Welcome to thairaptorgroup!Thai Raptor Group
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Top Tenยอดนิยม   
thairaptorgroup.com :: ดูกระทู้ - ... ประสานักดูนก ...

  กลุ่มผู้ใช้งาน  ·   ข้อมูลส่วนตัว  ·  เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ  ·   เข้าระบบ     



... ประสานักดูนก ...
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, 4  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   รายงานเหยี่ยว   ตอบกระทู้    thairaptorgroup.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> เวบบอร์ดหลัก
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 28/04/2009 11:07 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Migration Magic

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย นสพ.ไชยยันตร์ เกษรดอกบัว
วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11369 มติชนรายวัน


ภาพโดย บรรพต กิติกิ่งเลิศ


ฤดูหนาวที่ผ่านมา ไม่มีข่าวใหญ่ ข่าวดังในวงการดูนกสักเท่าไหร่ นกใหม่ นกหายากเงียบหายจ้อย หากก่อนสงกรานต์ วันปีใหม่ไทยที่เพิ่งผ่านมาแบบทั้งร้อน (แบบแดงเกินดี!) ทั้งเย็นคละเคล้ากัน กลับมีข่าวดังกระพือวงการให้ตื่นเต้นขึ้นมาอีก ช่วงนี้เป็นฤดูกาลอพยพผ่าน (passage migration) ของนกอพยพ ใช้ประเทศไทยเป็นทางด่วนเชื่อมต่อระหว่างถิ่นอาศัยในฤดูหนาว และถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์ ที่นกอพยพทุกตัวหมายมาดจะเดินทางไปถึงถิ่นที่ทำรังวางไข่ตามชีวิตวิถี เมื่อวันเสาร์ที่ 11 เมษายนศกนี้ ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม นักถ่ายภาพนกกลุ่มหนึ่ง ปักหลักถ่ายภาพนกอพยพผ่านหลายชนิดที่กำลังแวะพุทธมณฑลอย่างกับจุดแวะพักทางด่วนนั่นแหละครับ "สัปดาห์ที่ผ่านมา นกจับแมลงหายากระดับห้าดาว เช่น นกจับแมลงคิ้วเหลือง หรือนกสวยๆ ชวนตะลึง เช่น นกแซวสวรรค์ก็โผล่โชว์ตัวกันมาแล้ว มาคราวนี้กลายเป็นนกแต้วแล้วตัวแปลกๆเจ้าแต้วแล้วตัวแปลกตัวนั้น หลายคนมองผ่านแวบแรกก็คิดว่าคงเป็นนกแต้วแล้วธรรมดา (Blue-winged Pitta) นกอพยพผ่านที่พบไม่ยากช่วงนี้และเห็นกันจนชินตา " แต่บางคนเอะใจว่าแม้ก้นจะแดงแจ๋ไม่ต่างกัน แต่ทำไมหัวลายหลากสีกว่า จนภาพนั้นผ่านตานักดูนกรุ่นใหม่ไฟแรง นาม ZeaKoel (แปลว่าอะไร .. ถามไถ่เจ้าตัวกันเองนะครับ) จำแนกอย่างไม่กลัวธงหัก (เพราะครานี้ .. ฟันด้วยดาบคมกริบ คือ จำแนกไม่ผิดตัว) ว่าเป็นนกชนิดใหม่ของเมืองไทย และเป็นนกแต้วแล้วชนิดที่ 13 (และชนิดที่ 14 ในไม่ช้า ..) อีกด้วย คือ Fairy Pitta "

ไม่ธรรมดาแน่ๆ ขนาดชื่อยังบ่งบอกสถานะสูงส่งว่า "นางฟ้า" เลย กลายเป็นของขวัญชิ้นโต ที่ลมร้อนช่วงสงกรานต์หอบมาให้ ต่อแถวนกอพยพหลายชนิดที่กำลังเติมรายชื่อนกในเมืองไทยให้เข้าใกล้ 1,000 ชนิด เข้าไปทุกที ประสานกอพยพ ผจญอุปสรรคมากมายนานับประการ ทั้งลม ทั้งฝน ยามต้องหลบลี้หนีอุปสรรคแวะพักกลางทาง นกเหล่านี้ต้องค้นหาแหล่งแวะพักที่มีอาหารให้ยังชีวิตต่อไปจนกว่าจะมีแรงเดินทางต่อ รอจนกว่าฝนฟ้าเป็นใจ ทำให้ดงไผ่ใกล้สวนเวฬุวันในพุทธมณฑลกลายเป็นแหล่งรองรับนกใหม่ชนิดนี้ไปโดยปริยาย เนื่องจากนกแต้วแล้วเป็นนก "พื้น" ที่สถานภาพไม่พื้นๆ เพราะนกแต้วแล้วแต่ละชนิด ถ้าไม่หายากมากๆ ก็หลากสีสันสุดแสบแบบบาดตาบาดใจคนชอบส่อง (นก) ทั้งนั้น ทั้งยังชอบกระโดดหาไส้เดือน หรือหนอนกินบนพื้นดินหรือใต้ใบไม้แห้ง ให้เห็นกันเหน่งๆ หากอดทนพอ "พุทธมณฑลจึงเป็นสถานที่แวะพักระหว่างทางของนกอพยพผ่านที่สำคัญใกล้กรุงเทพฯ เรียกว่า migration trap หรือกับดักทางธรรมชาติระหว่างอพยพที่นกต้องแวะพักผ่อนก่อนเดินทางต่อ" สภาพพื้นที่หลากหลาย ทั้งป่าละเมาะ ดงไผ่ คูคลอง มีอาหารให้กินมากมาย กระทั่งเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ ยังหลบลี้หนีฝนฤดูร้อน แวะเติมพลังงานที่สวนแห่งนี้ด้วยเมนูเด็ด หนอนผีเสื้อบนต้นคูนเหลืองอร่าม ประสานักดูนกเขาว่าไว้ expect the unexpected! ยิ่งช่วงอพยพผ่านนี่แหละ อะไรก็เป็นไปได้ ด้วยมนตราของการอพยพ "Fairy Pitta" ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pitta nympha แปลอย่างทื่อๆ แต่ตรงใจว่านกแต้วแล้วที่สวยปานนางฟ้าหรือเทพธิดา ก็คงไม่ผิดความจริงนัก ปกติทำรังวางไข่ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ในประเทศจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น หนีหนาวไปอาศัยบนเกาะบอร์เนียวเท่านั้น ภูมิภาคอุษาคเนย์ตั้งอยู่ในเส้นทางอพยพระหว่างบ้านสองหลังของเทพธิดาน้อยติดปีกหลากสีตัวนี้ หากคงมีจำนวนน้อยนิดจนในอดีตไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน แต่ก็ได้ประโยชน์จากกิจกรรมดูนก/ถ่ายภาพนกที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ในบ้านเราที่เป็นเสมือนสำรวจนกในธรรมชาติไปในตัว แถมเป็นกิจกรรมยามว่างที่ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ป่า แค่ส่องดูเพื่อจำแนกชนิด และศึกษาพฤติกรรม แล้วบันทึกด้วยภาพถ่ายไว้เป็นที่ระลึก ไม่ต้องไปซื้อหานกป่านำมาขังในกรงอย่างผิดเจตจำนงค์ของธรรมชาติและผิดกฎหมาย .."ช่วงนี้เดินเล่นในสวนสาธารณะ อย่าลืมพกกล้องดูนกไปด้วยนะครับ อาจจะประสบพบ Migration Magic บ้างก็ได้ใครจะรู้ .."


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:50 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 18/05/2009 11:06 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Migration Magic (2)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11376 มติชนรายวัน



มนตราแห่งการอพยพคงความขลังเสมอ สำหรับนกในธรรมชาติที่ดำรงชีวิตด้วยสัญชาตญาณเป็นหลัก เมื่อต้องใช้ชีวิตต่างถิ่นสองที่เป็นประจำทุกปีด้วยการอพยพย้ายถิ่น นกฝากชีวิตไว้กับแรงปีกของตน และสัญชาตญาณการอพยพตามฤดูกาล ช่วงนี้เป็นฤดูกาลอพยพผ่านปลายหนาว (spring migration) ที่นกอพยพมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ถิ่นผสมพันธุ์ทางเหนือ นับเนื่องไปตั้งแต่ประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอาจไกลโพ้นถึงถิ่นไซบีเรียของประเทศรัสเซีย อันเคยหนาวยะเยือกด้วยเกล็ดหิมะ ก้อนน้ำแข็งของฤดูหนาวที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ ณ บัดนี้ไปจนถึงอีกหลายเดือนจนกว่าฤดูใบไม้ร่วงจะมาเยือนแดนเหนืออีกครั้ง นกอพยพที่โชคดีถึงที่หมาย จะจับจองเป็นเจ้าของพื้นที่เล็กๆ สำหรับทำรังวางไข่ หากกว่าจะถึงที่หมาย ถิ่นอาศัยแวะพักระหว่างทางเป็นปัจจัยกำหนดและเอื้อที่สำคัญต่อนกอย่างมาก ว่าการเดินทางประจำปีจะครบรอบทั้งอพยพขาล่องและขาขึ้นได้ดั่งตั้งใจหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ "แม้จะเป็นสวนสาธารณะใกล้เมืองใหญ่ เช่น พุทธมณฑล แต่เป็นแหล่งแวะพักระหว่างทางที่สำคัญ ที่เอื้อเฟื้อให้นกอพยพ ทั้งอาหาร น้ำ และสถานที่พักผ่อนยามปีกล้า หลบซ่อนจากศัตรูผู้ล่าต่างๆ เช่น เหยี่ยว" นอกจากนกแต้วแร้วชนิดใหม่ที่เป็นข่าวครึกโครมช่วงสงกรานต์แล้ว นกอพยพนานาชนิดล้วนอาศัยพักพิงพุทธมณฑลเป็นบ้านพักชั่วคราว บางตัวเป็นนกหายาก ระดับห้าดาวที่ทั้งปีอาจพบเพียงไม่กี่ครั้ง เช่น "นกจับแมลงคิ้วเหลือง" หนึ่งเหตุนั้นเพราะเป็นนกอพยพผ่าน มาเร็ว ไปเร็วเพียงแค่แวะเติมเต็มพลังงานก็จรลีโลดแล่นต่อ อย่างเจ้า "แต้วแร้ว Fairy Pitta" ถ่ายภาพกันได้ตั้งแต่ 11 เมาายน วนเวียนหากินในดงไผ่ ให้คนดูนก ถ่ายภาพนกได้อิ่มเอมกับความหลากสีแค่นับวันได้ พอวันเสาร์ที่ 18 เมษายน ก็หายตัวไปเสียแล้ว ทำเอาหลายคนที่ตามไปดูช้าไปนิด อกหักกันไปทั้งบาง!

นี่แหละสีสันของการดูนกอีกมุมหนึ่ง ที่ใช่ว่าจะสมหวังเสมอไป มีครั้งหน้าเสมอแบบที่ฝรั่งเปรยปลอบใจตนเองว่า always next time (แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้นะ...ฮา) หากข่าวที่ผมได้ยินมาจากเขาบอกว่าเจ้าหลากสีตัวน้อยนี้ยังวนเวียนอยู่แถวนั้นน่ะแหละ จะหาเจอกันหรือไม่ก็คงต้องขยันหมั่นเดินส่องดูกันหน่อยละครับ ใช่ว่าเจ้าแต้วแร้วจะเป็นพระเอกขโมยซีนของแดนพุทธมณฑลอยู่ตัวเดียว สัปดาห์ที่ผ่านมานกอพยพผ่านนานาชนิดปรากฏตัวให้ดูกันจุใจจนคนดูนกหักห้ามใจไม่ได้ แวะเวียนกันไปดูนกในสวนกันแทบจะทุกวัน เพราะช่วงนี้อะไรก็พานโผล่ตัวกันได้ ประสา migration magic น่ะครับ นอกเหนือจากนกจับแมลงคิ้วเหลือง (Narcissus Flycatcher) นกหายากระดับวงกลมสีฟ้าในหนังสือคู่มือดูนกของคุณหมอบุญส่ง ยังมี "นกแซวสวรรค์" (Asian Paradise Flycatcher) "นกเดินดงสีคล้ำ" (Eye-browed Thrush) และที่เคยมีรายงานพบแล้วในสวนสวรรค์ของนกอพยพแห่งนี้ เช่น "นกเดินดงสีเทาดำ"(Siberian Thrush) "นกกระเบื้องคอขาว" (White-throated Rock Thrush) โดยเฉพาะ "นกจับแมลงตัวเล็กๆ ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่พอกำมิดในมือกลุ่มนี้ จริงๆ กว่า 8 ชนิดพบกันแล้ว เช่น นกจับแมลงตะโพกเหลือง (Yellow-rumped Flycatcher) นกจับแมลงสีน้ำตาลแดง (Ferruginous Flycatcher) นกจับแมลงดำอกสีส้ม (Mugimaki Flycatcher) และนกจับแมลงหลังสีเขียว (Green-backed Flycatcher)" ด้วยเหตุนี้เพียงสวนสาธารณะใกล้กรุงเทพฯ อย่าง "พุทธมณฑล สามารถพบนกถึง 168 ชนิด" ตามที่นักดูนกยอดขยันนามว่า ultraman ยอดมนุษย์ รวบรวมไว้ "ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ" หากก๊วนนกอพยพผ่านนี่แหละ เป็นผู้สร้างสีสันและกระตุ้นนักดูนกจนกล้ามเนื้อกระตุกถี่แบบ twitching จนต้องไปเดินในสวนแห่งนี้อยู่เนืองๆ วรรคทองแห่งห้วงเวลาอพยพผ่านจะทอดยาวไปอีกไม่นานนับจากนี้ เมื่อพ้นผ่านเดือนพฤษภาคม นกอพยพส่วนใหญ่ที่โชคดีรอดชีวิตจากอุปสรรคนานัปการจะเดินทางถึงที่หมายปลายทางเพื่อทำรังวางไข่ แล้วการเดินทางรอบใหม่ในฤดูกาลอพยพต้นหนาวก็จะเริ่มขึ้นอีกครั้ง

หมายเหตุ : สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชมีโครงการพ่อแม่อุปถัมภ์สัตว์ป่าของกลางจากการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่จำเป็นต้องเลี้ยงดูระหว่างการพิจารณาคดี สนใจติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติฯ ที่ webmaster@dnp.go.th


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:55 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 18/05/2009 11:14 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Fairy Pitta

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันตร์ เกษรดอกบัว fvetchk@ku.ac.th
วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11383 มติชนรายวัน


Fairy Pitta : บรรพต กิติกิ่งเลิศ


"นกแต้วแล้วชนิดใหม่ของเมืองไทย เช่น "Fairy Pitta" จนบัดนี้ยังไม่มีชื่อเสียงเรียงนามแบบไทยๆ เลย" แม้จะคิดว่าชื่อเป็นเพียงชื่อ หากในชื่อมีความหมายสื่อนัยยะได้ ก็เพราะชื่อ-สกุลมิใช่หรือที่มนุษย์เช่นเราอุตส่าห์คิดค้นชื่อขึ้นมาเรียกสิ่งหนึ่งสิ่งใด จึงบอกความแตกต่างของวัตถุสิ่งของได้ ยิ่งถ้าชื่อหนึ่งชื่อนั้นสามารถสื่อความชัดเจนย่อมควรคิดให้มีนัยยะเอื้อการเรียนรู้และเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งนั้น ก่อนอื่นขอแจงสักนิดว่า "นกแต้วแล้ว" เขียนได้ 2 แบบ หนึ่งถือตามราชบัณฑิตยสถาน สะกดคำว่า แร้ว ด้วย ร เรือ คือ นกแต้วแร้ว สองถือตามคู่มือนกเมืองไทยของ "คุณหมอบุญส่ง เลขะกุล บิดาแห่งวงการดูนกไทย" ใช้ ล ลิง ว่า นกแต้วแล้ว ดังนั้น จะอ้างอิงหรือใช้แบบใดก็ตามแต่อัธยาศัย ส่วนเจ้าแต้วแล้วหน้าใหม่ไฉไลตัวนี้ นักดูนกบางคนเรียกตามๆ กันมาว่า "นกแต้วแล้วนางฟ้า" บ้าง "นกแต้วแล้วหลากสี" บ้าง ชื่อแรกแปลอย่างถอดความ หรือโดยพยัญชนะจากชื่ออังกฤษ หากรอบคอบในการคิดแล้ว ออกจะเสี่ยงให้งุนงงต่อคนช่างสงสัยไม่น้อย



นกแต้วแล้วธรรมดา : ศุภลักษณ์ กลับดี


"นางฟ้า" ทั้งคำไทยและคำอังกฤษ มี "เพศ" ยิ่งใช้คำว่า "นาง" (แนมแบบเนียนๆ อีกว่าแต่งงานแล้ว ถ้าเป็นนกแต้วแล้วสาวๆ ล่ะ?) ติดตัวมาด้วย แล้วอย่างนี้ไม่ชวนให้คิดหรือว่า นกแต้วแล้วชนิดนี้มีเฉพาะเพศเมียหรือไง ถ้าเป็นเช่นนั้น ป่านนี้คงสูญพันธุ์หมดแล้วมั้ง จะเรียกนกตัวผู้ว่า "นกแต้วแล้วนายฟ้า" พ่อแต้วฯ คงทำตาปะหลับปะเหลือกน่าดูนิ (ฮา) ส่วนชื่อสองว่า "หลากสี" ออกจะเก๋เท่ชวนให้จินตนาการ สื่อสีสันของนกแต้วแล้ว "นับสีบนตัวนกกันจะพบว่านกแต้วแล้วชนิดนี้เหมือนถูกละเลงด้วยเบญจรงค์บวกหนึ่ง คือ สีดำ แดง ฟ้า เขียว น้ำตาลอ่อน และน้ำตาลเข้ม คลับคล้ายคลับคลากับนกแต้วแล้วอีกชนิดที่มองเผินๆ แล้วเหมือนกันอย่างแพะกับแกะ (แต่ก็ไม่ใช่อยู่ดี!) คือ "นกแต้วแล้วธรรมดา" (Blue-winged Pitta)" ซึ่งสาเหตุที่ตั้งชื่อดาษๆ แบบนี้เพราะพบเห็นบ่อยสุดในบรรดานกแต้วแล้ว 13 ชนิดในบ้านเรา "ชื่อจึงสื่อนัยยะของความชุกในการพบเห็นนกในธรรมชาติ" ซึ่งเป็นหลักการตั้งชื่อนกประการหนึ่ง นอกนั้นชื่อนกอาจ "สื่อลักษณะเด่นของ "ชุดขน"" เช่น "นกแต้วหูยาว นกแต้วแล้วลาย นกแต้วแล้วสีน้ำเงิน นกแต้วแล้วอกเขียว" และ "นกแต้วแล้วท้องดำ" สื่อถึง ""รูปลักษณ์"" (jizz/gesture) เช่น นกแต้วแล้วยักษ์ ""ถิ่นอาศัยหรือพื้นที่การแพร่กระจายพันธุ์"" เช่น "นกแต้วแล้วป่าชายเลน"หรือ ""เป็นเกียรติแด่บุคคล"" (Eponym) อาทิ นักปักษีวิทยา กษัตริย์และราชสกุล ลูกเมียของเพื่อนหรือแม้แต่นายธนาคารก็เคยมี เช่น "Gurney"s Pitta" หรือ "นกแต้วแล้วท้องดำ" "บางชนิดสื่อนัยยะสองอย่างในชื่อเดียว" เช่น "นกแต้วแล้วเขียวเขมร นกแต้วแล้วแดงมลายู" บ่งบอกทั้งสีสันและถิ่นอาศัยด้วย (แม้อาจจะชี้นำให้เข้าใจผิดได้ว่านกอาศัยอยู่เฉพาะในเขมรและมลายูหรือ หากสื่อแนวคิดของคนตั้งชื่อว่ามองในมุมกว้างและห่างจากตัวตน เพราะในทางกลับกันก็ใช่ว่านกแต้วแล้ว 2 ชนิดนี้จะพบทั่วไปในบ้านเราหากจำกัดอยู่ตามแนวรอยต่อของประเทศข้างต้นเท่านั้น) หรือบ่งบอกสีสันและรูปลักษณ์ เช่น "นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำเงิน" และ "นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาล" เมื่อมีคู่คล้ายชวนให้สับสน ระหว่าง "Fairy Pitta" และ "นกแต้วแล้วธรรมดา" ชื่อที่จะเรียกหากันในวงการดูนกควรสื่อนัยยะชี้ชัดความแตกต่าง ไม่คลุมเครือ ใช้เปรียบเทียบระหว่างคู่คล้ายให้ชัดเจนและง่ายต่อการจำแนกชนิด แง่มุมหลักอย่างหนึ่งของการดูนกอย่างสนุกสนานท้าทาย"หากสังเกตภาพของนกแต้วแล้วสองชนิดนี้ที่หลากสีเหมือนกันไม่มีเพี้ยน จะเห็นความแตกต่างที่เด่นชัด 3 ประการ ได้แก่ คิ้ว ขนสีฟ้าหรือน้ำเงินบนปีก และสีน้ำตาลบนอกและท้อง"

คงต้องอดใจรอและร่วมลุ้นว่าบรรดากูรูในวงการปักษีวิทยาบ้านเรา ในนามคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลนกว่าจะขนานนามนกแต้วแล้วนางฟ้าหน้าใหม่ตัวนี้ว่าอะไรครับ


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:57 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 18/05/2009 11:21 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(2)

