เวลานี้ สถานที่ที่จะพบเห็นปรากฏการณ์ Bird’s eye view เช่นนี้ ทอดตาทั่วแผ่นดิน ไม่ใช่เรื่องยากบนเขาเรดาร์และเขาดินสอ.

หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 08/03/2012 2:53 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Born to be WILD!


คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ถ่ายภาพติดบัตรก่อนปล่อย


32 วัน เหยี่ยวอพยพ 60,188 ตัว เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม โดยดรีมทีมกอปรด้วย อาสมัน อธิ พูร์วันโต นายกำชัย กิจศิลป นิสิตอาสาและลุงพันลี้ จำนวนที่นับได้นี้ยังน้อยนัก หากเทียบกับทัพหลวงของเจ้ากะปอม เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ ยามทัพใหญ่เหินฟ้ามาเยือนน่านฟ้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดชุมพรพร้อมลมหนาว หรือลมว่าว แค่ 3 ทิวาก็อาจตีตลบจำนวนนับของทัพหน้า เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน จอมกินกบ และเหยี่ยวผึ้ง ยักษ์ใหญ่ใจเสาะ ที่บวกกันแล้ว ปีนี้นับได้กว่า 50,000 ตัว และเคลื่อนทัพผ่านประตูสู่ภาคใต้ ลงไปเรื่อยๆ จนสายเหยี่ยวที่เขารามโรม จังหวัดนครศรีธรรมราช รายงานการพบเหยี่ยวผึ้งฝูงเล็กแล้วเช่นกัน



อาสาสมัครนับเหยี่ยว อาสมัน อธิ พูรวันโต , ภาพ : กำธร จันทร์สุวรรณศร


เป็นอันว่าทัพหน้าของเหยี่ยวอพยพ 2 ชนิดหลักผ่านไปแล้ว สำหรับเหยี่ยวผึ้งปรากฏว่าปีนี้ผิดแผนจากข้อมูลเดิมที่จะอพยพผ่านเขาเรดาร์สูงสุด วันที่ 8-9 ตุลาคม กลับถาโถมกันมาเต็มฟ้าเขาเรดาร์ ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม ด้วยจำนวน 9,270 ตัว ทำให้บรรดาคอเหยี่ยว นักถ่ายภาพที่เดินทางไปร่วมงานเทศกาลดูเหยี่ยวอพยพเขาเรดาร์ 2554 หงอยไปตามๆ กัน กระนั้นตลอด 2 วันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีเหยี่ยวผึ้ง ตัวใหญ่บินมาให้เชยชม สร้างความฮือฮา ตื่นตาตื่นใจให้เด็กๆ ที่อบต.ไชยราช และอบต.ทรายทอง พากันขึ้นมาร่วมกิจกรรมส่องดูเหยี่ยวอพยพ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับของดีในบ้านของตนเอง งานนี้ ทาง ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ทั้งระดับอำเภอและอบต. ร่วมด้วยช่วยกันจัดงานเล็กๆ แบบเรียบง่าย ได้รับเกียรติจากท่านอภินันท์ จันทรังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธาน มาด้วยเสื้อหลายหลากสีนกบินบนฟ้า นับว่าบรรสานสอดคล้องกับแก่นของเทศกาลดูเหยี่ยวอพยพที่รณรงค์ให้คนเราสนใจ และชื่นชมเหยี่ยวอพยพในฐานะสัตว์ป่าคุ้มครอง ด้วยการศึกษาเรียนรู้จากกล้องส่องนก ไม่จำเป็นต้องเบียดเบียนหรือพรากอิสรภาพของเหยี่ยวอพยพ สัญลักษณ์ของเสรีภาพ อันมนุษย์ทุกผู้เพรียกหา วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม เพื่อตอกย้ำความเป็นสัตว์ประเสริฐ มนุษย์ใจสูง หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยคุณวรายุทธ นิลผึ้ง หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขากระปุก-เขาเตาหม้อ ปล่อยเหยี่ยวนกเขาชิครา ตัวผู้ ที่ฟื้นฟูจนแข็งแรง กลับคืนธรรมชาติ ณ เขาเรดาร์ อันตั้งอยู่บนเส้นทางอพยพผ่านของเหยี่ยวนกเขาอพยพขนาดเล็ก สีสวยด้วยแผ่นหลังเทาแกมฟ้า ม่านตาสีแสดแจ๋