คอลัมน ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11390 มติชนรายวัน


นกลอยทะเลคอแดง
ภาพ : ชัยวัฒน์ ชินอุปราวัฒน์


นกทั่วโลกมีมากกว่า 9,000 ชนิด นักปักษีวิทยามีหลักการตั้งชื่อนกแต่ละชนิดอย่างไรให้สื่อความและนัยยะเพื่อบ่งบอกตัวตนหรือความแตกต่างระหว่างนกแต่ละกลุ่ม สกุล ซึ่งอาจจะมีความคล้ายของชุดขน พฤติกรรม ถิ่นที่อยู่ หรือเสียงร้อง จากความเดิมตอนที่แล้ว ในเรื่องชื่อไทยของนกแต้วแล้วชนิดใหม่ Fairy Pitta ขอขยายความเรื่องเหตุที่มาแห่งชื่อของนก นัยยะของการสื่อความหมายในชื่อนกจัดเป็นกลุ่มได้หลายอย่าง ได้แก่ ลักษณะของชุดขน หรือรูปลักษณ์ (jizz/gesture) เช่น ขนาดลำตัว สีสัน ลวดลาย เป็นเกียรติแด่บุคคล ทั้งที่บุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ หรือเทวดา นางฟ้า นางไม้ในเทพนิยาย หรือเทพปกรณัมกรีก-โรมัน ชื่อท้องถิ่นของคนพื้นเมือง เช่น ภาษาถิ่นของแต่ละภาค (รู้จักนกกอหลอกันไหมครับ) ถิ่นอาศัยหรือพื้นที่การแพร่กระจายพันธุ์ เช่น สถานที่พบนกเป็นครั้งแรก ถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์ พฤติกรรมของนก ประเภทของอาหารที่นกกิน หรือเสียงร้องของนก มีไม่น้อยที่ชื่อเหล่านี้ แม้ไม่สื่อตรงแบบเข้าใจทันทีหากต้องจินตนาการและศึกษาหรือพบเห็นนกตัวเป็นๆ นั่นแหละ ถึงจะแวะบางอ้อ ว่านักดูนกรุ่นเก่าหรือชาวบ้านท้องถิ่นรู้จัก "เล่น" คำกับความหมาย โดยไม่ผิดข้อเท็จจริงแม้แต่น้อย หากย้อนคิดสักนิด สังเกตนกตัวนั้นให้ละเอียดขึ้นอีกสักหน่อยก็จะเข้าใจในเจตนาและนัยยะของชื่อนก ในบรรดานัยยะของชื่อข้างต้น การตั้งชื่ออิงอ้างลักษณะของชุดขนหรือรูปลักษณ์ จะมีจำนวนมากที่สุด (ลองนับดูครับว่ากี่ชนิดในบรรดานกไทย) อาทิ "นกปากกบ" มีปากกว้างอย่างกับปากกบ "นกกระจิ๊ด" ตัวเล็กกระจิริด "นกกระจ้อย" ก็บ่งบอกขนาดตัวจิ๋วไม่แพ้กัน "นกปีกแพร" เป็นพวกนกเดินดงอาศัยบนดอยในป่าดิบ มีขนปีกมีสีม่วงหรือสีเขียวสวยเนียนดั่งกับผ้าแพร บางชนิดมีแต้มหรือแถบของชุดขนที่คล้ายคลึงภาชนะหรือวัตถุที่คุ้นตาของคนเรา เลยถูกเรียกให้งงเล่น เช่น นกอุ้มบาตร ต่อให้เป็นบาตรสำหรับเณรก็คงไม่เบาพอจะให้นกตัวเล็กๆ เช่นนี้ "อุ้ม" ได้หรอก "หากแถบสีดำบนอก รูปร่างคล้ายบาตรพระ ทำให้นกต้อง "อุ้ม" บาตรไปชั่วชีวิต"

บางชื่อบ่งบอกพฤติกรรมของนกอันแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม เช่น "นกไต่ไม้" มักไต่ตามเปลือกไม้ของลำต้นไม้ใหญ่อย่างคล่องแคล่วว่องไว "นกมุ่นรก" ไม่ได้หมกมุ่นกับอะไรอื่นนอกจากป่าอันรกชัฎ เพราะถิ่นอาศัยที่สำคัญของนกกลุ่มนี้ตามประสานกป่าและนกดอย "นกหัวขวาน" ชอบเจาะ เคาะต้นไม้ด้วยจะงอยปากหนาและตรงปานสิ่ว แล้วโขกหัวลงไปเสมือนสับขวาน เพื่อค้นคุ้ยหาตัวหนอนที่แอบซ่อนอยู่ใต้เปลือกไม้ "นกอีเสือ" ดุร้ายไม่แพ้นกนักล่า เช่น เหยี่ยวหรือนกอินทรี แม้จะเป็นนกตัวเล็กและไม่มีกรงเล็บอันคมกริบ หากล่าสัตว์อื่น อาทิ กิ้งก่า กบหรือแมลงอย่างดุดันอำมหิตไม่แพ้กัน หรือพฤติกรรมน่าเวียนหัวของนกชายเลนชนิดหนึ่ง ชอบว่ายบนน้ำทะเลหรือน้ำกร่อยในนาเกลือ ว่ายวนเป็นวงกลมน่าเวียนหัว เพื่อไล่บรรดาแมลงบนผิวน้ำหรือใต้น้ำให้แตกตื่น จะได้มองเห็นและจิกกินได้ง่าย จึงถูกขนานนามว่า "นกลอยทะเล" บางชื่อได้สดับแล้วอาจชวนให้จั๊กจี้หรือหูกระดิกเพราะสองแง่สามง่าม ตามประสาอารมณ์ชวนขันของคนรุ่นก่อน เช่น นกเด้าลม หรือนกเด้าดิน เพราะนกพวกนี้ยามเดินหาอาหารบนพื้นดินมักจะกระดกก้นและหางขึ้นลง หรือส่ายหางไปมาซ้ายทีขวาที แล้วจะมีคำไทยโดดๆ คำไหนเหมาะกว่าคำว่า "เด้า" ล่ะครับ สั้น กระชับและได้ใจความ! หรือนกตัวเล็กๆ ยาวไม่เกินสามข้อนิ้วมือ ในป่าดิบบนดอยสูง ชั่วชีวิตอาจจะเดินและวิ่งมากกว่าบิน มักมุดหลบซ่อนตัวในพงไม้รกชัฎ ที่เรียกกันว่า "นกจู๋เต้น" หรือ "นกจุนจู๋" ก็นกพวกนี้อยู่อาศัยในที่แน่นทึบ ปีกว่าสั้นแล้ว หางยิ่งสั้นจุ๊ดจู๋ ตัวก็เล็กปานนั้น แต่เสียงดังลั่นปานกระดิ่ง "หากนักดูนกได้เห็นก็ "เต้น" ด้วยความตื่นเต้นตามประสาเหมือนกันเพราะใช่ว่าจะได้เห็นตัวกันง่ายๆ .. ฮา"


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 1:00 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 01/06/2009 10:24 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(3)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว fvetchk@ku.ac.th
วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11397 มติชนรายวัน


นกกินปลีอกเหลือง


หลักการตั้งชื่อนกตามประเภทของอาหารที่นกกิน นับว่ามีประโยชน์ต่อนักดูนก โดยเฉพาะบรรดามือใหม่ ชื่อนกชวนให้คิดและพินิจถึงที่มาของชื่อนั้น เป็นการบอกกลายๆ แบบแนบความให้รู้ว่านกกินอะไรเป็นอาหาร แม้จะไม่ครอบคลุมอาหารทั้งหมดก็ตาม เช่น เหยี่ยวแมลงปอ นกล่าเหยื่อที่ตัวเล็กที่สุดในโลก มักเกาะนิ่งรอคอยแมลงปอ จั๊กจั่น ด้วงหรือแมลงชนิดอื่นบินผ่านกิ่งไม้แห้งแล้วบินไปจับมาฉีกกินที่คอนเดิม หรือ เหยี่ยวค้างคาว เหยี่ยวหายากตัวกลั่นเฉพาะที่ภาคใต้ บินล่าค้างคาวยามพลบค่ำ บางชื่อบ่งบอกประเภทของอาหารแล้วยังแฝงขนาดของทั้งเจ้าของชื่อและเหยื่อไปในตัว เช่น เหยี่ยวนกกระจอก และ เหยี่ยวนกเขา เป็นนกล่าเหยื่อในสกุลเดียวกัน หาก เหยี่ยวนกกระจอกมีรูปลักษณ์บอบบางกว่าเหยี่ยวนกเขา มักล่านกเล็กๆ เช่น นกกระจอก นกกระจาบ นกกระจิบหรือสัตว์อื่น เช่น กิ้งก่า จั๊กจั่น ดังนั้น คำว่า "นกกระจอก" ในชื่อเหยี่ยวจึงเป็นเสมือน สัญลักษณ์เชิงเปรียบเทียบหรือมาตรวัดว่าเหยี่ยวนกกระจอก เล็กกว่าเหยี่ยวนกเขา ที่อาจสามารถล่านกเขา นกพิราบ หรือแม้กระทั่งหนูนา หรือกระรอก กระแตในป่าด้วย ในกลุ่มนกล่าเหยื่อหรือนกนักล่า ใช้ประเภทของอาหารเป็นหลักในการจัดแบ่งอนุกรมวิธานหลายตัวทีเดียว ทั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็น เหยี่ยว (Hawk) ในภาษาไทย แม้ว่าบางสกุลควรจะเรียกว่า นกอินทรี (Eagle) หากถอดความโดยพยัญชนะจากภาษาอังกฤษก็ตาม เช่น เหยี่ยวปลา อาศัยอยู่ตามลำธารในป่าดิบ หรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น อ่างเก็บน้ำ หรือเขื่อน ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Fish-eagle แต่ในภาษาไทย ความแตกต่างของเหยี่ยวและนกอินทรีที่คุ้นเคยกัน คือ ขนาด ถ้าเป็นเหยี่ยว ตัวเล็ก แต่นกอินทรี ตัวใหญ่ มีขนคลุมหน้าแข้งจรดข้อตีนด้วย ทำให้นกล่าเหยื่อบางสกุลจึงสื่อความไม่ตรงกันระหว่างชื่อไทยและชื่ออังกฤษ

ฝรั่งตั้งชื่อตามลักษณะทางกายวิภาค หากคนไทยเรียกตามความคุ้นเคยประสาท้องถิ่น แม้ว่าอาจจะไม่ตรงตามหลักการของฝรั่งคิดและตราไว้ หากสื่อความได้ชัดเจนไม่แพ้กัน เช่น เหยี่ยวปลา เหยี่ยวกิ้งก่า เหยี่ยวผึ้ง เหยี่ยวขาว เหยี่ยวดำ หรือเหยี่ยวแดง นอกเหนือจากนักล่าแล้ว นกชนิดอื่นๆ อีกมากที่ชื่อ สื่อนัยยะของอาหารที่นกกิน นกนานาชนิดกินอาหารจิปาถะ ทั้งพืชและสัตว์ ตั้งแต่เมล็ดพืช แมลง ลูกไม้ น้ำหวานหรือสัตว์อื่นๆ แม้จะไม่ใช่นกนักล่าก็ตาม ความรู้เรื่องอาหารของนกช่วยการจำแนกชนิด และจัดนกเป็นกลุ่มๆ ง่ายต่อการจดจำและเปรียบเทียบเพื่อเรียนรู้นกตัวใหม่ๆ ต่อไป ในบรรดา นกสวน นกเมืองที่อาจพบในสวนหลังบ้าน หรือสวนสาธารณะกลางเมืองใหญ่ยามดอกไม้บานสะพรั่ง คือ นกกินปลี ที่มีจะงอยปากยาวโค้ง สอดไส้ด้วยลิ้นเรียว ม้วนกลายเป็นหลอดดูดน้ำหวาน มักพบเกาะบนปลีกล้วยเพื่อดูดน้ำหวาน กระนั้นก็ใช่ว่านกจะช่างเลือกเรื่องมาก เจาะจงเฉพาะปลีกล้วย ดอกไม้ดอกไหนก็ได้ที่มีน้ำหวาน เจ้ากินปลีบินรี่ไปดูดกินทั้งนั้นแหละครับ บางชื่ออ่านแล้วอาจนึกที่มาหรือนัยยะไม่ออก ว่าต้องการจะสื่ออะไร เพราะใช้คำท้องถิ่น เช่น นกกินเปี้ยว เป็นนกกระเต็นชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลหรือป่าชายเลน อาหารอันโอชะของนกกระเต็นชนิดนี้ คือ ปูเปี้ยว ปูทะเลที่อาศัยอยู่ตามป่าชายเลนหรือป่าโกงกาง หรือ นกกินแมลง ที่ชื่อก็บอกโต้งๆ ว่า กินแมลง ไม่กินผัก กินพืชหรือกินเนื้อ แต่อาจสับสนกับนกจับแมลง ที่กินแมลงเหมือนกัน หากพฤติกรรมต่างกันอย่างมาก เพราะ นกกินแมลงเป็นนกพง นกดงจอมมุด หาแมลงกินด้วยการคุ้ยเขี่ย ค้นหาบนใบไม้ หรือตามพื้นล่างของป่า หรือในพุ่มไม้ แต่ นกจับแมลงเป็นนกที่โล่ง จะเกาะกิ่งไม้เหนือพื้นดินหรือสูงจรดเรือนยอดของต้นไม้ จะได้มองเห็นแมลงบินผ่านได้ง่ายๆ แล้วบินไปจับมากิน หากสิ่งเหล่านี้ไม่ยากต่อการเรียนรู้ ถ้ารู้จักสังเกตพฤติกรรมของนกแต่ละกลุ่ม อีกแง่มุมหนึ่งของความสนุกที่ได้จากการดูนกครับ


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 1:03 pm, แก้ไขทั้งหมด 4 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 01/06/2009 10:30 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(4)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย นสพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11404 มติชนรายวัน


นกอีก๋อยใหญ่สวมธงสีก่อนปล่อยคืนธรรมชาติ


ชื่อนกที่ล้อตามเสียงร้องของนกมีหลายชนิด ที่เป็นที่คุ้นเคยของท้องถิ่นมานานหลายชั่วอายุคน เช่น อีกา นกกก นกแก๊ก นกกาเหว่า นกตีทอง เป็นต้น ชื่อนกเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากจินตนาการของคนรุ่นเก่าที่แปลงท่วงทำนองของเสียงนกร้องออกมาเป็นภาษาคำโดดๆ (ตามลักษณะของคำไทยแท้) ที่ง่ายต่อการจดจำ เมื่อได้ยินเสียงนกเพียงครั้งเดียวก็ตาม เสียง กาๆ ที่ปัจจุบันอาจจะไม่คุ้นหูเยาวชนไทยแล้ว เพราะ อีกา นกตัวดำๆ แต่ฉลาดเป็นกรด ลดน้อยถอยจำนวนลงไปมากกว่าแต่เดิม ที่พบเห็นได้ทั่วไทย บางชื่อใช้การเปรียบเทียบจากนกชนิดที่คุ้ยเคย เช่น อีแก ซึ่งก็เป็นนกวงศ์กาเช่นเดียวกับอีกา พบเห็นได้ยากเนื่องจากมีจำนวนน้อย จำกัดพื้นที่เฉพาะในภาคใต้ เช่น จ.ภูเก็ต หากเสียงร้องแปร่งหูคน ต่างจากอีกา จึงถูกเรียกให้รู้ว่าเป็นอีแก ที่ไม่ใช่อีกาบางชื่อแม้จะเลียนเสียงนกร้องได้ตรงตามหูคนไทย ถ้าไม่ได้ศึกษาทำความรู้จักนกจากหนังสือคู่มือดูนก หรือได้ยินเสียงนกตัวจริงร้องในธรรมชาติก็อาจงุนงงได้ง่ายๆ เช่น ชื่อของ นกเงือก สัญลักษณ์ของป่าดิบอันอุดม นกกก หรือ นกกาฮัง นกเงือกขนาดใหญ่ที่ส่งเสียงร้องประกาศฉายาของตนเอง แม้เสียงร้องของนกกกจะเหมือนนกเอื้อนเบาหวิวแผ่วล้า หากส่งเสียงทอดสำเนียงไปได้ไกลหลายร้อยเมตร เพราะนกมักจะร้องอยู่บนเรือนยอดไม้สูง หรือ นกแก๊ก นกเงือกตัวเล็กๆ ส่งเสียงแหลม แก๊ก-แก๊ก-แก๊ก ซ้ำๆ กันเจี๊ยวจ๊าวรวมกันหลายตัวในฝูงเล็กๆ พวก นกโพระดก ก็มีชื่อชวนให้คิดถึงที่มาว่าคนตั้งล้อเสียงใดหรือ เช่น นกตีทอง นกโพระดกตัวเล็กสุดในเมืองไทย ยามจะประกาศอาณาเขตแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของโพรงน้อยในกิ่งไม้ หรือจะชักชวนตัวเมียให้ร่วมหอลงโรง จะเกาะเด่นบนต้นไม้หรือสายไฟฟ้า โก่งคอขัน ต๊งๆๆ กังวานไกลไปสามบ้านแปดบ้าน เขาว่าเสียงนี้คล้ายช่างตีเหล็กที่กำลังตีแผ่นทอง หรือ นกตั้งล้อ นกโพระดกขนาดใหญ่ที่สุดในบ้านเราที่เป็นพวกนกดง นกดอย หาใช่นกบ้าน นกเมือง เช่นนกตีทอง ส่งเสียงร้องว่า ตั้ง-ล้อ จึงได้ชื่อนั้นมาง่ายๆ โดยไม่แฝงความแยบคายใดๆ แม้แต่น้อย แต่ก็คงงงหากได้ยินเป็นครั้งแรกและไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ

แม้ในนกกลุ่มเดียวกันที่มีวิวัฒนาการร่วมกันในกลุ่มนกคัคคู เช่น นกกาเหว่า และ นกกะปูด แต่เสียงร้องกลับแตกต่างกันสิ้นเชิง แม้ว่าชื่อของนกจะเรียกล้อตามเสียงร้องก็ตาม บางชื่อผิดแผกเหมือนอ้างอิงตำราต่างเล่ม เพราะการรับรู้ผ่านประสาทหูของคนฝรั่งและคนไทย สร้างจินตภาพต่อเสียงนกที่ได้ยินต่างกันออกไป แม้จะเป็นนกชนิดเดียวกัน คนไทยเรียกชื่ออย่าง ฝรั่งเรียกอีกอย่าง เช่น นกอีก๋อย (Curlew) เป็นนกชายเลน ขนาดใหญ่ที่มีจะงอยปากยาวโค้งโน้มลงสู่ดิน คนไทยฟังเสียงแล้วก็บอกนกร้องว่า "ก๋อยๆๆ" แต่ฝรั่งไพล่ได้ยินไปอีกอย่างว่า "เคิร์ล-ลู" หรือ "เคอร์-ละ-ยู" แบบนี้ใช่ว่าจะเป็นพวกฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด หากเป็นฟังได้ศัพท์สองคำต่างภาษา ไม่มีผิดถูกกระไร หรือ นกมูม นกพิราบป่าขนาดใหญ่ ที่อิริยาบถสุภาพเรียบร้อยตามประสานกพิราบ ส่งเสียงทุ้มนุ่มเฉื่อยๆ ว่า มูมๆๆ ไม่ได้มูมมามกินลูกไม้จนเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเหมือนพวกนกปรอดหรือนกเอี้ยงที่จิกกินลูกตำลึงสุกสีแดงจนเปรอะจะงอยปาก จะเห็นว่านกหลายชนิด ส่งเสียงร้องบอกนามของตน แม้นกจะไม่รู้หรอกว่าคนเราเรียกชื่อตัวตนว่าอย่างไร หากเสียงของนกสื่อสัญญาณเพื่อประกาศอาณาเขตและการร้องหาคู่ผสมพันธุ์ แต่คนเรา โดยเฉพาะนักดูนกใช้เสียงนกเป็นเสมือนสะพานลา ช่วยจำชื่อ ยิ่งได้ยินเสียงจากประสบการณ์จริงในธรรมชาติ ยิ่งเข้าใจแจ้งถึงเหตุแห่งการตั้งชื่อ อีกทั้งยังช่วยค้นหาตัวนก ยามได้ยินแต่เสียงแต่ไม่พบเห็นนกที่อาจหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า และเป็นตัวช่วยจำแนกชนิดที่ชุดขนคล้ายกัน หากเสียงร้องต่างกันออกไปเป็นเอกลักษณ์ต่างตัว


ดังนั้น การเรียนรู้เรื่องเสียงร้องของนกช่วยเติมเต็มอีกแง่มุมหนึ่งการดูนกให้สนุกขึ้นด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์ด้วยตนเอง

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 1:05 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 09/06/2009 10:12 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(5)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันตร์ เกษรดอกบัว
วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11411 มติชนรายวัน



"นักดูนกอาจสงสัยว่าชื่ออังกฤษของนก เหตุใดช่างแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของตัวนก" เช่น Blyth"s Kingfisher, Jerdon"s Baza, Pallas"s Fish-eagle, Gould"s Frogmouth หรือนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ซึ่งเป็นนกนางแอ่นเฉพาะถิ่นที่ไม่มีรายงานพบที่อื่นใดบนโลก ยกเว้นเมืองไทย "ชื่อนกเหล่านี้เป็นการให้เกียรติบุคคล เรียกว่า eponym เป็นที่นิยมในแวดวงนักปักษีวิทยาหรือผู้ค้นพบนกชนิดใหม่ต่างๆ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ เช่น สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) เยอรมนี ฮอลแลนด์ หรือฝรั่งเศส"ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งการล่าอาณานิคมกำลังเฟื่องฟู มีการค้นพบดินแดนใหม่ๆ เปิดโอกาสให้ศึกษา สำรวจและค้นพบพรรณพืชและสัตว์ป่านานาชนิด "การตั้งชื่อตามบุคคลไม่ใคร่นิยมนักในชื่อนกที่เป็นภาษาไทย" นกทั่วโลกมีกว่า 10,000 ชนิด (ไม่สามารถกำหนดจำนวนที่แน่นอนได้ เพราะแม้แต่นักปักษีวิทยาต่างกลุ่ม ต่างสมาคมก็ยังถกกันไม่เสร็จว่า "เท่าไหร่" กันแน่) "ประมาณ 20% ใช้หลักการตั้งชื่อด้วย eponym นี่แหละ แต่สำหรับนกไทย มีนก 35 ชนิดเท่านั้น ใช้ชื่ออังกฤษเรียกตามชื่อคน"บุคคลที่ได้รับเกียรติให้ชื่อไม่ตายไปกับตัวนั้น อาจจะมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ หรืออาจจะเป็นเพียงเหล่าตัวละครหรือบรรดาเทพเทวดาในเทพนิยายของชาวกรีก-โรมัน ในยุคแรกๆ ของศตวรรษที่ 19 ผู้ค้นพบนกชนิดใหม่ ในอดีตนับพันชนิด เนื่องจากมีดินแดนรอการสำรวจอีกมาก จากเดิมแหล่งกำเนิดและศูนย์รวมอารยธรรมและความเจริญสมัยใหม่ (ของยุคเก่า)

"ในการเดินทางล่องเรือทะเลไปยังดินแดนต่างๆ เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของอาณานิคมของพวกฝรั่งมังค่า เจ้าหน้าที่ทหาร หรือนายแพทย์ประจำเรือรบเหล่านั้น ที่มีความสนใจธรรมชาติรอบตัว จึงกลายเป็นนักธรรมชาติวิทยาหรือนักปักษีวิทยาสมัครเล่น" ยามว่างจากการปฏิบัติหน้าปล้นชิงแผ่นดินจากคนพื้นเมือง ก็สำรวจ เก็บข้อมูล เมื่อพบนกตัวที่สงสัยว่าไม่เคยมีการศึกษามาก่อนหรือรูปลักษณ์แปลกๆ ก็จัดการยิงให้ตายแล้วสตัฟฟ์เป็นตัวอย่างนกส่งมาให้นักปักษีวิทยาที่ทำงานในพิพิธภัณฑ์หรือมหาวิทยาลัยในประเทศมหาอำนาจต่างๆ จะว่าโหดก็ไม่ผิดกระไรนัก แต่ถือว่าการยิงนกเพื่อเก็บตัวอย่างสะสมในพิพิธภัณฑ์เป็นวิถีปกติที่ยอมรับทั่วไปในอดีต เช่นเดียวกับการล่าสัตว์ป่าเพื่อความต้องการของมนุษย์ หากไม่มีความจำเป็นแล้วในปัจจุบัน เพราะมีทางเลือกอื่นในการศึกษานก เช่น การตรวจพันธุกรรมจากขนนกหรือเนื้อเยื่อบางส่วน โดยไม่จำเป็นต้องปลงชีวิตของนกทั้งตัว "จากกิจกรรมการสำรวจและสะสมตัวอย่างเกิดขึ้นไปพร้อมกับการล่าอาณานิคม ประเทศที่มีเครือข่ายการสำรวจด้วยเรือทะเลในสมัยนั้น กลายเป็นมหาอำนาจในการสร้างองค์ความรู้ทางปักษีวิทยาไปด้วยโดยอัตโนมัติ" หากสนใจใคร่รู้ลองพลิกคู่มือดูนกไทย จะผ่านตาบรรดาชื่อบุคคลดังต่อไปนี้ เช่น Blyth, Gould, Jerdon, Hogdson หรือ Tritram

นับว่าชาวอังกฤษเป็นมหาอำนาจอย่างแท้จริง "เฉพาะชื่ออังกฤษของนกไทยจำนวน 998 ชนิด ตั้งชื่อเป็นเกียรติแด่คนอังกฤษกว่า 20 ชนิด" โรคภัยไข้เจ็บและภยันตรายจึงเป็นอุปสรรคที่เลี่ยงไม่ได้ สำหรับการสำรวจในดินแดนใหม่ ไม่เคยถูกสำรวจหรือรู้จักกันมาก่อน เช่น ป่าดิบชื้นในเขตศูนย์สูตรที่อุดมด้วยสัตว์ป่าและโรคร้ายนานาชนิด ด้วยเหตุนี้ในยุคแรกของการตั้งชื่อนก นักปักษีวิทยามักจะให้เกียรติบุคคลที่เก็บตัวอย่างได้เป็นคนแรก เพราะยกย่องนับถือในความอุตสาหะและวิริยะ ฟันผ่าอุปสรรคนานัปการจนรอดชีวิตมาได้และทำให้โลกทั้งโลก (ในมุมคิดของฝรั่ง) ได้รู้จักนกชนิดใหม่ตัวนั้นแม้จะเป็นแค่ตัวอย่างนกที่ไร้ซึ่งชีวิตแล้วก็ตาม "ต่อมายุคสมัยเปลี่ยน แนวคิดก็เปลี่ยนตาม ชื่อนกในภาษาอังกฤษ อาจแฝงด้วยผลประโยชน์ ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของฝรั่งเกี่ยวกับนกมากขึ้น" ผลพวงของการกระหายความรู้ทางธรรมชาติที่อาจจะเรียกว่าเป็นผลพลอยได้ด้านดีของยุคล่าอาณานิคมก็ว่าได้ นักปักษีวิทยาจึงอาจตั้งชื่อนกเป็นเกียรติแด่มหาเศรษฐี นายธนาคารหรือราชสกุลที่เอื้อเฟื้อ สนับสนุนการเดินทางสำรวจดินแดนใหม่ หรือดินแดนเก่าที่ค้นพบกันแล้วแต่อาจจะยังมีอะไรหลบซ่อนรอเวลาให้ค้นพบอีกมาก ตามความคิดของนักสำรวจรุ่นนั้น บางทีก็ฮั้วกันชัดๆ ตามประสานักวิชาการต่างตอบแทน แบบสะกิดหลังกันเบาๆ ว่า ไอจะตั้งชื่อนกตัวนี้ให้ยูล่ะนะ ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพ และช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันมา


"เผื่อว่ายูจะคิดแบบเดียวกันกับนกชนิดที่ยูกำลังศึกษาอยู่ซะงั้น!"

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 1:09 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 17/06/2009 11:15 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(6)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันตร์ เกษรดอกบัว
วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11418 มติชนรายวัน



"ชื่อนกไทย โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ นอกจากสื่อนัยยะของรูปลักษณ์ สีสัน และบุคคลแล้ว หลายชื่อต้องการสื่อสถานที่ ถิ่นที่อยู่หรือภูมิภาคที่พบนกชนิดนั้นๆ เรียกว่า "toponym"" บางชื่อเสมือนไล่เรียงสัญชาติให้กับตัวนก ว่าเกิดที่ไหน ถิ่นอาศัยเป็นอย่างไร เพราะในชื่อกลุ่มนี้สถานที่ที่ระบุถึง อาจจะเป็น "ชื่อประเทศ ภูมิภาค หรือทวีปก็ได้" เมื่อนับย้อนเวลาไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ที่มีปรมาจารย์ลินเนียส (Carl Linnaeus) เป็นผู้บุกเบิกการตั้งชื่อเสียงเรียงนามของสัตว์ต่างๆ การตั้งชื่อนกด้วยสถานที่มักจะเป็นทวีปในโลกเก่า ได้แก่ ยุโรปหรือเอเชีย เช่น European Starling, Asian Stubtail, Asian Golden Weaver หากนกบางชนิดพบได้ทั้งสองทวีป เลยใช้คำประสมของสองทวีปว่า ""Eurasian"" เช่น Eurasian Hobby, Eurasian Spoonbill หรือ Eurasian Jay บ่งบอกว่านกแต่ละชนิดที่กล่าวมา พบแพร่กระจายพันธุ์ทั้งในทวีปยุโรปและเอเชีย หรืออาจจะเล่นคำเลี่ยงความ (เดิมๆ) ไม่ให้ซ้ำซาก ไม่ใช้คำว่า "Eurasian" แต่ใช้คำอื่นสื่อส่วนของพื้นที่บนโลก ในกรณีของนกบางชนิด มีจำนวนมากนับแสน นับล้านตัว อาศัยอยู่ในทวีปหลายทวีปเป็นอาณาเขตกว้างขวางจนครอบคลุมเกือบทั่วทั้งแผ่นดินผืนใหญ่ จึงใช้ภูมิภาคที่ขีดแบ่งด้วยเส้นศูนย์สูตรเป็นไม้กั้น สำหรับนกชนิดที่แพร่กระจายพันธุ์เฉพาะในพื้นที่แถบเหนือ (เส้นศูนย์สูตร) เช่น "Northern Pintail, Northern Goshawk" หรือการใช้ทิศบ่งบอกเชิงเปรียบเทียบระหว่างนกชนิดที่มีสาแหรกสายเลือดใกล้ชิดกันมาก เช่น "Western Marsh Harrier" และ "Eastern Marsh Harrier" โดยเหยี่ยวทุ่งชนิดแรก ทำรังวางไข่ทางทิศตะวันตก ที่ทวีปยุโรปและภูมิภาคเอเชีย ฝั่งตะวันตก (ของทวีปเอเชีย) จึงมีชื่อว่าเหยี่ยวทุ่งพันธุ์ยูเรเซีย หากชนิดหลังอาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก กอปรด้วย เกาหลี จีน และญี่ปุ่น จึงเรียกว่าเหยี่ยวทุ่งพันธุ์เอเชียตะวันออก

ในชื่อที่บ่งบอกนัยยะของภูมิภาค ครอบคลุมประเทศมากกว่าหนึ่งประเทศ เช่น ภูมิภาคอินโดจีนในชื่อ Indochinese Magpie เทือกเขาหิมาลัย เช่น Himalayan Vulture ถิ่นไซบีเรียของประเทศรัสเซีย เช่น Siberian Stonechat, Siberian Blue Robin หรือ Arctic Warbler ที่เขตอาร์ติคหรือขั้วโลกเหนือ ต่อมาในศตวรรษที่ 19 เมื่อลัทธิล่าอาณานิคมแพร่ขยายวงกว้างจากทวีปยุโรปเพื่อสืบเสาะหาแผ่นดินใหม่ ฝรั่งนักตั้งชื่อ (นก) รู้จักประเทศที่เคยสุกสว่างทางวัฒนธรรมนับเนื่องแต่อดีต เช่น จีน หรืออินเดีย ชื่อนกจึงเริ่มสื่อความหลากหลายในนัยยะมากขึ้น "ใช้ชื่อประเทศประกอบในชื่อนก และให้ความสำคัญต่อสถานที่หรือถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์" มากกว่าถิ่นอาศัยในฤดูหนาว เช่น "Chinese sparrowhawk" หรือ "Japanese sparrowhawk" ระบุว่าเหยี่ยวทำรังวางไข่ที่ประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่นตามลำดับ แต่ในปัจจุบันเมื่อความรู้เกี่ยวกับนกแต่ละชนิดเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากมายมหาศาล จึงทราบชื่อเหล่านี้ใช่ว่าจะถูกต้องซะทีเดียว แม้จะไม่ผิดอย่างหนังคนละม้วน เพราะตามข้อเท็จจริง เหยี่ยวนกเขา 2 ชนิดข้างต้นไม่ได้จำกัดขอบเขตการทำรังวางไข่เฉพาะในประเทศจีนและญี่ปุ่น หากในอดีตข้อมูลเหล่านี้มีน้อยกว่าปัจจุบัน และคนตั้งชื่อต้องการเน้นในเชิงเปรียบเทียบระหว่างชนิดที่มีชุดขนหรือรูปลักษณ์คล้ายคลึงกันให้มีชื่อเรียกต่างกัน เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและจัดระบบอนุกรมวิธาน เช่น "นกเขนน้อยพันธุ์ญี่ปุ่น" (Japanese Robin) หรือ "นกภูหงอนพม่า" (Burmese Yuhina) หรือบรรดา "พันธุ์" ต่างๆ ในชื่อนก เช่น นกจับแมลงพันธุ์จีน นกยางกรอกพันธุ์จีน หรือนกยางกรอกพันธุ์ชวา ซึ่งหมายถึงเกาะชวาในประเทศอินโดนีเซีย เช่นเดียวกับ "นกกระจอกชวา" (Javan Sparrow) นกหลุดจากกรง ที่ปัจจุบันนับว่าเป็นนกหายากในธรรมชาติ บางครั้งชาวบ้านเรียกว่า "นกหมอดู" เพราะเคยถูกใช้ในอดีต เป็นเสมือนสัตว์เสี่ยงทาย คาบไพ่ให้หมอดูทำนายทายดวงคน บางชื่อเน้นพื้นที่ที่จำกัดอาณาบริเวณแคบเล็กลงกว่าประเทศหรือภูมิภาค และบ่งบอกลักษณะภูมิประเทศ เช่น เกาะกลางทะเล แม่น้ำ หรือทะเลสาบ เพื่อระบุการแพร่กระจายพันธุ์ว่าพื้นที่นั้นๆ เป็นสถานที่ทำรังวางไข่ หรืออาจจะเป็นแหล่งพบนกเป็นครั้งแรก เช่น "Hainan Blue Flycatcher" ตามเกาะไหหนาน "Mekong Wagtail" หรือนกเด้าลมแม่น้ำโขง นกเฉพาะถิ่นของอุษาคเนย์ พบเฉพาะที่แม่น้ำโขงตอนล่าง ลุ่มน้ำสายหลักกั้นเขตแดนระหว่างลาว ไทยและกัมพูชา


"นกนางนวลแกลบแคสเปียน (Caspian Tern) ที่อ้างถึงทะเลสาบแคสเปียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลางและเอเชียกลาง หรือนกชาปีไหนที่ค้นพบเป็นครั้งแรกบนเกาะนิโคบาร์ในทะเลอันดามัน จึงมีชื่อว่า "Nicobar Pigeon" ด้วยประการฉะนี้"

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 1:12 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 23/06/2009 10:05 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(7)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันตร์ เกษรดอกบัว
วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11425 มติชนรายวัน



การตั้งชื่อนกด้วยภูมิประเทศหรือสถานที่ ให้ความสำคัญต่อถิ่นอาศัยในฤดูร้อนหรือแหล่งทำรังวางไข่ มากกว่าถิ่นอาศัยในฤดูหนาว เช่น ประเทศไทย ที่เป็นเช่นนี้เพราะในอดีตยุคต้นๆ ของการสำรวจ ก่อร่างสร้างตัวขององค์ความรู้ทางปักษีวิทยา เพราะวัฒนธรรมใฝ่รู้ของฝ่ายตะวันตกจะดั้นด้นค้นหาดินแดนใหม่ที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยศึกษามาก่อน ทำให้นกหลายชนิดที่เป็นนกอพยพ ถูกค้นพบในถิ่นอาศัยฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งมักจะเป็นประเทศในเขตอบอุ่น เช่น Wood Sandpiper หรือนกชายเลนน้ำจืด ชื่อไทยบอกอยู่โต้งๆ ว่าเป็น "นกชายเลน" อาศัยอยู่และย่ำโคลนเลนหากินตามแหล่งน้ำจืด เช่น ทุ่งนาน้ำขัง หากชื่ออังกฤษอาจชวนให้งงงวย เพราะสื่อไม่ตรงกัน ใช้คำว่า wood หรือ "ป่าละเมาะ" อันเป็นถิ่นอาศัยฤดูร้อน "นกจะทำรังวางไข่บนต้นไม้ในป่าละเมาะ เรียกว่าผิดฝาผิดตัว ไม่สมรูปนกชายเลนขายาวๆ เดินย่ำเลนเป็นว่าเล่น" ชื่อนกทั่วโลกนับพันชนิด รวมทั้งนกไทยหลายสิบชนิด สื่อนัยยะของลักษณะภูมิประเทศ วัตถุตามธรรมชาติ หรือแม้แต่สิ่งก่อสร้างของมนุษย์ อาทิ ภูเขา เชิงผา แม่น้ำ หนองบึง หาดทราย โรงนา หรือแม้แต่ก้อนหิน!!! "เน้นย้ำความแตกต่างของนกแต่ละกลุ่ม แต่ละสกุลตามลำดับทางอนุกรมวิธาน เพียงแค่ได้ฟังหรืออ่านชื่อนก ก็ช่วยให้เห็นภาพกว้างๆ ของวิถีชีวิตและพฤติกรรมของนกได้ง่ายๆ"

"นกนางแอ่นบ้าน" หรือ Barn Swallow เพราะนกจะทำรังด้วยดินเหนียวยึดเกาะตามผนังของสิ่งก่อสร้าง เช่น บ้าน ศาลาหรือโรงนา แต่นกนางแอ่นอีกสกุลที่มีขนาดเล็กและปีกสั้นกว่านางแอ่นบ้าน อีกทั้งเลือกทำรังตามเชิงผาของภูเขา จึงถูกเรียกว่า "นกนางแอ่นผา" หรือ Crag Martin "นกแสก" เจ้านกเค้าหน้ารูปหัวใจจนดูไปดูมา หน้าเหมือนลิง! ชื่อว่า Barn Owl สื่อนัยยะทั้งสถานที่อยู่อาศัย ทำรังวางไข่แถมแนมด้วยว่าจอมล่าหนูตัวกลั่นในเวลากลางคืนชนิดนี้ พบเห็นได้ทั่วไป ตราบเท่าที่มีโรงนาหรืออาคารต่างๆ ที่เงียบสงัด "นกพิราบ" ที่เราท่านพบเห็นจนชินตา เรียกว่า Rock Pigeon หรือ Rock Dove ก็เพราะว่าในอดีต สมัยที่นกพิราบชนิดนี้ยังไม่แพร่กระจายทั่วโลกตามเมืองใหญ่ๆ เช่นปัจจุบัน นกอาศัยอยู่ในป่าและมักเกาะบนก้อนหิน กระทั่งชื่อไทยแต่สมัยคุณหมอบุญส่งยังเคยเรียกนกพิราบว่า "นกพิราบป่า" ถิ่นอาศัยหรือสภาพแวดล้อมที่มีรูปแบบเฉพาะของนกแต่ละชนิด เป็นผลจากวิวัฒนาการแบบแข่งขันเอาตัวรอดในระบบนิเวศของถิ่นอาศัยนั้นๆ กับนกชนิดอื่นที่อาจจะร่วมสกุล หรือห่างไกลสาแหรกทางสายเลือดโดยสิ้นเชิง ดังนั้น จะพบว่ามีนกร่วมสกุลเลือกอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันไปแต่ละชนิด เช่น ถิ่นอาศัยที่เป็นภูเขาตามแนวเทือกเขาในภาคเหนือและภาคตะวันตก ทุ่งหญ้าหรือที่ราบต่ำในภาคกลาง หรือป่าดิบชื้นที่ราบต่ำในภาคใต้

นกบางสกุลที่มีหลายชนิด ชุดขนคล้ายคลึงแต่ถิ่นอาศัยต่างกัน เช่น นกพิราบป่าขนาดใหญ่ จำพวก Imperial Pigeon นกปรอด นกกระจิบ หรือนกมุ่นรก จึงเรียกชื่อนกบางชนิดในสกุลนั้นๆ ว่า Mountain Imperial Pigeon หรือนกมูม (ตั้งตามเสียงร้อง) นกปรอดภูเขา (Mountain Bulbul) นกกระจิบภูเขา (Mountain Tailorbird) นกมุ่นรกภูเขา (Mountain Fulvetta) "นกเกาะคอน" ยอดนักร้องจำพวก warbler ตัวเล็กๆ มีชุดขนคล้ายกันมากจนบางชนิดต้องนับหรือวัดเส้นขน หรือต้นขา ก็ใช้ลักษณะของถิ่นอาศัยช่วยจำแนกสกุลได้ นกกลุ่มนี้ทำให้นักดูนกหลายคนเบือนหน้าหนีและชั่วชีวิตอาจจะไม่ยอมผินหน้ามาดูนกพวกนี้อีกเลย เพราะไล่ตามส่องดูนกไม่ทัน" บางคนพยายามแล้วจนเกิดอาการ warbler neck จากกล้ามเนื้อต้นคออักเสบที่ต้องแอ่นและเอี้ยวคอส่องดูนกเป็นนานสองนาน แต่ก็หาข้อยุติว่าเจ้าตัวจิ๋วที่ส่องดูอยู่นานชื่อว่าอะไร หากถ้าจดจำจากชื่อทั้งไทยและอังกฤษแล้วนับว่าเริ่มต้นง่ายๆ ก่อน เพราะในชื่อบ่งบอกเสร็จสรรพว่านกแต่ละสกุลจะพบได้ที่ไหนและอย่างไร อาจต่ำระดับสายตาในดงอ้อดงแขม เช่น Reed Warbler หรือนกพง แอบซุ่มพุ่มไม้สูงไม่เกินเอว อย่าง Bush Warbler คือนกกระจ้อย หรืออยู่สูงจนต้องแหงนคอตั้งบ่า


"เพราะนกจะบินไล่จิกแมลงกินบนใบไม้ ในกลุ่ม Leaf Warbler หรือนกกระจิ๊ด"

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 1:15 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 01/07/2009 12:30 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

8

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11432 มติชนรายวัน



ภูมิประเทศ หรือสถานที่ที่สื่อถึงแหล่งอาศัยทั้งเพื่อหากินหรือทำรังวางไข่ สื่อนัยยะอย่างกว้างๆ ว่านกแต่ละชนิด แต่ละสกุลต่างกันอย่างไรในเชิงเปรียบเทียบ ช่วยให้การเริ่มดูนก ที่อาจจะยังไม่คุ้นชื่อนกนานาชนิดกว่า 998 ชนิดทั่วไทย คุ้นเคยและง่ายต่อการจดจำ อีกทั้งยังช่วยจัดนกเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้มองเห็นภาพใหญ่ หรือหากในสกุลเดียวกัน เพื่อเน้นย้ำความแตกต่างของแหล่งอาศัย เช่น นกกระทาทุ่ง และนกกระทาดง ล้วนหากินบนพื้นดิน ไม่ต่างจากไก่แม้แต่น้อย แต่นกกระทาทุ่งเลือกอาศัยอยู่ในพื้นที่โล่ง เช่น ทุ่งหญ้า หรือป่าโปร่ง ส่วนนกกระทาดงอีกหลายชนิด เลือกใช้ชีวิตในป่าดงรกเรื้อ เช่น ป่าดิบชื้นบนดอยสูงของภาคเหนือและภาคตะวันตก หรือป่าดิบที่ราบต่ำในภาคใต้ คำไทยสั้นๆ ห้วนๆ แต่กระชับชวนให้จับใจความได้ง่าย เช่น ทุ่ง ดง พง โคก และสวน ล้วนถูกใช้สื่อนัยยะของชื่อนก เน้นย้ำความแตกต่างของแหล่งอาศัยได้ชัดเจน "ทุ่ง" หมายถึง "ทุ่งนา ทุ่งหญ้ากินบริเวณกว้างขวาง ทัศนียภาพอันชินตาของคนเราประสาชาวบ้าน" เช่น นกตะขาบทุ่ง นกเด้าดินทุ่ง เหยี่ยวทุ่ง ดง คือ ป่าทึบ จะเป็นป่าดิบบนภูสูง หรือที่ราบต่ำก็แล้วแต่ เช่น นกตะขาบดง นกกางเขนดง (ย่อมไม่ใช่นกกางเขนบ้าน) "พง" สื่อ "ลักษณะพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของพืชพรรณที่แยกต่างจากทุ่ง" เช่น นกพง นกแอ่นพง (หรือ "นกแอ่นพุง" ชื่อเล่นในแวดวงดูนก พบนกทีไร จะเกาะสายไฟแอ่นอกโชว์พุง) "โคก" เป็น "พื้นที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึงหรือที่ดอน แต่ยังไม่สูงเทียมฟ้าแบบภูเขาหรือดอย" เช่น นกตบยุงป่าโคก "สวน" หมายรวมถึง "เรือก สวน ไร่แต่ไม่รวมทุ่งนา" หากพบเห็นอยู่ใกล้กันในชุมชนที่มีคนอยู่ เช่น นกปรอดสวน สัญลักษณ์ของนกบ้าน นกสวน หนึ่งในนกสามถิ่น "นกสวน นกท้องนาและนกป่าดง" ของคุณหมอบุญส่ง เลขะกุล