นักเรียนส่องดูเหยี่ยวอพยพ ,ภาพ : กำธร จันทร์สุวรรณศร


ก่อนที่เจ้าชิคราตัวน้อยจะได้คืนบ้านที่มันควรจะอยู่ อู่เคยนอนในธรรมชาติ เด็กๆ ที่ไปร่วมงานได้เห็นอย่างใกล้ชิด ว่าเหยี่ยวนั้น ทำไมจึงถูกตราว่าเป็นนักล่า มีอาวุธอันคมกริบ เช่น จะงอยปากและกรงเล็บ แล้วจึงปล่อยมันสู่ฟ้ากว้าง ไปดำรงชีวิตด้วยตนเอง ซึ่งถึงพร้อมด้วยสุขภาพแข็งแรง บินคล่องแคล่ว และพฤติกรรมที่ยังหวาดระแวงคน ตอกย้ำต่อเด็กๆ ว่าสัตว์ป่า คือ ชีวิตในธรรมชาติอันมีอิสรภาพเป็นหมายแห่งชีวิต มิใช่วัตถุ หรือสิ่งไร้ความรู้สึกไว้รองรับความอยากครอบครอง หรือความรักจอมปลอม หรือสักแต่แอบอ้าง ของคนบางคนที่อยากเท่ห์ ซื้อหามาเลี้ยง ภาพที่เหยี่ยวนกเขาชิครา โผบินออกจากอุ้งมือของเด็กชายคนหนึ่งที่ใจกล้ารับเป็นคนมอิสรภาพให้นักล่าตัวน้อย หากมือไม้สั่นแบบสั่นสู้ละกระมัง (ฮา) นับเป็นภาพที่ควรจะเกิดขึ้นและเป็นไปให้สัตว์ป่าใช้ชีวิตในบ้านของตนเอง ในฐานะมนุษย์ที่เมตตาต่อสัตว์ป่าอย่างแท้จริงมิใช่หรือ



โผสู่อิสรภาพ ภาพ : กำธร จันทร์สุวรรณศร


นับจากนี้ ทัพหลักที่สาม จะมีตัวละครตัวใหม่ เป็นเหยี่ยวขนาดย่อมในสกุล Butastur อพยพจากแดนไกลจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก ไม่แพ้สองชนิดแรก ด้วยรูปลักษณ์เพรียว จากโคนปีกจรดปลาย สอบเรียวคล้ายเปลวเทียน หัวโต หางยาว จนได้ฉายาว่า “เหยี่ยวหน้าเทา (Gray-faced Buzzard)” ด้วยตัวผู้มีหน้าเทา (อันส่อความลำเอียงทางเพศในการตั้งชื่อสัตว์ ที่ถือเพศผู้เป็นหลัก) กองหน้าของหน้าเทาน่าจะมาถึงเขาเรดาร์ภายในสุดสัปดาห์นี้ และถั่งโถมกันมานับหมื่นตัวภายในช่วงเวลาแคบๆ แค่ 2 สัปดาห์จนถึงสุดสัปดาห์ที่ 4 แล้วจะถึงเวลาของการลั่นกลองรบของทัพหลวง ปวงฝูงกะปอม หงอนยาวตัวดำขาว จะพากันกลิ้งและเรียงแถวตอนเป็นสายธารเหยี่ยวอพยพ ให้บรรดานักนิยมนกในธรรมชาติทึ่ง อึ้งและประทับใจกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่หนึ่งปีมีครั้งเดียว เมื่อฝูงเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำนับพันตัว ลอยละล่องบนท้องฟ้าเคลื่อนจากเหนือลงใต้ ไปกับลมหนาวฝูงแล้วฝูงเล่านับหมื่นตัวต่อวัน


Do not believe it until you experience it before your own eyes!

หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   รายงานเหยี่ยว   ตอบกระทู้    thairaptorgroup.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> เวบบอร์ดหลัก ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, 4
หน้า 4 จากทั้งหมด 4

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ ไม่สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group  ท  phpBB Theme by Tim Blackman
Forums ©




Copyright 2005 © thairaptorgroup.com
All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest Copyright 2005 © by thairaptorgroup.com
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke with Thai Forum Mods Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.26 วินาที
IPBNuke theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004