"แต่ละคำสื่อความหมาย บ่งบอกลักษณะภูมิประเทศ สะท้อนวิถีเดิมของชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทย และเมื่อเอื้อนเอ่ยชื่อแต่ละชื่อแล้วชวนให้รู้สึกคุ้นเคยความเป็นท้องถิ่นหรือชุมชนในแต่ละภูมิภาค" ชื่อนกบางชื่อบ่งบอกเชิงเปรียบเทียบของพื้นที่การแพร่กระจายพันธุ์ในระดับภาค" ว่านกแต่ละชนิดพบเฉพาะบางภาคเท่านั้น ไม่พบทั่วประเทศ เช่น นกทึดทือพันธุ์เหนือ พบในภาคเหนือ ตะวันตกและอีสาน แต่นกทึดทือพันธุ์มลายูพบในภาคใต้และภาคตะวันออก แม้ชื่อลักษณะนี้จะไม่ถูกต้องตรงข้อเท็จจริงข้างต้นอย่างเต็มเหยียด หากสื่อความอย่างกว้างๆ และก็ไม่ผิดแบบสุดลิ่มทิ่มประตู นอกจากคำว่า ""พันธุ์มลายู"" อันหมายถึง "คาบสมุทรมลายู กอปรด้วยภาคใต้และประเทศมาเลเซีย" นั้น คำอื่นหรือคำพ้อง (synonym) ที่สื่อความเหมือนกัน สำหรับภาคใต้ ที่พบได้ในชื่อนก คือ "ปักษ์ใต้" เช่น นกปากกบปักษ์ใต้ ในกลุ่มนกชายเลน หลายชนิดใช้แหล่งอาศัยเด่นๆ ที่แผกต่างระหว่างชนิดช่วยสื่อความในชื่อนกบ่อยๆ แม้ว่าในความเป็นจริง นกชนิดนั้นไม่ได้ยึดติดอยู่กับถิ่นอาศัยตามชื่อแบบโงหัวไม่ขึ้น หากอย่างที่แจงไว้แล้วว่าเป็นการขมวดความให้เป็นภาพกว้างๆ เช่น นกชายเลนบึง หรือนกชายเลนน้ำจืด มักพบในทุ่งนาหรือแหล่งน้ำจืด มักไม่พบหากินตามแหล่งน้ำกร่อยหรือน้ำทะเล นกทะเลขาเขียวหรือนกทะเลขาแดง มักพบตามชายทะเล หาดเลนหรือหาดโคลนปากแม่น้ำ และใช่ว่านกชายเลนทุกชนิดจะผูกพันกับหาดเลนตามรอยต่อของชายทะเล จนกลายเป็นชื่อนกกลุ่มนี้ว่า "ชายเลน" นอกเหนือจากแหล่งน้ำจืด เช่น ทุ่งนา หนองหรือบึงแล้ว อาจพบนกชายเลนบางชนิดในป่าดิบ หรือพงรก เช่น นกปากซ่อมดงบนดินแฉะในป่าดิบชื้น หรือนกปากซ่อมพงที่หลบลี้กลางพงหรือทุ่งหญ้า

นกยางควาย ช่างฉลาดเรียนจากแวดล้อมรอบตัว รู้ว่ายามย่ำเยาะตามเจ้าทุยลุยกินหญ้า จนเหยียบย่ำบนกองฟาง จะมีแมลงเล็กๆ บินว่อนหรือสัตว์ตัวน้อยวิ่งเพ่นพ่านจากการเหยียบหรือแรงสะเทือนจากรอยตีนของเจ้าเขาโง้งยาว หาเหยื่อที่แตกตื่นหนีตายเพราะเกรงควายเหยียบได้ไม่ยาก "ดังนั้น ถ้านึกถึงนกยางควาย มโนภาพของท้องทุ่งนาย่อมผุดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ มิใช่ท้องทะเล แหล่งอาศัยของนกยางทะเล ญาติสนิทของเจ้ายางควาย ที่ไม่หากินบนแผ่นดินแต่ใช้โขดหินชายฝั่งเป็นแหล่งอาหาร"


หมายเหตุ : ภาพนกในตอนที่แล้ว คือ นกชายเลนน้ำจืด ไม่ใช่นกยางกรอกพันธุ์ชวา

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 1:19 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 09/07/2009 9:38 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(9)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11439 มติชนรายวัน



ท่ามกลางทุ่งนาที่มีน้ำขัง นกปากซ่อมตัวอ้วนป้อม สีน้ำตาลลายพร้อยผงกหัวขึ้นลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะงอยปากยาวปลายทู่ทิ่มลงในดินโคลน เมื่อรู้สึกตัวว่าถูกเฝ้ามองหรือมีภัยใกล้ตัว นกจะหยุดนิ่งทำตัวแข็งทื่อ หมายจะพรางตัวว่าเป็นแค่วัตถุไม่มีชีวิตให้พ้นภัย หากภัยประชิดใกล้จนรุกล้ำเข้ามาเกินระยะระแวงภัย เจ้าปากซ่อมจะโผบินขึ้นฟ้า ส่งเสียงแอ้กๆๆๆ เป็นจังหวะ บินซิกแซกหวังจะหลอกล่อให้ศัตรูงุนงงกับทิศทางการบินหนีที่ไม่แน่นอน แล้วค่อยบินลงพื้น จุ่มปากทิ่มดินเหมือนเดิม หากพบพานโดยบังเอิญหรือมองดูเผินๆ คงประหลาดใจกับพฤติกรรมของนกเช่นนี้ ทั้งยังชวนสงสัยใคร่รู้ว่าเหตุใดนกทำเช่นนั้น ต่อเมื่อเฝ้าสังเกตอย่างต่อเนื่อง จึงค้นพบคำตอบว่านกกำลังหาอาหาร? พฤติกรรมของนกที่เป็นไปเพื่อหาอาหาร หรือจับคู่ผสมพันธุ์ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสกุล ใช้เป็นหลักประการหนึ่งของการชื่อนก เช่นเดียวกับรูปพรรณสัณฐาน ถิ่นที่อยู่ หรือประเภทของอาหาร เช่น นกปากซ่อม (snipe) ข้างต้น อาหารของนกชายเลนตัวลายจืดๆ สกุลนี้ คือไส้เดือนหรือสัตว์น้ำขนาดเล็กแฝงกายอยู่ในโคลน ให้นกเพ่งมองอย่างไรก็คงไม่เห็นสัตว์ทะลุผ่านโคลนด้วยสายตา นกจึงต้องใช้จะงอยปากยาว ตรงดั่งแท่งดินสอ ทิ่มลงไปใต้โคลนเลนถี่ๆ เมื่อผิวของจะงอยปากสัมผัสได้กับตัวสัตว์ นกจะเผยอปลายปากงับเหยื่อ ดึงขึ้นมาจากโคลนแล้วค่อยกินเข้าไป ดังนั้น นกสกุลนี้จึงถูกเรียกว่า นกปากซ่อม ด้วยนิสัยใช้ปากจิ้ม ทิ่มและดึง!!! บนหาดเลนริมฝั่งทะเล นกซ่อมทะเล (Dowitcher) ญาติเคียงสกุล ที่รูปลักษณ์คล้ายนกปากซ่อมแต่ขายาวเก้งก้างมากกว่า ย่ำยืนบนเลนนุ่มยวบตัวกว่าโคลนแน่นในทุ่งนา ก็ใช้พฤติกรรมทิ่มและแทงเลนเพื่อหาอาหารเหมือนกัน บางชื่อแผลงหรือถูกปรุงแต่งด้วยจินตนาการให้หวือหวากว่าพฤติกรรมจริงๆ ของนก เช่น นกช้อนหอย (Ibis) เดินดุ่มตามทุ่งนา ใช้จะงอยปากยาวโค้งจิกหอยฝาเดียว เช่น หอยโข่ง หอยขม ขึ้นมา กิน คำว่า "ช้อน" ในที่นี้ บ่งบอกอากัปกิริยาของนกที่ต้องจิกหอยขึ้นมากินจากพื้นโคลนหรือใต้น้ำ ประหนึ่งว่าชาวนาช้อนหอยด้วยสวิงจับปลา ทั้งที่นกช้อนหอยไม่ได้กินแต่หอย หากกินทั้งปลา กุ้ง ปูและสัตว์น้ำอื่นๆ แล้วเคยสงสัยไหมว่าทำไม นกคอสั้น (ต้อง) ตีนไวด้วย?

บางชื่อสื่อความอย่างตรงไปตรงมา ขับเน้นกิจกรรมอันน่ารักน่าชังของนก ถ้าเฝ้าดูนานๆ ถึงจะเข้าใจว่าเหตุใดจึงได้ชื่อเช่นนั้น เช่น นกคอสั้นตีนไว (Sanderling) หนึ่งในจำพวกนกสตินท์ นกชายเลนกลุ่มที่มีขนาดเล็กที่สุด มักพบวิ่งไปมาบนหาดทรายไล่ตามคลื่น ด้วยลักษณะทางกายวิภาคที่คอและขาสั้น (เมื่อเทียบกับนกชายเลนกลุ่มอื่นๆ) และการวิ่งไล่เข้าหาคลื่นที่คืนตัวกลับสู่ทะเล เพื่อค้นหาสัตว์น้ำตัวเล็กที่ถูกพัดพามากับคลื่น แล้วต้องวิ่งหนีคลื่นระลอใหม่ที่พัดเข้าหาฝั่ง ด้วยกลัวว่าคลื่นจะซัดถูกตัว ทำให้นกคอสั้นตีนไวต้องซอยขาถี่ยิบเพื่อวิ่งหนี จึงเป็นที่มาของคำว่า "ตีนไว" สอดรับกับพฤติกรรม หรือ นกพลิกหิน (Ruddy Turnstone) ทั้งชื่อไทยและอังกฤษ สอดคล้องอย่างถอดความว่านกมีนิสัยพลิกก้อนกรวด ก้อนหินหรือแม้แต่ฝาหอยขนาดเล็กบนหาดทราย ชายฝั่ง ค้นหาแมลง ปูหรือสัตว์ทะเลตัวเล็กๆ ที่หลบซ่อนแอบแฝงภายใต้ก้อนเหล่านั้นกินเป็นอาหาร นอกจากพฤติกรรมที่นกทำเป็นกิจวัตรเพื่อหาอาหาร บางครั้งก็หาเหตุผลอธิบายพฤติกรรมของนกไม่ได้ว่าทำไปทำไม สักแต่รู้ว่าถ้าทำแบบนี้นะ ต้องเป็นนกกลุ่มนี้ สกุลนั้น เช่น นกเกาะคอนบางสกุลที่นิยมเดินมากกว่าบิน เป็นนกทุ่ง นกท้องนา ยามเดินไปมา นกจะแสดงกิริยาชวนตลกด้วยการกระดกหางขึ้นลง คลับคล้ายกิริยาคำว่า "เด้า" ได้แก่ นกเด้าลม (Wagtail) และ นกเด้าดินทุ่ง (pipit) สำหรับนกเด้าลมหากแปลชื่ออังกฤษโดยพยัญชนะ ก็ไม่พ้นสื่อนัยยะคล้ายกันของการเคลื่อนไหวหางส่ายสั่นดุกดิก ว่ากันว่าการขยับหางของนกอาจช่วยให้แมลงต่างๆ ตื่นตกใจบินขึ้นมาจนทำให้นกมองเห็นและจิกกินได้ง่ายขึ้นก็เป็นได้ เพราะพฤติกรรมนี้พบได้ในนกหลายสกุลที่กินแมลงเหมือนกัน เช่น นกเขนน้ำ นกเด้าดิน


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 2:47 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 15/07/2009 12:00 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(10)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11446 มติชนรายวัน



"พฤติกรรมของนกที่นำมาใช้เป็นชื่อเรียกตัวนก อาจสื่อรูปแบบการหาอาหารด้วยวิธีต่างๆ วิธีการทำรังของนก หรือนิสัยของนกที่ผูกพันกับถิ่นอาศัยจำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง" เช่น ""นกกระจาบ" มีชื่ออังกฤษว่า weaver" เนื่องจากว่านกกระจาบในประเทศไทย ทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ นกกระจาบธรรมดา นกกระจาบทอง และนกกระจาบอกลาย "ทำรังด้วยหญ้าแห้งสานขัดกันไปมาด้วยจะงอยปากเหมือนกับว่านกทำตัวเป็นช่างจักสาน ถักทอรังด้วยเส้นใยที่นกฉีกมาจากใบหญ้า ทำเป็นรูปทรงต่างๆ ผันแปรไปตามชนิดของนกกระจาบ" นกกระจาบธรรมดา สร้างรังคล้ายคนโท แขวนห้อยยาวลงมาจากกิ่งไม้ มีทางเข้าเป็นช่องเปิดอยู่ด้านล่างของตัวรัง พบเห็นได้ทั่วไปตามต้นไม้ใหญ่บนคันนา หรือชายขอบพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น บึง หรือหนองน้ำ หากสังเกตสักนิด จะพบว่านกจะสร้างรังอยู่เหนือน้ำ เป็นฝูงหลายสิบรัง เพื่อป้องกันมิให้สัตว์อื่นเข้าถึงรังได้ง่ายๆ ส่วนนกกระจาบอีกสองชนิด จะสร้างรังทรงกลม มีทางเข้าด้านข้าง เป็นการยากที่จะพินิจหาเหตุผลว่าทำไมนกกระจาบแต่ละชนิดจึงทำรังแตกต่างกัน




หากไม่ว่ารูปทรงของรังจะต่างกันอย่างไร ลักษณะร่วมที่ทำให้นกประสบความสำเร็จในการทำรังเพื่อวางไข่และเลี้ยงลูกจนสำเร็จ บินออกจากรังได้อย่างปลอดภัย กอปรด้วยการทำรังเป็นฝูง เรียกว่า colonial breeding และตำแหน่งของรังจะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ทั้งแขวนบนกิ่งไม้เล็กๆ ที่ห้อยย้อย ยากต่อการปีนป่ายของนกสัตว์ต่างๆ หรืออาจถูกถักทอยึดติดกับพืชน้ำ เช่น ต้นธูปฤๅษี ช่วยกีดขวางการเข้าหาตัวรังให้ยากขึ้นไปอีก "นกทุ่งที่ทำรังทรงกลมคล้ายนกกระจาบ และมีชื่อบ่งบอกนิสัยที่ผูกพันกับถิ่นอาศัย ได้แก่ "นกยอดข้าวหางแพนลาย" (Zitting Cisticola)" นกชนิดนี้เป็นนกเกาะคอนตัวเล็กกว่านกกระจอก สีสันบนตัวช่วยกลบเกลื่อนตัวของนกด้วยสีน้ำตาลลายพร้อยสลับสีดำไม่ฉูดฉาด ในทุ่งนาที่ต้นข้าวกำลังออกรวง นกยอดข้าวจะปรับฤดูกาลผสมพันธุ์ให้สอดคล้องกับช่วงดังกล่าว ทำให้พบเห็นนกเกาะบนต้นข้าวในฤดูข้าวออกรวงบ่อยๆ เพราะว่านกใช้ต้นข้าวหรือก้านของพืชน้ำในนาขนาดเล็กเป็นเสมือนเสาเข็มเพื่อสร้างบ้านหลังน้อยด้วยหญ้าแห้งสานต่อกันเป็นรูปทรงกลมหรือรูปไข่ เพียงไม่เกินสองเดือน นับจากนกเริ่มวางไข่ ลูกนกก็จะเติบโตจนออกจากรังก่อนที่ชาวนาจะเริ่มเกี่ยวข้าว นับเป็นการปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับเวลาและกิจกรรมของมนุษย์อย่างง่ายๆ ไม่เสี่ยงภัยใดๆ เลย พฤติกรรมการหากินของนกบางชนิดออกจะแปลกแหวกแนวจากที่คุ้นเคยหรือพบเห็นจนชินตา เช่น นกจับแมลงบินไล่จับแมลง ไก่ฟ้าเดินจิกเศษอาหารกินบนพื้นดิน หรือนกชายเลนใช้จะงอยปากทิ่มในโคลนเลนเพื่อหาอาหาร "มีนกน้ำชนิดหนึ่งที่ทั้งชื่อและเทคนิคการหาอาหาร แหวกแนวขนาดใช้เป็นชื่อเรียกว่า "นกกรีดน้ำ" หรือ skimmer" หากสังเกตผ่านๆ นกกรีดน้ำมีรูปลักษณ์คล้ายนกนางนวลหรือนกนางนวลแกลบ ที่มักลอยบนน้ำเพื่อจิกกินสัตว์น้ำหรือทิ้งตัวลงในน้ำเพื่อจับปลาใต้น้ำ แต่นกกรีดน้ำมีจะงอยปากผิดแผกกว่านกน้ำชนิดอื่นๆ เพราะปากล่างยาวกว่าปากบน

เมื่อหาอาหาร นกกรีดน้ำรายตัว หรืออาจจะเรียงเป็นแถวหน้ากระดาน บินต่ำละเลียดผิวน้ำ ใช้จะงอยปาก โดยเฉพาะปากล่างจุ่มลงไปใต้น้ำ แล้วบินมุ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ เสมือนว่านกใช้จะงอยปาก "กรีดน้ำ" เมื่อใดที่พื้นผิวปากสัมผัสกับตัวปลาที่หลบอยู่ใต้น้ำ จะงอยปากจะหุบลงทันทีอย่างรวดเร็ว แล้วงับเอาสัตว์น้ำโชคร้ายเอาไว้ในโพรงปากได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องมองเห็น "ในบรรดาพวกแหวกแนวจากเพื่อนพ้อง นอกจากนกกรีดน้ำแล้ว คงต้องนับ "นกมุดน้ำ" หรือ dipper" ไว้ด้วย นกกินแมลงอื่นๆ จับแมลงบนบกหรือบนฟ้า แต่นกมุดน้ำกลับหาอาหารใต้น้ำตามชื่อ แม้จะนกหายใจด้วยอากาศผ่านทางปอดเช่นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป และไม่สามารถแลกเปลี่ยนอากาศผ่านเหงือกเหมือนปลา แต่นกมุดน้ำจะกลั้นลมหายใจอยู่ในน้ำได้นานนับนาที ดำดิ่งลงใต้น้ำ กระพือปีกเสมือนใบพายให้ตัวเคลื่อนไหวไปมาเสมือนนักดำน้ำไล่จับแมลงใต้น้ำ


ชมเทคนิคการกรีดน้ำที่

Link


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 2:50 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 20/07/2009 3:28 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(1)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11453 มติชนรายวัน


บรรยากาศส่องนกกะรางไต้หวันเชื่องๆ ระยะประชิดบนยอดเขา
ภาพ : Corry Chen


นับจากนี้เปลี่ยนบรรยากาศจากเรื่องนามของนกมาเป็นเรื่องดูนกต่างแดนกันบ้างครับ นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากชนิดและพฤติกรรมของนกที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาคแล้ว ประสบการณ์ที่ได้สัมผัสสภาพสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติและวิถีชีวิตของแต่ละประเทศ โดยใช้นกและการท่องเที่ยวดูนกเป็นทางในการเข้าหา ล้วนน่าศึกษาในเชิงเปรียบเทียบกับบ้านเราว่าละม้ายเหมือนหรือผิดแผกแตกต่างกันอย่างไร จากต้นปีที่ผ่านมา ผมตระเวนดูนกต่างแดน 2 ครั้งแล้ว ที่ประเทศกัมพูชา ได้ไปเห็นและสัมผัสจริงกับแนวคิดและวิถีปฏิบัติการอนุรักษ์นกของประเทศเพื่อนบ้าน (ที่มักจะมีเรื่องราวแบบลิ้นกับฟันอยู่เนืองๆ) เล็กๆ ด้วยวิธีคนอยู่ได้ นกก็อยู่ได้ โดยดึงชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม เป็นเสมือน "แขน" ข้างหนึ่งในการดูแลรักษานกหายากที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เช่น อีแร้ง หรือนกช้อนหอย ไต้หวันมีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะกลางทะเลขนาดย่อม (ใหญ่กว่าโคราชเกือบเท่าตัว) ลอยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และก้ำกึ่งระหว่างทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ จัดอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก อันกอปรด้วยถิ่นไซบีเรียของรัสเซีย จีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่น ภูมิภาค ในแง่การจัดกลุ่มสัตว์ป่าตามลักษณะภูมิศาสตร์ หรือสัตวภูมิศาสตร์ ถือว่าไต้หวันอยู่ในภูมิภาค Eastern palearctic บ้านเกิดของนกอพยพนับพันชนิดที่ย้ายถิ่นเข้ามาอาศัยในบ้านเราตลอดฤดูหนาว กั้นด้วย "รั้ว" หรือ "กำแพง" ธรรมชาติอันมหึมารายรอบสี่ทิศ คือ ขั้วโลกเหนือ ด้านทิศเหนือ เทือกเขาหิมาลัย ด้านทิศใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก ด้านทิศตะวันออก และเทือกเขา ural ด้านทิศตะวันตก

แม้ว่าไต้หวันจะตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น ห่างไกลจากเส้นศูนย์สูตรแต่ลักษณะของป่าเขาจัดเป็นป่าดิบเหมือนในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร หากที่แผกต่างอย่างสิ้นเชิง ด้วยภูมิประเทศเทือกเขาทอดตัวยาวตามทิศเหนือ-ใต้ตลอดแนวประเทศ คล้ายกระดูกสันหลัง และมียอดเขาสูงกว่า 3,000 เมตร หลายแห่ง ผืนดินที่สูงใกล้ชิดฟ้าที่สุดอยู่ที่ภูเขาอู๋ซันหรือภูเขาหยก สูง 3,952 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ความสูงตั้งแต่ 2,800 เมตร ขึ้นไปเป็นระดับความสูงที่ไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ อันเป็นพืชพรรณหลักในป่าดิบเขา หรือป่าดิบชื้นไม่สามารถทนอยู่และเจริญเติบโตท่ามกลางความหนาวเหน็บตลอดปี ที่ซ้ำเติมด้วยปุยหิมะปกคลุมในฤดูหนาวได้ สภาพพื้นที่บนยอดเขาสูงเช่นนี้ จะกลายเป็นทุ่งหญ้าสลับดงสน พืชเอกทนหนาว ของเขตอบอุ่นและป่าหนาวแดนเหนือ หรือ Boreal forest ในถิ่นไซบีเรียรอบๆ ขั้วโลกเหนือ และความสูงตั้งแต่ 2,000 ถึง 2,800 เมตร โดยประมาณ จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างป่าดงดิบเขาหรือป่าเมฆ กับทุ่งหญ้าและหย่อมป่าสนบนดอยสูง ความหลากหลายของชนิดนกไต้หวัน โดยเฉพาะนกประจำถิ่น (เป้าหมายหลักของทริปนี้) ประกอบด้วยสายวิวัฒนาการหลัก 2 กลุ่ม นกประจำถิ่นในป่าดิบเขาหนึ่ง นกประจำถิ่นบนยอดเขาสูงเหนือระดับป่าดิบอีกหนึ่ง ไต้หวันเป็นบ้านของนกทั้งหมด 466 ชนิด น้อยกว่าเมืองไทยถึงเท่าตัว แต่ด้วยข้อเด่นที่เป็นเกาะและมีบ้านของนก 2 กลุ่ม เอื้อให้นกบางชนิดที่ร่วมสกุลกับนกป่าในประเทศอื่นๆ วิวัฒน์ตนเองมาตลอดหลายหมื่น หลายแสนปีกลายเป็นนกเฉพาะถิ่น หรือนกถิ่นเดียว (endemic species) ที่ทั่วโลก ไม่พบ ณ ที่อื่นใด ยกเว้นบนเกาะไต้หวัน จำนวน 15 ชนิด ยังไม่นับชนิดย่อยหรือพันธุ์ (subspecies หรือคำพ้องว่า race ตามลำดับ) อีกนับสิบ รอเวลาถูกยกฐานะ (โดยนักปักษีวิทยา) เป็นชนิดในอนาคตเมื่อเรารู้จักวิถีชีวิตของนกมากขึ้นจนมั่นใจว่าแตกต่างกันมากพอ หากเทียบกับบ้านเรา มีนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร เป็นนกเฉพาะถิ่นเพียงชนิดเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ การตะลอนดูนกต่างแดนเพิ่มสีสันและความสนุกตื่นเต้นในการดูนก ตอกย้ำความหลากหลายทางชีวภาพ ผลผลิตของธรรมชาติที่สรรค์สร้างมานับสหัสวรรษอีกด้วย บรรดานกเฉพาะถิ่นไต้หวัน ล้วนเป็นนกป่าร่วมสกุล พบได้ในบ้านเราหากชุดขนแตกต่างอย่างสิ้นเชิง จนถูกจัดให้เป็นชนิดอย่างไม่มีข้อกังขา เช่น ไก่ฟ้า นกกระทา นกโพระดก นกระวังไพร นกภูหงอน นกกะราง นกเขนน้อย นกติ๊ด นกหางรำ นกขุนแผน นกเอี้ยงถ้ำ นกปรอด ถ้าไม่เดินทางไปดูนกบ้านเขา เราก็ไม่ "เห็น" และไม่ได้ "นับ" นกตัวนั้น ฟังแล้วเหมือนเหนื่อย แต่สนุก : ได้เที่ยวเชิงอนุรักษ์อิงธรรมชาติ ไม่ต้องทำลายธรรมชาติจนสูญหายวายป่วง ถ้าไม่มีป่า นกป่าจะอยู่ได้อย่างไร จริงไหมครับ


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 2:53 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 26/07/2009 1:16 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(2)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11460 มติชนรายวัน


นกระวังไพรอกลาย


ทริปดูนกไต้หวันคราวนี้ ร่วมหัวจมท้ายด้วยนักดูนก 11 คน นับทั้งประสบการณ์ดูนกและอายุ รวมๆ กันก็เกินครึ่งสหัสวรรษ! นับเป็นทีม ส.ว.ทีมหนึ่ง และการณ์กลับกลายเป็นว่าผมในฐานะผู้นำทริปกลายๆ ตกกระไดพลอยกระโจน ในฐานะ ส.ว.น้อยที่สุด... ฮา ..เกริ่นไว้แล้วว่าเป้าหมายประการหนึ่งของทริปนี้ คือ นกเฉพาะถิ่น 15 ชนิด พันธุ์เฉพาะถิ่น (ที่รอเวลาถูกยกฐานะเป็นชนิด) อีก 44 พันธุ์ เพียงแค่ช่วงเวลาระหว่างวันที่ 4-9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันหยุดยาว นับเวลาดูนกจริงๆ แค่ 4 วัน กับแหล่งดูนก 4 แห่ง 2 ใน 4 แหล่งนั้น เป็นเทือกเขาทอดตัวยาวแนวเหนือ-ใต้เสมือนกระดูกสันหลังของเกาะไต้หวัน ชื่อ ไต้เซาะซัว (DaSyueshan) และเหอฮวนซัว (HeHuanshan) อันเป็นป่าอนุรักษ์แห่งชาติไต้หวันทีเดียว (พานนึกถึงบ้านเราที่ป่าแบบนี้มีทั่วทุกภาคแต่ไงหดหายมลายราบไปเรื่อยๆ) กระนั้นก็ตาม จะมีอะไรมายับยั้งแรงมุ่งแรงมั่นของนักดูนกแบบเราๆ และแรงเร้าจากความสนุกนึกอยากเรียนรู้เกี่ยวกับนกใหม่ในชีวิต (lifer) หรือพูดง่ายๆ ประสาบ้านๆ ว่า "อยากเห็นนกใหม่" นั่นแหละครับ จะมีเวลาน้อยแค่ไหนก็ต้องลุ้น ต้องพยายามกันสักตั้งสองตั้ง ได้ชื่นชมนกกี่มากน้อยก็แล้วแต่วาสนาล่ะกัน บรรดา "ของดี" ไต้หวัน 15 ชนิด มี 2 ชนิด เป็นนกต่ำๆ แต่ฐานะไม่ต่ำต้อยด้อยศักดิ์แม้แต่น้อย เพราะขนาดนักดูนกแดนสยามยังต้องดั้นด้นก้นเมื่อย นั่งเครื่องบินไปส่องดูถึงบ้านเกิดของนก เพียงเพราะศักดิ์ศรีของคำว่า "นกเฉพาะถิ่น"

*นกขุนแผนไต้หวัน* (Taiwan Blue Magpie) และ *นกเอี้ยงถ้ำไต้หวัน* (Taiwan Blue Whistling Thrush) แปลชื่อกันง่ายๆ แบบนี้น่ะดีแล้ว จะได้ไม่ต้องมานั่งนึก นั่งคิดชื่ออื่นให้วิลิศมาหรา ชวนให้ปวดหัวบรรดากรรมการตั้งชื่อนกชื่อไทย เช่น เจ้า *Fairy Pitta นกแต้วแล้วชนิดใหม่ของเมืองไทย ที่ได้นามตามถิ่นกำเนิดแล้วว่า นกแต้วแล้วพันธุ์จีน* ง่ายดีนิ อุตส่าห์ถกและเถียงกันหลายยกหลายคราว่าชื่อนกควรระบุหมายนั้น หมายนี้ สุดท้ายได้ชื่อนี้ซะงั้น! ถิ่นอาศัยของนกขุนแผนแสนสวยและนกเอี้ยงถ้ำพันธุ์ไต้หวัน อยู่ตามเชิงเขา ต่างจากนกเฉพาะถิ่นอีกกลุ่มที่อยู่สูงเทียมเมฆ แหล่งแรกที่เราไปดูนก เรียกว่า *ฉือติ้ง เป็นชุมชนรอบเชิงเขา ใกล้เมืองไทเป* ที่กลุ่มเราพักค้างแรมในคืนแรกที่บินไปถึงเกาะไต้หวัน จากสนามบินเถ้าหยวน เช้าวันที่สองแต่ไก่ยังไม่ตื่นขึ้นมาโห่ (ไล่) พวกเราก็ตื่นขึ้นมาตะลอนบนรถมินิบัสไปยืนเฝ้ารอนกเป้าหมายแต่เช้าแล้ว ชุมชนฉือติ้งห่างจากกลางเมืองไทเปออกไปเพียงไม่เกิน 30 นาที เรียกว่าได้ออกรอบแรกแต่เช้า จะดูนกแบบหวังผล ควรรู้ถิ่นอาศัยของนกว่ามีสภาพแบบใด *นกขุนแผนเป็นนกป่าโปร่งหรือพื้นที่โล่งสลับป่าละเมาะ ในขณะที่นกเอี้ยงถ้ำเป็นนกติดน้ำ* แล้วจะไปหาน้ำได้ที่ไหนในป่า ถ้าไม่ใช่ตามลำธาร

ดังนั้น รอบแรกของการดูนกไต้หวันครั้งนี้ จึงยืนเฝ้ารอนกเป้าหมายบนถนนเล็กๆ บนเชิงเขาที่มีลำธารกว้างขนาดกระโดดข้ามไม่พ้น กีดขวางระเกะระกะด้วยก้อนหินเกลี้ยงกลมหลากหลายขนาด ทั้งก้อนเล็กแบบหยิบปาหัวกันได้หรือก้อนใหญ่ที่แม้แต่รถก็คงแบนแต๊ดแต๋ถ้าโดนทุ่มทับ บนตลิ่งของลำธารก็รกรุงรังด้วยพุ่มไม้และไม้ยืนต้น นับว่าไม่ผิดหวัง หรือฝันค้างสำหรับการเริ่มดูนกวันแรก นกเอี้ยงถ้ำกระโดดจากพงหญ้ารกออกมายืนบนก้อนหินกลม ส่งเสียงร้องประกาศอาณาเขต แถมด้วยฝูง *นกระวังไพรอกลาย* (Streak-breasted Scimitar Babbler) เล่นเอาล่อเจ้าเถิดกับเราในพงอ้อดงแขมข้างลำธาร นกขุนแผนไต้หวันหลายตัวบินเข้ามาบนกิ่งไม้ยืนต้น บินข้ามศีรษะไปมา บางตัวอุตส่าห์ออกมาโชว์ตัวเป้งๆ บนสายไฟฟ้าข้างถนน... ไม่สมนกป่าในธรรมชาติซะเลย หากบอกเรากลายๆ ว่าชาวบ้านแถวนี้ไม่ยิง ไม่ล่า ไม่จับนกป่ามาเลี้ยง นกถึงได้วางใจบินไป บินมาใกล้ชุมชนคนอย่างไม่ตื่นกลัวแม้แต่น้อย แล้วอย่างนี้ทำไมคนเรา (บางคน) จะต้องเลี้ยงนกในกรงเหมือนจับนกมาขังคุก ด้วย "เลี้ยงแบบปล่อย" ชื่นชมนกในธรรมชาติไม่ดีกว่าหรือ


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 2:57 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 05/08/2009 4:56 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยันตร์ เกษรดอกบัว
วันที่ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11467 มติชนรายวัน


ภาพประกอบ Iain Woxvold


วันนี้ขอคั่นเรื่องดูนกไต้หวันด้วยข่าวใหญ่ ข่าวดีของวงการปักษีวิทยาทั่วโลกครับ ศตวรรษที่ 21 นี้ถือว่าเป็นเรื่องยากเย็นที่จะค้นพบนกใหม่ หรือสัตว์ป่าชนิดใหม่ เพราะความก้าวล้ำนำหน้าของเทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจในภูมิประเทศต่างๆ เช่น ป่าดงดิบ หรือภูเขาสูงได้ง่ายขึ้น กระนั้นก็ยังมีข่าวค้นพบสัตว์ชนิดใหม่ๆ อยู่ประปรายเป็นกระสายให้ตื่นเต้น ตื่นตูมกันบ้าง คราวนี้เป็น "นกปรอด" (Bulbul) ชนิดใหม่ครับ บ้านของนกชนิดใหม่นี้อยู่ในบ้านใกล้เรือนเคียงของเรานี่เอง ประเทศลาว เมื่อ 4 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหนูโบราณตัวเล็กๆ ชื่อคะเนียว (Kha-nyou) หรือ Laotian Rock Rat "ผลงานการค้นพบครั้งนี้เกิดจากกลุ่มนักปักษีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า ประกอบด้วยนายเอียน วอกซ์โวลด์ วิลล์ ดักเวิร์ธ และโรเบิร์ต ทิมมินส์" ย้อนภาพกลับไปเมื่อ 14 ปีก่อน ใน พ.ศ.2538 คุณทิมมินส์เดินตากแดดสำรวจประชากรนกในธรรมชาติท่ามกลางเขาหินปูนของแนวเทือกเขาคำม่วน บังเอิญพบนกปรอดแปลกๆ กลุ่มหนึ่งที่ส่วนหัวไม่มีขนปกคลุม หรือเรียกแบบบ้านๆ ว่า "หัวโล้น" น่ะแหละ ทำเอาคนสำรวจงงเป็นไก่ตาแตก เพราะรูปลักษณ์พิลึกพิลั่นแบบนั้นไม่เข้ากับนกปรอดชนิดไหนในอุษาคเนย์แม้แต่น้อย รายงานชิ้นนั้นจึงถูกพับเก็บเข้าลิ้นชักไปตามระเบียบ เพราะข้อมูลไม่เพียงพอ อาจจะเป็นนกตัวแปลกๆ ผิดปกติเฉพาะตัวก็ได้ใครจะไปรู้




ต่อมาใน พ.ศ.2551 คุณวอกซ์โวลด์และคุณดักเวิร์ธสำรวจนกอีกครั้งในภูมิประเทศเขาหินปูน ชื่อว่า ""ผาหล่ม"" ที่เมืองวิลาบุรี แขวงสะหวันนะเขตหรือแผลงแบบไทยๆ ว่าสุวรรณเขต ครั้งนี้พบนกปรอดปริศนาอีกหลายครั้ง ส่วนใหญ่พบตัวเดียวโดดๆ บางครั้งพบเป็นคู่ เกาะกิ่งไม้ จิกลูกไม้กินเป็นอาหาร และพบนกเฉพาะบนเขาหินปูนที่ชาวลาวท้องถิ่นเรียกว่า ""ภูหัวโล้น"" พบเห็นนกนานพอที่จะเก็บข้อมูลรายละเอียดและจับนกมาวัดสัดส่วน ถ่ายภาพและเก็บตัวอย่างที่สำคัญเพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลของนกปรอดชนิดอื่นๆ เพื่อจำแนกว่าเหมือนหรือต่างกันหรือไม่ อย่างไร จากที่ต่างกันสุดขั้วก็ตรงที่ "นกปรอดปริศนานี้ไม่มีขนบนหัว ตั้งแต่หน้าผากจรดท้ายทอย ส่วนชุดขนเป็นสีน้ำตาลแกมเขียวไพล ซึ่งเป็นสีเด่นของนกปรอดในสกุล Pycnonotus" เช่นเดียวกับนกปรอดสวนในบ้านเรา"นกปรอดชนิดใหม่ได้ชื่อว่า Bare-faced Bulbul ตามลักษณะของใบหน้าที่ล้านเลี่ยนไม่มีขนขึ้น" แต่ที่เด็ด ชวนให้ขันในแนวคิดของนักปักษีวิทยาคนค้นพบก็ "ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnonotus hualon แปลว่านกปรอดหัวโล้น แบบตรงๆ เป้งๆ กันเลย" โดยทีมค้นพบให้เหตุผลว่า "วาบแรกของความรู้สึกที่พบนกก็ส่วนหัวของมันน่ะแหละที่ดึงดูดความสนใจ" แถมภูมิประเทศที่นกอาศัยอยู่นั้นก็เรียกตามภาษาถิ่นว่าภูหัวโล้น เพราะเป็นเขาหินปูนที่สภาพของดินไม่อุดมสมบูรณ์ ค่อนข้างแห้งแล้ง มีต้นไม้ขึ้นประปราย มองไกลๆ เหมือนกับเป็นภูเขาหัวโล้น ไม่มีเส้นผม (หรือต้นไม้โดยนัย) "ส่วนคำว่า Pycnonotus มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก" (หนึ่งในสองภาษาคลาสสิคของชื่อวิทยาศาสตร์ ร่วมกับภาษาละติน) "แปลว่าส่วนหลังอัดแน่น (ด้วยขน) เพราะนกปรอดในสกุลนี้จะมีลักษณะร่วมกันนอกเหนือจากสีสันของเส้นขนที่จืดชืดด้วยสีน้ำตาลแกมไพลแล้ว ก็จะมีขนบริเวณหลังที่ขึ้นกันกระจุกตัวแน่นนั่นเอง"

จากภาพของนกจะเห็นหน้าตาค่อนข้างตลก ส่วนหัวราบเรียบปราศจากขน จะมีขนขึ้นหร็อมแหร็มเฉพาะบนกระหม่อม หนังบนใบหน้าสีชมพูมีแถบสีฟ้ารอบนัยน์ตาขับเน้นสภาพปราศจากขนบนใบหน้าให้ชัดเจนขึ้น ขนาด 19 ซม. พอๆ กับนกปรอดสวน ทั่วตัวไม่มีลวดลายอื่นใด เพียงฉาบด้วยสีน้ำตาลแกมไพล ถ้าส่องเห็นแต่ไกล ส่วนหัวโล้นนี่แหละที่โดดเด่นเป็นหมายสำคัญ ในแวดวงดูนก ข่าวนกปรอดชนิดใหม่อาจทำให้บรรดานักดูนกที่ชอบท่องเที่ยวค้นหานกใหม่ (lifer) ดู ที่เรียกว่า lister (คำนิยมเฉพาะกลุ่มในอเมริกา) หรือ twitcher (อังกฤษ) กล้ามเนื้อกระตุกจนอยู่ไม่สุขก็เป็นได้ เพราะตำแหน่งที่พบนกห่างจากจังหวัดมุกดาหารไม่มากเลย ยังใกล้กว่าระยะทางกรุงเทพฯ-ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ หรือกรุงเทพฯ-น้ำตกกรุงชิง จ.นครศรีธรรมราชอีกนะ (ฮา) ส่วนจะยังมีนกเหลือให้ดูในธรรมชาติหรือไม่นั้นก็ไม่แน่นะครับ เพราะเท่าที่ทราบรสนิยมล่าและกินนกป่ายังเป็นที่นิยม (แม้ว่าน่าจะผิดกฏหมาย) ดังปรากฏให้เห็นตามตลาดสดยามเช้า เป็นที่สลดหดหู่ในหมู่ผู้นิยมธรรมชาติอย่างเราๆ เสมอมา (ไม่ฮา) "หากจะอ้างว่าเป็นแหล่งอาหาร บริโภค หมู เห็ด เป็ด ไก่ไม่ดีกว่าหรือ ไม่ต้องเบียดเบียนสัตว์ป่า มรดกของชาติและลูกหลานของเรา "


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:01 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 10/08/2009 1:11 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(3) Taiwan Blue Magpie

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยันตร์ เกษรดอกบัว
วันที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11474 มติชนรายวัน



"นกขุนแผนไต้หวัน (Taiwan Blue Magpie) นกเฉพาะถิ่นชนิดแรกของเกาะไต้หวัน ปรากฏโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนแบงก์ไต้หวัน ตอกย้ำความสำคัญของนกป่าที่คนของเขา โดยเฉพาะรัฐบาลตระหนักและแยบยลในกุศโลบายเพื่อการท่องเที่ยว" คิดดูแต่ละปีจะมีนักดูนก เช่นเราๆ เดินทางไปไต้หวันนับไม่ถ้วน เพื่อชื่นชมกับชีวิตและชนิดของนกหลายชนิด ที่ไม่มีที่อื่นใดจะพบเห็นได้ ยกเว้นบนเกาะไต้หวัน ซึ่งจะไม่เป็นการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างยั่งยืนแน่นอน หากไม่มีการอนุรักษ์และถิ่นอาศัยของนก น่าสำเหนียกไว้เรียนรู้และถือเยี่ยงเอาอย่างจริงๆ ว่ากันว่าชาวไต้หวันเรียก "นกขุนแผน" ว่า "โฉมสะคราญภูเขา ที่มีหางยาวยิ่ง" (Long-tailed Mountain Lady) สื่อถึงทัศนคติของคนท้องถิ่นในเชิงเปรียบเทียบถึงความงามอีกด้วย "นกขุนแผน" เป็นนกเกาะคอน ขนาดใหญ่ เรียกว่ายักษ์ได้เต็มปากหากเทียบกับนกกระจอก ร่วมสาแหรกเดียวกับอีกาในวงศ์กา (Corvidae) ที่นักปักษีวิทยายอมรับว่าเป็นนกที่มีความเฉลียวฉลาดมากๆ เมื่อเทียบกับนกเกาะคอนวงศ์อื่นๆ เช่น นกกระจอก นกกระจาบ หรือนกกะราง ที่เป็นเช่นนี้เพราะอีกา และญาติร่วมวงศ์ (ในบ้านเรา เช่น อีกา อีแก กาน้อยหงอนยาว นกปีก-ลายสก๊อต) ผ่านการทดลองเชิงประจักษ์หลายอย่าง พิสูจน์ตนเองว่าสามารถเรียนรู้ และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ใช้เครื่องมือเพื่อช่วยหาอาหาร เช่น รู้จักสังเกตจนเข้าใจ "สัญลักษณ์" ของมนุษย์ ว่าเมื่อสัญญาณไฟแดงที่สี่แยก รถยนต์จะหยุดนิ่ง อีกาจะคาบลูกนัท ที่มีเปลือกแข็งและเมล็ดอ่อนกินได้อยู่ภายใน นำมาทิ้งไว้ที่กลางถนน รอเวลาจนสัญญาณไฟเขียว รถยนต์วิ่งไปมา จนทับลูกนัทแตกกระจายแล้วรอจนสัญญาณไฟแดงอีกครั้ง อีกาจึงบินลงมาคาบเนื้อในลูกนัทกิน จะได้ไม่ถูกรถยนต์ชน ...ไม่เรียกฉลาดแล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะครับ

"นกขุนแผนไต้หวัน เป็นนกที่มีสังคมเป็นครอบครัว มักอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดเล็ก ไม่เกิน 10 ตัว บางครั้งเรียกว่า Formosan Magpie เพราะในอดีตชาวโปรตุเกส เรียกเกาะไต้หวันว่า Formosa แปลว่าเกาะอันสวยงาม" ชื่อวิทยาศาสตร์ Urocissa caerulea แปลว่านกขุนแผน (หางยาว) สีน้ำเงิน พ้องกับชื่ออังกฤษว่า Blue Magpie ด้วยชุดขนสีน้ำเงินแต่ส่วนหัวและอกดำ จะงอยปากแดงชาด (สมกับฉายาโฉมสะคราญไม่มีผิด) และม่านตาสีขาวนวล ขนหางยาวสลวยสีน้ำเงินแต้มด้วยสีดำสลับขาว ยามบินสั่นพลิ้วปลิวไสวโรยระบัดตามสายลม โฉมงามหางยาวตัวนี้เป็นนกต่ำ มักพบอาศัยในป่าละเมาะตามเชิงเขา ที่ระดับความสูง 300-1200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แม้ในเชตชุมชนก็พบได้ไม่ยาก เพราะคนเขาไม่ล่า ไม่จับมาเลี้ยงในกรง นกก็ย่อมไว้ใจว่าคนเป็นเพื่อน เสมือนเป็นการ "เลี้ยง" นกในธรรมชาติโดยไม่ต้องเบียดเบียนชีวิตสัตว์ ที่ต้องแลกด้วยอิสรภาพของนกตัวนั้น ไม่เท่หรือน่านิยมแม้แต่น้อย สำหรับคนรักสัตว์อย่างแท้จริง! "นกขุนแผนเป็นนกไม่ช่างเลือก กินหมดทั้งพืชและสัตว์ บางครั้งออกจะโหดผิดวิสัยนกสวยงาม เพราะเมนูอาหารของนกขุนแผน กินลูกไม้ ผลไม้ แมลง จิ้งจก กิ้งก่า กบ งู ไข่นกและลูกนก รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก" เช่น กระถิก หรือกระแต หากจับได้ เรียกว่าสารพัดจะสรรหา ทำให้นกขุนแผนไม่เผชิญปัญหาขาดอาหารแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับนกชนิดอื่นๆ ที่เลือกกิน

นกขุนแผนไต้หวัน วางไข่ 4-7 ใบในรังรูปตะกร้าปากกว้าง ขัดสานด้วยกิ่งไม้แห้งบนต้นไม้สูง นับ 10 เมตร เช่นเดียวกับนกขุนแผนร่วมสกุล (แต่ไม่พบในนกสกุลอีกา) "จะทำรังวางไข่แบบ "ลงแขก"" คือมีลูกนกปี-กลาย ยังไม่ยอมหลีกลี้หนีหายไปไหน กลับวนเวียนร่วมใช้ชีวิตพ่อและแม่นก ช่วยเลี้ยงน้องๆ ตัวน้อยในปีต่อๆ ไป "รูปแบบการผสมพันธุ์เช่นนี้ เรียกว่า social หรือ cooperative breeding เป็นกลยุทธ์ฝึกตนของนกรุ่นหนุ่มสาว ให้ชำนาญและมีประสบการณ์มากขึ้นก่อนจะต้องแยกย้ายไปจับคู่ผสมพันธุ์ สร้างครอบครัวของตนเองต่อไป" น่าแปลกว่ารูปแบบการผสมพันธุ์ลักษณะนี้พบในนกหลายสกุลที่ไม่มีสาแหรกเดียวกัน หรือวิวัฒน์ต่างสาย เช่น นกเงือก แสดงว่านกวิวัฒน์พัฒนาพฤติกรรมนี้ขึ้นมาในภายหลัง ไม่ใช่สัญชาตญาณดั้งเดิมตั้งแต่แรกเริ่มเดิมบรรพ์ เพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและการดำรงเผ่าพันธุ์ "ดังนั้น เมื่อพบเห็นนกขุนแผนตัวหนึ่งแล้ว มักจะพบนกตัวที่ 2, 3 ...ตามมา เนื่องจากนกใช้ชีวิตเป็นครอบครัวขยายเช่นนี้"


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:04 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 19/08/2009 1:19 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(4) Taiwan Whistling Thrush

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11481 มติชนรายวัน



นกเอี้ยงถ้ำไต้หวัน เป็นนกเฉพาะถิ่นบนเกาะไต้หวัน ชนิดที่สองจัดอยู่ในสาแหรกเดียวกับนกเดินดง แต่ด้วยชุดขนและอุปนิสัยแตกต่างจึงถูกจัดแยกเป็นสกุลเด่นเรียกว่า ""นกเอี้ยงถ้ำ"" (Whistling Thrush) เพราะชุดขนสีน้ำเงินตัวค่อนข้างใหญ่ มักกระโดดบนพื้นคล้ายนกเอี้ยง และชอบอาศัยอยู่ในถิ่นอาศัยใกล้น้ำหรือชื้นแฉะ เช่น ลำธารในป่า แต่จะพักผ่อนหลบนอนเกาะนิ่งๆ ท่ามกลางซอกหิน หุบผา หรือถ้ำ "ทั่วโลกพบนกเอี้ยงถ้ำ เพียง 7 ชนิดในทวีปเอเชียเท่านั้น และส่วนใหญ่มักเป็นนกเฉพาะถิ่นของประเทศหรือภูมิภาค เช่น อนุทวีปอินเดีย ศรีลังกา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไต้หวัน" มีผ่าเหล่าต่างกว่าเพื่อนก็นกเอี้ยงถ้ำ (Blue Whistling Thrush) ในบ้านเราที่แพร่กระจายพันธุ์กว้างไกลที่สุด ตั้งแต่ภาคใต้ของประเทศจีน อนุทวีปอินเดีย และอุษาคเนย์ ที่เหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นนกเอี้ยงถ้ำชนิดใด คือ ชุดขนสีน้ำเงินเข้มเหลือบยามโดนแสงแดด โดยเฉพาะคิ้วและหัวไหล่ ซึ่งยากจะสังเกตเห็นเพราะมักพบนกในระดับพื้นล่างของป่าใกล้ลำธาร ทำให้ขนเหลือบและขนสีน้ำเงินเข้มกลมกลืนกันไปแบบเนียนๆ นกเอี้ยงถ้ำไต้หวันเป็นนกเกาะคอนขนาดกลาง ยาว 28-30 ซม. ชุดขนสีน้ำเงินเหลือบเหมือนกันทั้งผู้และเมีย แตกต่างจากนกเอี้ยงถ้ำบ้านเราที่มีม่านตาสีแดงและขนาดเล็กกว่านิดหน่อย มักกระโดด หรือวิ่งบนพื้นดินมากกว่าจะบิน ยามหาอาหารในเวลากลางวัน เมื่อตื่นตกใจ จะบินขึ้นไปเกาะกิ่งไม้สูง เพื่อเฝ้าระวังภัยที่อาจกรายใกล้ตัว หรือถ้ากะทันหัน อาจบินหนี โดยจะบินต่ำๆ พุ่งตรงห่างออกไป "ชื่ออังกฤษ บ่งบอกสาแหรกและลักษณะของเสียงร้องว่านับญาติกับนกเดินดงและเป็นนกเฉพาะถิ่นของไต้หวัน"ชื่อวิทยาศาสตร์ Myophonus insularis แปลว่า "นักฆ่าบนเกาะ" (หมายถึงเกาะไต้หวัน สื่อความเป็นนกเฉพาะถิ่น) ฟังดูดุดัน เพราะนกเอี้ยงถ้ำค่อนข้างดุจากพฤติกรรมหวงถิ่น

"นกเอี้ยงถ้ำเป็นนกปากเปราะ และเสียงดัง ขณะบินหรือยามออกหากินในอาณาเขตของแต่ละตัว จะส่งเสียงร้องแหลมเล็กที่เหมาะต่อการทะลุทะลวงใบไม้กีดขวางแวดล้อม เพื่อประกาศถิ่นของตนเอง ในชื่ออังกฤษจึงเรียกว่า whistling thrush เพราะเสียงร้องคล้ายคนผิวปากลากยาวเป็นทอดๆ ยามค้นหาอาหาร" นกเอี้ยงถ้ำจะกระดกหางขึ้นลง แผ่และหุบหางสลับกัน นัยว่าเพื่อไล่แมลงให้แตกตื่นเคลื่อนที่จะได้มองหาเจอได้ง่ายๆ นกเอี้ยงถ้ำไต้หวันเป็นนกกินแมลง (insectivore) เช่น แมลงในน้ำตามลำธาร หรือข้างตลิ่ง หากจริงๆ แล้ว ไม่ได้จำกัดประเภทของอาหารแค่นั้น สัตว์อื่นๆ เช่น ไส้เดือน ตั๊กแตน กบ กิ้งก่า หรือแม้แต่ลูกไม้ก็ไม่รังเกียจเพราะอิ่มเหมือนกัน ยามหาเหยื่อจะกระโดดหรือเดินไปมาตามซอกหลืบของก้อนหิน ใช้จะงอยปากพลิกเศษใบไม้เพื่อหาแมลงกิน อาจย่ำลงน้ำตื้นๆ ในลำธาร เพื่อไล่จับกุ้งหรือปลาตัวเล็กๆ กินโดยไม่ยี่หระต่อน้ำไหลแม้แต่น้อย บางครั้งพานเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน (ดูวิดีโอที่ลิงค์) ทำรังวางไข่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ฤดูฝนของไต้หวัน รังเป็นรูปถ้วยขนาดเล็ก ขนาดพอเหมาะตัว นกใช้กิ่งไม้แห้งสานขัดกันเป็นโครงแล้วต่อเติมรากไม้ มอส และตะไคร่น้ำให้มิดชิดรวมทั้งเป็นวัสดุรองภายในรัง วางไข่ 2-4 ใบ พ่อและแม่นกผลัดกันกกไข่ และเลี้ยงดูลูกนก "ในประเทศไต้หวันพบได้บนพื้นราบเสมอระดับน้ำทะเลจนถึงป่าดิบเขาบนที่สูงถึง 2,100 เมตร" เรียกว่าอยู่ได้ทั้งที่ต่ำและดอยสูง มักพบบนพื้นในป่าดิบเขา ป่าไผ่หรือป่าละเมาะที่มีลำธารน้ำไหล "จึงเป็นตัวเอกตัวหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป และหาไม่ยาก เพียงแค่หาลำธารที่สะอาด มีน้ำไหลเรื่อยเอื่อยๆ มีก้อนหินใหญ่ตามตลิ่งก็อาจพบเจ้าถิ่นแห่งลำธารบนเกาะไต้หวันตัวนี้ ออกมาทักแผ่หางส่งเสียงร้องทักทายให้ชื่นใจไปอีกชนิดหนึ่งในฐานะเป้าหมายหนึ่งของการดูนกไต้หวัน"


ชมวิดีโอของนกเอี้ยงถ้ำไต้หวันเล่นน้ำที่

Link


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:10 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 23/08/2009 3:24 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Then and Now

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11488 มติชนรายวัน



จำวันนั้นได้ไหมครับ วันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2552 ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปล่อยอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย จำนวน 10 ตัว ณ ป่าเต็งรัง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี สืบเนื่องมาจากข่าวการบินตกของบรรดาอีแร้งเหล่านี้ตลอดฤดูหนาวที่ผ่านมา และประชาชนต่างส่งข่าวหรือช่วยเหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แจ้งให้สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชไปรับตัวมาส่งที่หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อฯ จนสุขภาพแข็งแรง พร้อมจะบินขึ้นสู่ฟ้ากลับคืนธรรมชาติ และวันนั้นก็เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่ตอกย้ำว่าสัตว์ป่า ควรอาศัยอยู่ในป่า อันมีธรรมชาติเป็นบ้านไม่ใช่ในกรงขัง หรือถูกผูกขาเป็นสัตว์เลี้ยงของคนบางคนที่เห็นแก่ตัว แค่อยากได้อยากมี ไปซื้อ ไปล่านกป่ามาเลี้ยงเพียงแค่ตอบสนองโมหะส่วนตน ภายหลังจากปล่อยแร้งร่วงฝูงนี้ ซึ่งเป็นฝูงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการฟื้นฟูและปล่อยคืนธรรมชาติพร้อมกันในอุษาคเนย์ โดยบ้านเราเป็นแนวหน้าในการช่วยเหลืออีแร้งอพยพชนิดนี้ก่อนใครๆ เพราะทั้งพร้อมในความรู้ ประสบการณ์และความร่วมมือของทุกฝ่าย ที่เขตฯ ห้วยขาแข้ง หลังจากนั้นมีอีแร้ง 2-3 ตัววนเวียนอยู่ในพื้นที่ปล่อย ใกล้จุดจัดทำร้านอาหารแร้ง วางซากโคไว้เป็นอาหาร แต่ส่วนใหญ่โบยบินขึ้นฟ้าไปซะไกลลิบ สัปดาห์หนึ่งนับจากวันปล่อย ได้ข่าวจากเจ้าหน้าพิทักษ์ป่าลาดตระเวนและเฝ้าระวังปกป้องสัตว์ป่าตามแนวตะเข็บของเขตฯห้วยขาแข้ง และเขตฯทุ่งใหญ่นเรศวร พบอีแร้งเกาะต้นไม้ถึง 6 ตัว! ทั้งๆ ที่ในใจลึกๆ ผมลุ้นให้พวกแร้งร่วงฝูงนี้ติดใจรสชาติซากโค วนเวียนอยู่ในพื้นที่ปล่อยอีกสักหลายเพลา เผื่อว่าปีหน้าฟ้าใหม่ จะได้อพยพกลับมาจุดเดิมอีก จะได้เป็นแหล่งอาหารหลัก แหล่งพักพิงในหน้าหนาวที่แร้งตัวอื่นๆ อพยพผ่านมาสังเกตเห็น จะได้บินลงมาร่วมผสมโรงร้านอาหารแร้งด้วย

แต่แผนคนหรือจะหาญสู้ลิขิตฟ้า การณ์ก็ไม่เป็นไปตามคาด อาจเป็นเพราะฟื้นฟูและเลี้ยงเจ้าพวกนี้ดีเกินไป (ฮา) จนผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เดินทางไปร่วมงานปล่อยบรรดาหนูแร้งเปรยกับผมว่า "อาจารย์เลี้ยงแร้งดีจริงๆ ปล่อยแล้วบินฉิวเลย" (ฮาอีก) จากวันปล่อย ทีมติดตามอีแร้งจากสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ลูกศิษย์ของผมและผม ตระเวนสำรวจผืนป่าเต็งรังหลายสัปดาห์ จนปลายเดือนพฤษภาคมนั่นแหละ ถึงคราวโบกมือลาบรรดาแร้งเหล่านี้ซะที เพราะไม่พบแร้งในพื้นที่อีกเลย ...กระทั่งผมเพิ่งจะได้รับข่าวดีทางอี-เมลจากสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ว่ามีวิศวกรชาวจีน ส่งอี-เมลแจ้งมาว่า เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาในวันที่พายุฝนโหมกระหน่ำชุมชนฉางฉุน (ChangChun) ในมณฑลจิหลิน (Jilin) ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ชาวบ้านพบอีแร้งตัวใหญ่มหึมาไม่ทราบชนิด แต่ที่ปีกติดแผ่นป้ายพลาสติคสีเขียว ระบุหมายเลข THA #14 ไว้ จนหนังสือพิมพ์ลงข่าว (เหมือนบ้านเราในฤดูหนาวที่ผ่านมา ลงข่าวแปลกว่านกยักษ์บ้าง แร้งบ้างบินตกหลายครั้ง) เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ไปรับตัวแร้งเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น และมองเห็นทั้งป้ายบนปีกและห่วงขาที่ใส่ไว้เสมือน ID card ประจำตัวอีแร้งตัวดังกล่าว อีกทั้งระบุอี-เมลให้ผู้พบแจ้งข่าวกลับมา ปรากฏว่าแร้งหมายเลข 14 ตัวนี้ ชื่อ KU 36 เป็นลูกนกเมื่อปีกลาย คงหมดแรงข้าวต้มเพราะหาซากสัตว์กินไม่ได้ บินตกลงไปในสวนปาล์มของชาวบ้านที่ ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี (ขอบคุณชาวสุราษฎร์แทนแร้งด้วยนะครับ) เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เมื่อเครือข่ายช่วยแร้งร่วงของเราทราบข่าวจึงไปรับตัวมาฟื้นฟูและปล่อยไปแล้ว

เจ้า KU 36 ตัวนี้คงบินอพยพขึ้นเหนือไปเรื่อย มีอาหารกินตลอดทาง เพราะนับจากวันที่ปล่อยจนถึงวันที่พบปลายเดือนกรกฎาคม ก็เกือบสามเดือนแล้ว เป็นข่าวดีต่องานฟื้นฟูและปล่อยนกล่าเหยื่อขนาดใหญ่ในบ้านเราว่า ถ้านกสุขภาพแข็งแรง และปลอดโรคต่างๆ ฝึกบินได้ นกเหล่านี้สามารถเดินทางไกลนับพันกิโลเมตร ทั้งยังมีสัญชาตญาณอพยพตามฤดูกาลอีกด้วย เพราะนกอพยพไปเรื่อยๆ ถึงประเทศจีน แม้ว่ามณฑลจิหลินไม่ใช่พื้นที่ที่พบอีแร้งชนิดนี้มาก่อน แต่อยู่ใกล้ประเทศมองโกเลียที่มีรายงานพบอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยด้วย เจ้า KU 36 อาจจะเกิดมาจากถิ่นอาศัยในประเทศจีนหรือมองโกเลียก็เป็นได้บอกตามตรงว่าขณะเขียนต้นฉบับนี้ไป ก็ชื่นใจไป เพราะข่าวพบอีแร้งครั้งนี้พิสูจน์ว่านกตัวใหญ่ๆ เช่นนี้ เมื่อเราในฐานะมนุษย์ใจสูง ช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ ด้วยความเมตตาต่อสัตว์อย่างแท้จริง (ไม่ใช่อ้างว่าสงสารแล้วจับใส่กรงขังไปชั่วชีวิต) ให้โอกาส ต่อชีวิตอีกครั้ง นกก็สามารถดำรงชีวิตด้วยตนเองได้จริงๆ ในธรรมชาติ นับเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดอีกวันหนึ่งครับ นอกเหนือ จากได้ "เห็น" นก "ใหม่" ตาม "หมาย" (ฮา)


ชมภาพของ KU 36 เพิ่มเติมที่ลิงก์

http://thairaptorgroup.com/TRG/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=1932

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:12 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 01/09/2009 2:35 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(5)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11495 มติชนรายวัน


นกเฉพาะถิ่นชนิดที่สามของเกาะไต้หวันเป็นนกเกาะคอนในสกุล "นกกะราง" (Laughingthrush)


ฟังจากชื่อก็คงพอจะเดาได้ว่าเป็นนกเจื้อยแจ้วเจี๊ยวจ๊าว ชื่ออังกฤษยิ่งตอกย้ำเสียงร้องของนก ที่แปลจากการประสมคำว่า นกเดินทางที่ชอบ "หัวร่อ" ซึ่งจริงๆ แล้วสื่อเสียงร้องก้องไพรของนกที่ต้องการสื่อสารระหว่างสมาชิกในฝูงนกกะราง ยามเคลื่อนที่ไปมาภายในป่าดง จะได้ไม่พลัดหลงจากกัน "นกกะราง" เป็นนกป่า นกดอย มักอาศัยในป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณไปจนถึงป่าดิบชื้นบนภูเขา ปกติจะได้ยินเสียงร้องดังเป็นพรวนยามที่เดินเข้าไปใกล้ ที่ไต้หวันมีนกกะรางหลายชนิด แต่ชนิดหนึ่งเดียวตัวนี้ ไม่พบที่ใดอีกแล้ว นอกจากบนเกาะสวรรค์แห่งนี้ เรียกว่า "นกกะรางเคราขาว" หรือ White-whiskered Laughingthrush ปกตินกป่านกดอยเช่นนกกะราง จะมีนิสัยปราดเปรียว กระโดดไปมาระหว่างกิ่งไม้ในพุ่มไม้รกชัฏ ค้นหาแมลงหรือสัตว์ขนาดเล็กกินเป็นอาหาร หาก "นกกะรางเคราขาว ที่กลุ่มดูนกพบพานหลายที่ทั้งที่ยอดภูเขาไต้เซาะซัว หรือที่เหอฮวนซัว ล้วนเชื่องต่อคน ไม่ตื่นกลัวเมื่อมีคนเข้าใกล้" เหมือนกับ "นกกะรางกระหม่อมแดง" บนยอดดอยอินทนนท์ไม่มีผิด ตอกย้ำที่ผมเคยยืนยันไว้แล้วว่า เมื่อคนไม่ล่า ไม่จับนกมาเลี้ยงในกรงขัง นกก็เชื่องและไว้เนื้อเชื่อใจต่อคน เรียกว่า "เลี้ยง" โดยไม่ต้อง "เลี้ยง" ต่างจากบางพื้นที่ในบ้านเรานี่แหละ แค่นกที่เกาะบนต้นไม้ หรือบินอยู่ พอเห็นนักดูนกยกกล้องส่องจะดูซะหน่อย นกตัวนั้นก็บินหนีหรือเปลี่ยนทิศในฉับพลัน เพราะนกคิดว่ามนุษย์คนนั้นกำลังจะยก "ปืน" จะยิงมันซะงั้น คิดแล้วน่าขายหน้านิ ขนาดนกยังไม่ไว้วางใจคนบ้านเราถึงขนาดนั้นเลยหรือ!!!

"นกกะรางเคราขาวเป็นนกขนาดกลาง จากจะงอยปากจรดปลายหางยาว 26-28 เซนติเมตร รูปลักษณ์ของนกกะรางทั่วไป คือ ปากค่อนข้างยาว คอสั้น ลำตัวเรียวต่อท้ายด้วยหางยาว ขายาวแข็งแรง สามารถเดินหรือกระโดดบนพื้นหรือไต่บนกิ่งไม้ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว" ใบหน้าแต้มเติมด้วยขนสีขาวลากยาวจากโคนปากจรดข้างคอ เสมือนเคราคน ลำตัวสีน้ำตาลแกมแดง ปีกสีเทาแต้มด้วยปื้นสีทองเป็นรูปแบบที่เหมือนกันระหว่างบนปีกและบนหาง ตัวผู้และตัวเมียเหมือนกัน ลูกนกก็คล้ายตัวเต็มวัย หากจะงอยปากสั้นกว่าและท่าทางเด๋อด๋ากว่า (ถ้าเคยเฝ้าสังเกตลูกนกยามออกจากรังแล้วคอยไล่ตามพ่อและแม่คงนึกได้) "ชื่อวิทยาศาสตร์ Garrulax morrisonianus แปลว่า นกจอมบ่น ค้นพบเป็นครั้งแรกบนยอดเขามอร์ริสัน (Mount Morrison) บนเกาะไต้หวัน จึงตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่สถานที่ตามหลัก toponym ที่เรียกว่าจอมบ่น โดยนัยเดียวกับคำว่ากะราง เพราะนิสัยของนกกะราง ยามเกาะกิ่งไม้พักผ่อน มักอยู่รวมกันเป็นฝูง ส่งเสียงร้องติดต่อกันทอดยาว เหมือนคนบ่นพึมพำงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์" หากเป็นพฤติกรรมกระชับความสัมพันธ์ภายในฝูง ที่ประกอบด้วยสมาชิกในครอบครัวเดียวกันแต่หลายรุ่นหลายครอก นกกะรางชนิดนี้พบเป็นนกสูง ส่วนใหญ่อาศัยบนภูเขา หากผลุบโผล่ไม่เลือกที่ เช่นที่เราส่องดูกันอย่างใกล้ชิด นกไม่กระมิดกระเมี้ยนซ่อนตัว บนลานจอดรถของยอดเขาไต้เซาะซัว เหตุหนึ่งเพราะว่านกรู้แล้วว่าคนไม่ล่า ไม่ทำร้าย แถมมีเศษอาหารทิ้งอยู่ในถังขยะ หรืออาจตกหล่นบนพื้น นกก็ใจกล้ากระโดดหย็องแหย็งออกมาจิกกินได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม นกก็ยังรักษาระยะระหว่างตัวนกและตัวคน เรียกว่ายังมีระยะระแวงภัยอยู่นั่นเอง

แม้ว่าถูกจัดให้เป็น "นกกินแมลง" แต่เมื่อใช้ชีวิตใกล้คน อาหารอื่นๆ มีให้เลือกมากมาย ทั้งเศษขนมปัง เมล็ดข้าว หรือเมล็ดพืชต่างๆ ตามธรรมชาติ นกก็กินด้วย เรียกว่าเอาตัวรอดได้ไม่ยาก ถ้าไม่ช่างเลือกในวิถีของตน เนื่องจากเป็นนกที่อาศัยในพุ่มไม้รก หรือดงหญ้า ยามทำรังวางไข่ นกจึงมีปีกสั้นไม่ให้กีดขวางยามกระโดดมุดหนีหายไปในร่องหรือช่องระหว่างใบไม้หรือกิ่งไม้ อาจดูเหมือนบินไม่แข็งแรงนัก จะร่อนถลาไปเรื่อยๆ และมักจะบินไปกันเป็นฝูง "ดังนั้นถ้าพบเห็นนกกะรางบินก็ควรใจเย็นเฝ้ารอเงียบๆ ยิ่งพบนกบินข้ามถนนก็ให้รอได้เลย มักจะมีนกตัวอื่นๆ ในฝูงบินตามออกมากันเป็นพรวน ชวนให้ส่องดูกันได้เต็มตา อิ่มใจไปอีกตัวครับ"

หมายเหตุ : กลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรีจัดงานสัมมนาประสาเหยี่ยว วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายนศกนี้ ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเหยี่ยวอพยพเพื่อต้อนรับเทศกาลดูเหยี่ยวอพยพ จ.ชุมพร เดือนตุลาคม อ่านรายละเอียดที่ www.thairaptorgroup.com งานนี้ฟรีครับ!


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:14 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 07/09/2009 9:31 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11502 มติชนรายวัน



"ทั่วฟ้าเมืองไทย จังหวัดเพชรบุรีมีนกในธรรมชาติมากชนิดที่สุด เรียกได้ว่าเป็นจังหวัดที่ดีที่สุดในการดูนก" ไม่เฉพาะจำนวนชนิดเท่านั้น ความหลากหลายของกลุ่มนกก็หาจังหวัดอื่นเทียบไม่ได้ เนื่องจากสภาพพื้นที่มีความแตกต่างอย่างมาก ตั้งแต่ทุ่งนา พื้นที่กสิกรรม ชายทะเล หาดทรายและหาดเลน ตลอดจนป่าดิบชื้นตามแนวเทือกเขาฝั่งตะวันตก นับเป็นสวรรค์ของนักดูนก ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดส่อง อาจเริ่มศึกษานกน้ำ นกทุ่งตัวง่ายๆ ตามท้องทุ่งนาหรือพื้นที่กสิกร นกป่าหลากสี ตัวดึงดูดและตัวช่วยย้ำรอยประทับใจให้กับนักดูนก สนุกกับการส่องนกมากยิ่งขึ้น ในป่าแก่งกระจานอันเป็นผืนป่ารอยเชื่อมต่อระหว่าง "ป่าเหนือ" จากเทือกเขาหิมาลัย และ "ป่าใต้" จากคาบสมุทรมาเลเซีย ตลอดจนนกอีกสองกลุ่มที่จัดว่า "หิน" หรือยากในการจำแนก และมักถูกละเลยจากนักดูนกจำนวนมาก กระทั่งเมื่อตะลอนดูนกทั่วไทยจำนวนมาก จนรายชื่อนกชนิดอื่นที่ไม่เคยเห็นเหลือน้อยเต็มทีนั่นแหละ ถึงจะเบือนหน้าหันกล้องมาส่องดูนกกลุ่มนี้ ได้แก่ นกชายเลนและนกล่าเหยื่อ ซึ่งก็ไม่ใช่ที่อื่นใด จังหวัดเพชรบุรีอีกน่ะแหละที่ "ณ วันนี้ เป็นแหล่งดูนกนกชายเลนและนกล่าเหยื่อ โดยเฉพาะประดาขาใหญ่ เช่น นกอินทรีอพยพ ที่ดีที่สุดในเมืองไทยก็ว่าได้" ยิ่งไปกว่านั้นจากสภาพภูมิประเทศของจังหวัดเพชรบุรี เฉกเช่น "ป่าแก่งกระจาน เป็นจุดเชื่อมรอยต่อระหว่างภาคเหนือ ตะวันตก อีสานและภาคกลาง กับภาคใต้ จึงเป็นทางผ่านของบรรดากองทัพนกอพยพหนีหนาวจากประเทศรัสเซียและจีน เพื่ออพยพผ่านไปยังภาคใต้ ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย เรียกว่าตลอดปี มีนกให้ดูทุกเดือนที่เพชรบุรี"

ณ ป่าชายเลนฝั่งอ่าวไทย ตอนใน ของอำเภอบ้านแหลม เป็นที่ตั้งของ "โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" พื้นที่โครงการ ประกอบด้วยบ่อบำบัดน้ำเสีย ป่าชายเลน หาดทรายยื่นสู่ทะเลอ่าวไทย ชื่อว่า ""แหลมผักเบี้ย"" กลายเป็นแหล่งพักพิงชั่วคราวของนกอพยพนานาชนิด ที่ใช้ชายทะเลฟากนี้เป็นทางผ่านไปยังบ้านในฤดูหนาว "แหลมผักเบี้ยกลายเป็นแหล่งดูนกคุ้นหูในวงการดูนก เนื่องจากเป็นแหล่งดูนกชั้นยอดที่ไม่ไกลจากกรุงเทพ" และเป็นแหล่งสำรวจนกตั้งแต่ พ.ศ.2536 โดย "ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฟิลลิป เดวิด ราวด์" นักปักษีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล จากงานดักจับนกเพื่อติดเครื่องหมายด้วยการใส่ห่วงขาแล้วปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ กลายมาเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักดูนกและประชาชนทั่วไป ได้สัมผัสและรับประสบการณ์ตรงจากนกหลายชนิด ระดับ in-hand ได้จับตัว คลี่ปีก นับขนเป็นเส้นๆ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวโครงสร้างของนกมากขึ้น จนผลิดอกออกผลออกมาเป็นหนังสือคู่มือดูนกสำหรับแหล่งดูนก ซึ่งเป็นหนังสืออีกแนวที่ยังมีน้อยนักในวงการดูนกไทย

"นกแหลมผักเบี้ยเป็นหนังสือคู่มือดูนกที่รวบรวมชนิดนกภายในโครงการแหลมผักเบี้ยและพื้นที่ใกล้เคียง" พบนก 243 ชนิด ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลน และนกน้ำ กึ่งหนึ่งเป็นนกอพยพที่เข้ามาอาศัยพื้นที่เป็นแหล่งอาศัยในฤดูหนาว หรืออพยพผ่านไปภาคใต้ เช่น นกจับแมลง หรือนกกระจิ๊ด จากความร่วมมือของนักดูนกชั้นยอดของเมืองไทย อย่างผู้ช่วยศาสตราจารย์ฟิลลิป และกองบรรณาธิการ กอปรด้วยคุณวิเชียร คงทอง คุณพินิจ แสงแก้ว คุณสมชาย นิ่มนวล และอาจารย์นฤชิต ดำปิน กับนักถ่ายภาพนกอันดับต้นๆ ของเมืองไทย คือคุณวิชา นรังศรี และคุณสมิทธิ์ สุติบุตร์ ช่วยเพิ่มแง่มุมของความงามจากท่วงท่าและอิริยาบถของนกในธรรมชาติให้กับหนังสือเล่มนี้ที่พิมพ์สี่สีด้วยภาพนกในธรรมชาติ และภาพนกในมือจากการใส่ห่วงขา ประกอบเนื้อหาอันแน่นและเนียนด้วยข้อมูลของนกในพื้นที่แหลมผักเบี้ยจากฝีมือการเรียบเรียงของคณะผู้เขียน ที่รวบรวมตลอด 15 ปี อีกทั้งยังเป็นหนังสือสองภาษา มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้เลือกอ่าน หนังสือหนา 288 หน้า ภาพสีกว่า 500 ภาพ ด้วยราคาหน้าปก 450 บาท มีจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ และสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย (www.bcst.or.th)


"หากสงสัยใคร่รู้เรื่องราวความเป็นมาของหนังสือเล่มนี้จากวาจาของคณะผู้จัดทำ ก็พบกันได้ที่สยามพารากอน วันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้ จะมีการเปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการโดยมูลนิธิชัยพัฒนา"

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:17 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 14/09/2009 12:02 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Return of the Winged Wonders

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11509 มติชนรายวัน


เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน ภาพ : Lee Kai Hong


12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน คำโปรยอันคุ้นหู เชิญชวนให้ท่องเที่ยวทั่วไทย ชูความวิจิตรมหัศจรรย์ของธรรมชาตินานัปการ สำหรับเดือนตุลาคม เหยี่ยวอพยพนับแสนตัวที่จังหวัดชุมพร ประตูสู่ภาคใต้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติประจำปี และหนึ่งปีมีให้เห็นเพียงครั้งเดียว คำโปรยที่ว่า "เหยี่ยวอพยพนับแสนตัว" เป็นคำกล่าวไม่เกินจริงแม้สักนิดเดียว จากข้อมูลของทั้งฝรั่งนักวิจัยและกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี ยืนยันตรงกันว่าทุกปีระหว่างการอพยพผ่านในฤดูกาลอพยพต้นหนาว (autumn migration) มีเหยี่ยวและนกอินทรีอพยพผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และชุมพร มากกว่า 100,000 ตัว มหกรรมการอพยพของนักล่านานาชนิดกว่า 20 ชนิด มีทั้งนักล่าตัวใหญ่ เช่น นกอินทรีหรือเหยี่ยวผึ้ง หรือนักล่าตัวเล็ก เช่น เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ ตัวเล็กกว่าไก่บ้าน มีหงอนชูชันมองดูน่ารักมากกว่าน่าเกรงขามตามประสานักล่านามว่า "เหยี่ยว" เมื่อส่องดูฝูงเหยี่ยวตัวเล็กๆ ชนิดนี้นับร้อยนับพันตัวในแต่ละฝูง "กลิ้ง" เป็นลูกบอลลอยฟ้าเคลื่อนไปอย่างช้าๆ บนนภากาศด้วยอิทธิพลของมวลอากาศร้อนที่ยกตัวขึ้นสูง เป็นแรงขับให้ฝูงเหยี่ยวฝูงแล้วฝูงเล่า เคลื่อนตัวไปสู่จุดหมายอีกไกลโพ้น หรือยามมวลอากาศร้อนหมดแรงส่ง ฝูงเหยี่ยวเหล่านั้นจะสลายตัว แตกฝูงเรียงแถวตอนเป็นแนวยาว กระพือปีกเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อให้ได้ระยะทางมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ มองดูคล้ายกับสายน้ำถั่งโถมจากจุดเริ่มต้นพุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ดังที่ฝรั่งนักดูเหยี่ยวเปรียบเปรยว่า river of raptors สร้างความตื่นเต้นและประหลาดใจทุกครั้งที่พบเห็นว่ามีอย่างนี้ด้วยหรือ! ภาพเหล่านี้อาจจะนึกวาดภาพตามได้ยากสำหรับบางคน หากไม่ยากเลยที่จะไปพิสูจน์ด้วยตนเองตามจุดชมดูเหยี่ยวอพยพที่ ต.นาทุ่ง อ.เมือง จ.ชุมพร และเขาเรดาห์ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในแต่ละวัน จะได้เห็นว่าชีวิตของเหยี่ยวอพยพนั้นท้าทายและเสี่ยงอันตรายเพียงใด ทั้งลม ฝน และผืนทะเล ใช่ว่าบินอยู่บนฟ้าแล้วไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ ต้องเผชิญอุปสรรคนานัปการเพื่อเดินทางไปให้ถึงจุดหมาย คือ บ้านในฤดูหนาว อันได้แก่ป่าดิบที่คาบสมุทรมลายูหรือหมู่เกาะต่างๆ ของประเทศอินโดนีเซีย บางชนิด เช่น เหยี่ยวผึ้งบินอพยพไกล ก้าวข้ามทะเลไปถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ก็มี ในบรรดาเหยี่ยวอพยพกว่า 20 ชนิดนับแสนตัวที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางด่วน มีเหยี่ยวอพยพ 5 ชนิดหลักที่บินผ่านภาคใต้นับพันนับหมื่นตัวตลอดฤดูกาล ได้แก่ เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น เหยี่ยวหนาเทาและเหยี่ยวผึ้ง แต่ละชนิดจะมีกำหนดเวลาอพยพของตนเอง

บางชนิด เช่น เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ หรือเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนอาจอพยพมากกว่าหมื่นตัวในแต่ละวัน มีรูปแบบการอพยพเป็นฝูงมหึมา จนตัวเหยี่ยวกลายเป็น "ยุง" บินอยู่บนฟ้า ดังที่นักดูเหยี่ยวบางคนบนเขาเรดาห์เปรียบเปรยไว้ บางชนิดอพยพเป็นรายตัว อาจพบเพียงเรือนร้อยในแต่ละวัน และแต่ละตัวอาจบินผ่านจุดชมดูเพียงเสี้ยววินาที โดยปกติเหยี่ยวอพยพในเวลากลางวัน เพื่อให้ได้ระยะทางไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากอนาคตข้างหน้าไม่มีทางรู้ได้ว่าจะเจอพายุฝนจนต้องแวะพักจนกว่าสภาพอากาศจะเอื้ออำนวยให้บินต่อ เหยี่ยวจะพักในเวลากลางคืนโดยเกาะบนต้นไม้ ทั้งในป่า หรือบนภูเขา เมื่อหิวโซก็หยุดอพยพแล้วไล่จับแมลง เช่น จักจั่น ตั๊กแตน หรือหนูนากินเป็นอาหาร บางชนิดเลือกเมนูพิเศษพิสดารตามชื่อ คือ เหยี่ยวผึ้ง ชอบกินรวงผึ้งและตัวอ่อนของผึ้ง จนบางปียังเคยถ่ายภาพของเหยี่ยวผึ้งตะครุบรังผึ้งไว้ในกรงเล็บขณะบินผ่านชุมพรด้วย คงจะเก็บไว้เป็นเสบียงกินระหว่างทางละกระมัง! นับเป็นปีที่ 8 แล้วที่จังหวัดชุมพรจัดงานเทศกาลดูเหยี่ยวอพยพ เพื่อต้อนรับบรรดามหัศจรรย์แห่งปีกนับแสนตัวเหล่านี้ ในฐานะผู้เหย้าต้อนรับผู้เยือน ระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคม ซึ่งช่วงนี้จะมีเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนและเหยี่ยวผึ้งเป็นตัวเด่น มีเหยี่ยวทุ่ง เหยี่ยวออสเปร หรือจ้าวเวหาแห่งความเร็ว เช่น เหยี่ยวเพเรกรินเป็น "ของแนม" สร้างความตื่นเต้นเมื่อส่องเห็นและจำแนกชนิดได้ เพราะนับตัวน้อยราย มิได้มาเป็นกองทัพอย่างมืดฟ้ามัวดิน เช่น เจ้าพันธุ์จีน หรือเหยี่ยวผึ้ง นับแต่นี้ไปจนถึงต้นหนาว ลองแหงนหน้ามองฟ้าบ่อยๆ อาจจะได้เห็นฝูงเหยี่ยวอพยพ และขอฝากเป็นความรู้ไว้ว่าเหยี่ยวอพยพทุกชนิด รวมทั้งนกอินทรีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอันเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติของทุกคน การดักจับเพื่อนำไปเลี้ยง หรือยิงให้บาดเจ็บหรือตายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ฝากบอกต่อๆ กันด้วยครับ


ชมวิดีโอขณะเหยี่ยวอพยพผ่านเขาเรดาห์ที่ลิงค์

Link


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:20 pm, แก้ไขทั้งหมด 5 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 20/09/2009 6:06 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(6)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11516 มติชนรายวัน



นกหางรำ (Sibia) เป็นนกเฉพาะถิ่นของเอเชียตั้งแต่เทือกเขาหิมาลัยในอนุทวีปอินเดีย แพร่กระจายมาทางทิศตะวันออกในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และอุษาคเนย์ เป็นนกป่าดิบบนภูเขาสูง หนึ่งเดียวตัวนี้ที่เป็นเป้าหมายของการดูนกครั้งนี้ คือ *นกหางรำหูขาว (White-eared Sibia)* เป็นนกหางรำชนิดเดียวที่พบบนเกาะเล็กๆแต่มากชนิดนกแห่งนี้ *นกหางรำหูขาวเป็นนกเกาะคอน ขนาดกลาง ยาว 24 ซม. รูปลักษณ์แบบนกป่าทั่วไป คือ ท่อนขาแข็งแรง ปีกสั้นและหางยาว ชุดขนเข้มด้วยสีดำ น้ำเงินเหลือบและสีน้ำตาล ใบหน้ามีขนยาวขาวดั่งปุยหิมะ บริเวณท้ายนัยน์ตาที่เชื่อมต่อกับแถบขาวพาดตาขับเน้นใบหน้าของนกให้โดดเด่นขึ้นอีกมาก ตัวผู้และตัวเมียเหมือนกัน* ชื่อไทยเลียนพฤติกรรมของนกที่เรียกว่าอยู่ไม่สุข ชอบกระโดดไต่ตามกิ่งไม้ หางยาวจึงสะบัดไปมา ช่วยดุลน้ำหนักตัว ยามเคลื่อนไหวรวดเร็วคล่องแคล่ว เสมือนว่านกกำลังร่ายรำส่วนหาง ชื่ออังกฤษแผลงมาจากคำว่า sibya ในภาษาเนปาล ที่นักปักษีวิทยายืมมาเรียกนกหางรำชนิดแรกที่ค้นพบสำหรับสกุลนี้ เดิมเรียกว่า White-eared Sibia เน้นลักษณะของชุดขนโดดเด่นบริเวณใบหน้ามีขนยาวสีขาวเสมือนจอนหู หากต่อมาเนื่องจากพบแพร่กระจายพันธุ์เฉพาะบนเกาะไต้หวัน จึงเรียกว่า Taiwan Sibia ชื่อวิทยาศาสตร์ Heterophasia auricularis แปลว่านกรูปลักษณ์แปลกๆ (ตามความเห็นของนักปักษีวิทยาสมัยนั้น เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับอนุกรมวิธานยังไม่แพร่หลาย) ที่มีส่วน "หู" เป็นเอกลักษณ์ หรือจอนหูสีขาว*นกอาศัยอยู่ในป่าสน หรือป่าดิบชื้นหรือป่าดิบเขาระดับสูง เช่น ป่าก่อ ระหว่าง 1,000-3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล* หากในฤดูหนาว อาหารหายากขึ้นอาจจะอพยพโยกย้ายลงที่ต่ำกว่าเดิม มักพบรวมตัวกันเป็นฝูงเล็กๆ ส่งเสียงร้องแหลมโต้ตอบเพื่อให้ติดตามตัวกันได้ว่าสมาชิกในฝูงเกาะอยู่ตรงไหน ไปไกลหรือยัง

*นกหางรำเป็นนกกินแมลง (insectivore) หากประสานกป่าดิบบนดอย ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแมลง น้ำหวานและลูกไม้ที่ผลัดเปลี่ยนเวียนกันผลิดอกออกผลตามฤดูกาล มีให้กินตลอดปีจึงเป็นแหล่งอาหารของนกนานาชนิด* ดังนั้นยามเดินป่าดูนก ไม้ยืนต้นสูงกำลังออกดอกสีสดบานสะพรั่ง หรือพวงลูกไม้บนต้นไทร จะเป็น "หมาย" สำหรับนักดูนกได้ว่าน่าจะเฝ้ารออย่างใจเย็น ไม่ต้องเดินให้เหนื่อย แล้วคงประจักษ์ ส่องกันไม่หวาดไม่ไหว เมื่อนกนานาชนิดบินเข้ามาเยี่ยม "ร้านอาหาร" กลางป่าแบบนี้ ทั้ง นกโพระดก นกเขียวก้านตอง นกเปล้า (หรือนกพิราบป่าตัวเขียวๆ) นกปรอด นกหางรำ นกกาฝากอาจแถมเหยี่ยวในป่าอีกหลายชนิด เช่น เหยี่ยวนกกระจอกเล็ก เหยี่ยวต่างสี หรือเหยี่ยวภูเขา ฉวยโอกาสร่วมวง (แบบไม่น่าต้อนรับสำหรับนกเล็กๆ) ในฐานะนักล่าผู้ควบคุมประชากรนกในธรรมชาติให้สมดุล โฉบเข้าจับนกเล็กๆ กินก็เคยมี สังเกตได้ง่ายๆ ถ้าฉากชีวิตของการล่าจะเกิดขึ้น บรรดานกเล็กๆ รุมกินโต๊ะจีนบนต้นไม้ที่กำลังออกดอกหรือลูกไม้ก็ตามจะส่งเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจ โดยเฉพาะเจ้าปากเปราะเช่น นกปรอด แต่เมื่อใดมีเหยี่ยวบินร่อนเข้าใกล้ๆ หรือโฉบตัวเข้ามา เสียงอันฟังไม่ได้ศัพท์เหล่านั้นจะหายสิ้นเงียบกริบพร้อมกับเจ้าของเสียงแตกกระเจิงกระจาย มุดหายเข้าไปในพุ่มไม้เพื่อหนีภัยอย่างรวดเร็ว อย่างกับผึ้งแตกรังยังไงยังงั้นล่ะครับ วิถีเช่นนี้เป็นวิถีธรรมชาติระหว่างนักล่าและเหยื่อ หากเป็นวิถีที่เป็นไปเพื่อความอยู่รอด สองฝ่าย (ทั้งเหยื่อและเหยี่ยว) มีโอกาสเสมอกันเพื่อเอาชีวิตรอด ไม่ใช่การไล่ล่าเพื่อนำมาเลี้ยงในกรงขังสนองตอบความอยากได้ อยากมีของคนบางคนด้วยความโลภ...เพียงเพราะหลงคิดอย่างเห็นแก่ตัวว่าคนนั้นสูงและมีสิทธิเหนือกว่าสัตว์ป่า จนต้องพรากชีวิต พรากอิสรภาพของสัตว์ป่าได้ตามใจอยาก ขอฝากไว้ให้คิดครับ


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:22 pm, แก้ไขทั้งหมด 4 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 28/09/2009 12:34 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(7)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11523 มติชนรายวัน


นกติ๊ดไต้หวัน ตัวเมีย


Picture this! ดงสนสูงเสียดฟ้ากว่าสิบเมตร สดับฟังเสียงร้องรอบตัวของธรรมชาติ เสียงจอกแจกจอแจเหนือศีรษะชวนให้แหงนคอเงยหน้าขึ้นไปมอง ส่องกล้องควานหา ฝูงนกตัวเล็กๆ สีเหลืองสลับดำ เด่นด้วยหงอนยาวชูชันบนกระหม่อมเหมือนทรงผมโมฮ็อคเผ่าอินเดียนแดง ในฝูงนั้นหากสังเกตดีๆ จะพบว่ามีนกหลายชนิดอยู่ด้วยกัน "หนึ่งในนั้น คือ อีกหมายของทริปดูนกในฐานะนกติ๊ดถิ่นเดียวของเกาะไต้หวันนามว่า Yellow Tit หนึ่งในหกชนิดของนกติ๊ดบนเกาะ บางตำราเรียกว่า Taiwan Tit จากแหล่งดูนกบนที่ราบ" เราเปลี่ยนระนาบของความสูงขึ้นภูเขานามว่า "หิมะใหญ่" หรือไต้เซาะซัว บ้านของนกป่านานาชนิดในป่าดิบเขาและป่าสน ครานี้ไม่เหนื่อย ต้องแลกเหงื่อค้นหานกแม้แต่น้อย เพียงแค่เดินเรื่อยๆ รอบร้านอาหารบนศูนย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวก็ได้ยลเจ้าตัวเล็กหงอนชูตัวนี้เป็นฝูง "นกติ๊ดไต้หวันเป็นนกเกาะคอนตัวจิ๋ว ยาวเพียง 13 ซม. แต่คล่องแคล่วว่องไวยามเคลื่อนไหวบนกิ่งไม้ มักห้อยหัวยกหางบนกิ่งไม้เล็กๆ หรือใบไม้ใช้จะงอยปากเล็กแหลมชอนไชในซอกหลืบของเปลือกไม้หรือใบไม้ หาแมลง หนอนหรือผีเสื้อกินเป็นอาหาร" ลีลาการกินน่าทึ่งชวนดู ขยุ้มเหยื่อ เช่น ผีเสื้อตัวใหญ่ๆ ไว้ในกรงเล็บกดไว้บนกิ่งไม้ แล้วใช้จะงอยปากจิกเหยื่อจนตาย ถ้าเหยื่อตัวใหญ่เกินคำ นกจะจิกจนปีกหลุดแล้วขม้ำเฉพาะตัว ถ้าเหยื่อขนาดพอคำ จะได้เห็นปากกว้างพยายามกลืนลงคอในคราวเดียว ตลอดทั้งวันนกอาจไม่หยุดนิ่งถ้ายังไม่อิ่มด้วยแมลงตัวน้อยๆ จะถูกย่อยเป็นพลังงานสะสมในรูปของไขมันมากพอที่จะต่อสู้กับสภาพอากาศหนาวเย็นบนภูสูง โดยเฉพาะยามค่ำคืนกลางป่าดิบเขาสูงระดับนี้ เพราะถ้าไม่มีสำรองไฟด้วยไขมัน หากอุณหภูมิลดต่ำจนติดลบในฤดูหนาว นกอาจร่วงผล็อยลอยละลิ่วลงพื้นเพราะหนาวตายก็ได้ ดังนั้นนกบางตัวจะกรูกันเข้าไปคุดคู้อยู่ในโพรงไม้หลายตัวปันความอุ่นให้กันและกัน

"รูปลักษณ์ของนกสกุลติ๊ด คอสั้น หางสั้น ตัวยาวรี มีท่อนขาและกรงเล็บแข็งแรง" ตัวผู้และตัวเมียคล้ายกันด้วยส่วนบนสีดำแต่ส่วนล่างสีเหลือง ปลายขนบนท้ายทอยตั้งชันสีขาว แผ่นหลังสีดำแกมเทา เจิมปีกด้วยสีฟ้า หากตัวผู้มีขนดำขลับวาวกว่าตัวเมีย ถ้าไม่สังเกตใกล้ๆ หรือแค่มองเผินๆ คงยากจะแยกความแตกต่างได้ ชื่ออังกฤษบ่งบอกสีสันของชุดขนเด่นด้วยสีเหลือง ชื่อวิทยาศาสตร์ Parus holsti ตั้งตามคติ eponym แปลว่านกติ๊ดที่ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแด่นาย P.A. Holst นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนในศตวรรษที่ 19 คราวสำรวจบนเกาะญี่ปุ่นและไต้หวัน "นกติ๊ดเป็นนกรวมฝูงหรือชอบสังคม อาจพบในฝูงชนิดเดียวกัน หรือรวมฝูงหลายชนิดตะลอนออกหากินร่วมกันไป เรียกว่า mixed species flock หรือภาษาดูนกเรียกว่า bird wave ยามพบฝูงนกแบบนี้ล้วนเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของนักดูนก เพราะนกตัวเล็กๆ มองหายากยามปกติ มารวมฝูงนับสิบตัวจะถาโถมกันเข้ามาในกล้องส่องจนจำแนกหรือนับแทบไม่ทันทั่วทุกตัว" สมาชิกในฝูงประกอบด้วย "นกติ๊ด นกไต่ไม้ นกหางรำ นกหัวขวาน นกกระจ้อย นกกะราง" ไล่เรียงชื่อกันแล้วล้วนเป็นพวกกินแมลงซะมาก เพราะนกเหล่านี้ไม่มีแรงหรืออาวุธที่จะต่อกรกับนกชนิดอื่นๆ ที่อาจจะเป็นเจ้าถิ่นหวงอาณาเขต ถ้ากระจัดกระจายกันหากินตัวเดียวแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ บังเอิญรุกล้ำเข้าไปในถิ่นโจ๋ อาจถูกไล่ตีเสียเวลาหากินเปล่าๆ อย่ากระนั้นเลย รวมฝูงชักจูงพวกพ้องเดียวกันตระเวนไปทั่ว เจ้าถิ่นเห็นก็คงแหยง ไม่กล้าหยาม เห็นมากันเยอะน่ะซี อีกทั้งหลายตาย่อมดีกว่าตาเดียว ยามนักล่าหลบเร้นเข้าใกล้ ใครเห็นก่อนก็ร้องเตือนแล้วก็แยกย้ายกันหลบหนีประสาตัวใครตัวมัน จนนักล่างงไปเหมือนกันว่าจะไล่ตามตัวไหนดี! เรียกว่ารวมกันเราอยู่ แยกกันอาจตายได้


แต่น่าเสียดายที่บางคนบนแผ่นดินสารขัณฑ์กลับทำอะไรๆ สุดโต่งไร้สติ ไม่อายนกอายสัตว์ซะนี่ (ไม่ฮา)

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:24 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 06/10/2009 9:49 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

8

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11530 มติชนรายวัน



เช้าวันหนึ่งบนภูเขาหิมะใหญ่ เราตื่นแต่มืดขนาดไก่บ้านยังไม่โห่ มุ่งหน้าไปเฝ้าไก่ฟ้ามิกาโด ณ หมายหนึ่งกลางดงสนข้างถนนทอดยาวไปถึงยอดเขา โดยปกตินกป่า นกดอยตื่นเช้า พักผ่อนตอนสาย บ่ายนอน เย็นค่อยออกหากินอีกรอบ ดังนั้นถ้าจะดูนกป่าต้องตื่นให้ทันนก การณ์กลับไม่เป็นไปตามคาดแม้ว่านกจะออกมาหากินตามหมาย กลับกลายว่ามีแต่ไก่ฟ้าตัวเมียซะได้ พ่อไก่ไม่รู้ว่าหายหัว หายตัวไปไหน ปล่อยคู่ตุนาหงันฉายเดี่ยวซะงั้น! เมื่อกลับมารับอาหารกลางวันที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (ครับ เราเฝ้าไก่ตัวเดียวตลอดทั้งเช้าด้วยความมุ่งมั่นกว่า 4 ชม. ..นี่แหละดูนก ถ้าไม่อด ไม่ทนก็อาจไม่ได้เห็นนกตามหมาย ยกเว้นบางคนโดยเฉพาะมือใหม่หัดดูโชคดีมหาศาล เดินเรื่อยเปื่อยยังมีนกบินผ่านมาให้ส่องดูเฉยเลย อย่างนี้เรียกกันว่า beginner"s luck) พออิ่มท้องแต่ยังไม่อิ่มนก (ฮา) ก็เดินผ่อนคลายรอบร้านอาหารที่เป็นป่าดิบดงสนสูงรายรอบ ไม่ได้คาดหวังอะไรกันมากนัก ปรากฏว่าการณ์ไม่เป็นไปตามคาดอีกแล้ว แต่คราวนี้อิ่มนก big time! เพราะไม่ได้คาดหวังหากได้เห็นนก เจอฝูง bird wave ของนกป่าตัวเล็กๆ หลายชนิดที่เรียกว่า mixed species flock แห่กันมาเป็นพรวน ทั้งนกติ๊ดไต้หวัน นกหางรำไต้หวัน นกกระจ้อยคอดำ และหนึ่งในนั้น เป็นนกตัวเล็ก อยู่ไม่สุข ขนาดไล่เรี่ยกับนกติ๊ดไต้หวัน แถมมีหงอนตั้งชูเด่นอีกด้วย เป็นนกเฉพาะถิ่นอีกชนิดของเกาะไต้หวัน นามว่า ""นกภูหงอนไต้หวัน"" หรือ "Taiwan Yuhina"

"นกภูหงอนเป็นนกป่าขนาดเล็ก 12-13 ซม. รูปลักษณ์และขนาดพานให้นึกถึงนกกระจอก หากจะงอยปากเรียวแหลม ลำตัวสีน้ำตาลด้านบน สีขาวด้านล่าง ใบหน้าและคอขาว แก้มขาวเติมขอบด้วยกรอบดำที่ลากยาวจากท้ายตาจรดโคนปาก มีขนยาวตั้งชูชันบนกระหม่อม ชุดขนไม่ต่างระหว่างเพศ" มักพบบนเรือนยอดของไม้ยืนต้น หรือในใต้ร่มไม้ของป่าดิบชื้น ป่าดิบเขาหรือป่าสนตั้งแต่ 1,500-2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดเล็ก 3-7 ตัว"นกภูหงอนเป็นนกกินแมลง" หากไม่ต่างจากเพื่อนมีปีกร่วมป่า หากมีดอกไม้หรือลูกไม้ก็ใช้ประทังชีวิตได้โดยเฉพาะฤดูหนาว ดังนั้นจะพบนกภูหงอนดูดกินน้ำหวานหรือจิกกินลูกไม้ร่วมกับนกชนิดอื่นๆ ได้เหมือนกัน จึงเป็นสมาชิกประจำของฝูงนกป่าใน ชนิดอื่นๆ ชื่อไทยบ่งบอกนัยสองประการ ทั้งลักษณะถิ่นที่อยู่ว่านกอาศัยบนภูขาหรือที่สูง และรูปลักษณ์ด้วยหงอนตั้งบนกระหม่อม ชื่ออังกฤษ แผลงมาจากคำว่า "yuhin" ในภาษาถิ่นเนปาล หมายถึงนกป่าในสกุลนกภูหงอนทั้งหมด และย้ำว่า "พบเฉพาะบนเกาะไต้หวัน" ชื่อวิทยาศาสตร์ Yuhina brunneiceps แปลว่า "นกภูหงอนกระหม่อมสีน้ำตาล"

ทำรังรูปถ้วย ก้นลึก ปากกว้างขนาดเล็กขัดคาบนง่ามไม้ ด้วยวัสดุหาง่ายๆ ในป่า เช่น มอส เฟิร์น และใยแมงมุม มีรูปแบบการผสมพันธุ์แบบมีตัวช่วยที่เรียกว่า cooperative breeding กล่าวคือ "ในครอบครัวหนึ่ง จะมีนกตัวอื่นๆ นอกเหนือจากพ่อและแม่นก อาจเป็นลูกนกปีก่อนๆ หรือนกตัวเต็มวัยที่ไม่มีคู่ของตัวเองมาช่วยสร้างรัง กกไข่ และเลี้ยงลูกนกด้วยการหาอาหารมาป้อนในรัง ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อและแม่นก" เช่นเดียวกับนกเงือก นกจาบคา นกกะราง หรือเหยี่ยวบางชนิด เช่น เหยี่ยวแมลงปอ ตามประสานกขนาดเล็กในป่าที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่บางตัวต้องเป็นอาหารของนักล่า เช่น เหยี่ยว หรือสัตว์ผู้ล่าอื่นๆ ในห่วงโซ่อาหาร "นกภูหงอนจะทำรังวางไข่มากกว่าหนึ่งครั้งต่อปี เท่าที่มีอาหารและสถานที่ทำรังอันไม่จำกัด" ซึ่งควรเป็นเช่นนั้น เพื่อทดแทนประชากรที่อาจจะสูญเสียจำนวนมาก เนื่องจากอัตราการตายในแต่ละปีของนกเล็กจะมีมากกว่านกขนาดใหญ่ ทั้งด้วยความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเหยื่อของนักล่า ความทนทานน้อยกว่าต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นกเล็กบางตัว ถ้าสะสมพลังงานไม่พอในยามค่ำคืน อาจแข็งตายร่วงผล็อยจากคอนนอนในพริบตา ถ้าอุณหภูมิรอบตัวลดต่ำลงอย่างกะทันหัน ซึ่งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ พบได้เสมอในป่าดิบบนเขาสูง โดยเฉพาะฤดูหนาวในเขตอบอุ่น ดังนั้น นกภูหงอนจึงพิเศษกว่าใครๆ ปรับรูปแบบการผสมพันธุ์ โดยในรังหนึ่ง อาจมีนกหลายคู่มาวางไข่ของคู่ตนในรังเดียวกัน แล้วช่วยกันเลี้ยงลูกทั้งหมดเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นกลยุทธ์เอาชนะข้อจำกัดเรื่องสถานที่ทำรัง ไม่ต้องแก่งแย่งพื้นที่ ประหยัดเวลาทำรัง เพราะรังเดียวเลี้ยงได้ 2-3 ครอบครัว อีกทั้งมีพรรคพวกช่วยระแวดระวังภัยมากขึ้นอีกด้วย เพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับลูกนก ถือว่า วิน-วินกันทุกคู่


"นับเป็นตัวอย่างดีๆ จากชีวิตน้อยๆ ให้มนุษย์เช่นเราๆ พึงสำเหนียกครับ"

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:25 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 12/10/2009 10:21 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(9)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11537 มติชนรายวัน



ภูเขาไต้เซาะซัว (Dasyueshan) เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไต้หวัน อีกทั้งรัฐบาลไต้หวันเห็นศักยภาพการใช้พื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น กิจกรรมดูนก สภาพพื้นที่บนภูเขาจึงคงสภาพธรรมชาติ ปรับเปลี่ยนเท่าที่จำเป็น แต่เดิมไต้เซาะซัว หรือภูเขาหิมะใหญ่จัดเป็นป่าสงวนแห่งชาติและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาติทีเดียว ประเภทของป่าประกอบด้วยป่าดิบเขาและป่าสนเขา สูงตั้งแต่ 1,800-3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้ในฤดูหนาวบนยอดจะมีหิมะโปรย จึงเป็นที่มาของชื่อดังกล่าว "ภูเขาไต้เซาะซัวตั้งอยู่ในเมืองเหอผิง เขตไท้จุง ในภาคกลางของเกาะไต้หวัน ด้วยภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง ยอดเขาสูงเสียดฟ้า เหนือระดับเมฆ เฉพาะนกนานาชนิด อันเป็นนกป่าประจำถิ่นเป็นส่วนใหญ่ สำรวจพบ 94 ชนิด ค่อนข้างน้อยถ้าเทียบกับป่าดิบชื้น หรือป่าดิบเขา ในเขตร้อน เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่" แม้ว่าจะน้อยในชนิด กลับทดแทนด้วยนกเฉพาะถิ่นเกือบทั้งหมดของเกาะไต้หวัน ถึง 15 ชนิด รวมทั้งนกเด่น เช่น ไก่ฟ้ามิกาโด หรือไก่ฟ้าสวินโฮ เป้าหมายหลักที่เป็นแรงขับให้พวกเรา นักดูนกจากประเทศไทยต้องตื่นแต่มืด ไปนั่งเฝ้าข้างถนนเพื่อรอยยลโฉมความงามตามธรรมชาติ ของบรรดาไก่ฟ้าเฉพาะถิ่น และนกป่าเล็กๆ หลายชนิดที่เขียนถึงกันไปบ้างแล้ว




ตลอดแนวจากตีนเขาถึงยอดเขามีถนนลาดยางสายเดียว ตามรายทางจะมีจุดดูนกที่ทางการ จัดทำไว้และเผยแพร่ในแผ่นพับแนะนำนักดูนกทั้งในและต่างประเทศ ในแผ่นพับมีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับชีวิตของนกแต่ละชนิด พร้อมภาพสีสวยๆ ชวนให้ตื่นเต้นแต่ยังไม่ได้ออกดูนก นับว่าเอื้อต่อการดูนกและเพิ่มอรรถรสการเข้าหาธรรมชาติ ที่เป็นการพักผ่อนไปในตัว (แบบโหดๆ เพราะอย่างที่ทราบ บ่อยครั้งต้องตื่นเช้า เข้านอนดึก หรือตื่นแต่ดึกอีกครั้ง เพื่อออกมาดูนกกลางคืน เช่น นกเค้าแมวหรือนกปากกบ) อาจจะบรรยายยาก หากเมื่อพบเห็นนกหมายตามเป้า ความสุขจะพุ่งปรี๊ดตามระดับ endorphin หรือสารสื่อความสุขในกระแสเลือดยังไงยังงั้นเลยล่ะครับ (ฮา) ไม่เชื่อต้องมาลองดูนกเองครับ หุหุ ..กลุ่มเราเดินทางถึงไต้เซาะวัวแต่เย็นแล้ว แวะรายทางหวังจะดู "นกมุดน้ำ" (Brown Dipper) อภิมหาโคตรนกยาก นกแพง นกอะไรก็แล้วแต่ที่ประสานักดูนกจะเรียกกัน เพียงสื่อว่าเมืองไทยแทบไม่มีโอกาสได้ดูแล้ว อาจเป็นเพราะคุณภาพน้ำในลำธารของภาคเหนือ บ้านอันเยือกเย็นของนก ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของนก (แล้วคนอย่างเราๆ ที่กิน ใช้ ล้าง ดื่มน้ำนั้นด้วยล่ะ น่าคิดไหมครับ)

เจ้ามุดน้ำนี่พิลึกชนิดนี้ "แม้บินได้ แต่ชอบดำน้ำหาอาหารมากกว่าบินขึ้นฟ้าซะงั้น สายรายงานลำธารกลางป่าไผ่ มีครอบครัวนกมุดน้ำอาศัยอยู่ มักเกาะบนก้อนหินใหญ่ๆ ผิวเรียบกลางลำธารเชี่ยวกรากด้วยกระแสน้ำไหลหนุนเนื่อง" เพียงได้ยินชื่อนี้ พวกเราก็หูผึ่งแล้ว เพราะนกแปลกชนิดนี้ไม่พบในเมืองไทยมากว่า 10 ปีแล้ว สมค่าตัวนกแพง นกหายาก นับเป็นแรงกระตุ้นลุ้นจนตัวโก่งว่าจะได้เห็นไหมหนอกันถ้วนหน้า ปรากฏว่าเมื่อจอดแวะที่ลำธารตามหมาย การณ์กลับกลายว่าครอบครัวนกมุดน้ำไม่มีแม้แต่แวว พบเห็นแต่คนมุดน้ำ! บรรดาชาวไต้หวันที่มาเที่ยวนั่นเอง ไม่เป็นไร ต่างคนต่างมาพักผ่อน ใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน พวกเราจึงเดินทางต่ออย่างฝ่อเล็กน้อย เพราะแต่แรกเริ่ม ก็ "แห้ว" (คำนิยมเฉพาะกลุ่มอีกหนึ่ง หมายถึงว่าอยากเห็นนกแต่ไม่ได้เห็น) ไปซะหมายหนึ่งแล้ว ถนนลาดยางโค้งคดเคี้ยวไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณ "กิโลเมตรที่ 23" (วิธีบอกหมายหรือตำแหน่งดูนกตามสถานที่ต่างๆ เช่น อุทยานแห่งชาติที่มีถนน) ทางการจัดทำฐานไม้ชมนกไว้อย่างดี จุดนี้ดีอย่างไรหรือ มีป้ายบอกเสร็จสรรพว่าข้างๆ ฐานไม้มีต้นไม้ชื่อ "Manyfruit Idesia ออกลูกไม้สีแดงสด ขนาดลูกหว้าบ้านเรานี่แหละ จะเรียกว่ามักกลีผลไต้หวันก็คงได้กระมัง แต่เป็นต้นไม้ที่ "ออกลูก" เป็นนก" นะครับ ไม่ใช่ "น้องนก" อย่างที่ทราบลูกไม้ในป่าเป็นอาหารหลักประการหนึ่งของนกป่านานาชนิด ทั้งที่เป็นพวกกินผลไม้ (fruigivore) หรือพวกกินแมลง (insectivore) แต่ไม่อยากอดตายยามหนาวก็จะไม่เลือกนัก ทำให้จุดนี้กลายเป็น "สวรรค์ของนักดูนก" เสมือนเฝ้าต้นไทรออกลูกน่ะแหละ นกจะบินเข้ามากินลูกไม้เสมือนกินโต๊ะจีน บินเข้า บินออก ส่องกันเพลินทีเดียว วิธีดูนกแบบนี้ดีนักหนา ไม่ต้องเหนื่อยเมื่อยล้า เดินหานกกันเป็นกิโลๆ (ฮา) แค่ใจเย็น นั่งเฝ้าอย่างสบายอารมณ์ ก็มีนกบินเข้ามาชนกล้องบินส์ หรือไบนอคให้เห็นจนเต็มตา


"แต่ปรากฏว่าพอเรามาถึงฐานไม้ชมนก ฝนดันตกลงมา ความหวังจะได้เห็นโต๊ะจีนปักษีก็แห้วอีกครั้งโรงเรียนนักดูนกไทย!" (ยังมีต่อ)

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:28 pm, แก้ไขทั้งหมด 4 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 18/10/2009 4:54 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(10)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11544 มติชนรายวัน


Vinaceous Rosefinch


วันแรกบน "ไต้เซาะซัว" เผชิญภาวะแห้วซ้ำซ้อน (ฮา) เมื่อเดินทางมาถึงที่พักเป็นบ้านกลางป่าดิบเขาในบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ระดับ 2,275 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ตรงหลักกิโลเมตรที่ 43 ม่านฝนโปรยต้อนรับเราตลอดทั้งคืน จนใจนึกว่าพรุ่งนี้วันที่สองจะดูนกได้อย่างไร หากฝนยังโปรยอย่างนี้ อาจต้องลุ้นอีกแล้ว ว่าจะแห้วอีกไหม ธรรมดาของนกป่านกดอย ยามฝนตกมักจะหลบลี้หนีหน้าพาตัวหาที่กำบังความหนาวเย็นที่พัดพามากับเม็ดฝน แล้วอย่างนี้จะส่องเห็นได้ไง ต่อให้รู้หมายแม่นๆ แค่ไหน ถ้านกไม่ออกมาหากิน บินไปมาก็คงไม่ได้เห็นหรอก กระนั้นฟ้ายังคงปรานีพวกเรานักดูนกสิบชีวิต เช้าวันที่สองต้อนรับเราด้วยฟ้าสว่าง ปราศจากเมฆฝน อากาศบริสุทธิ์ไม่ปนเปื้อนด้วยมลพิษหรือฝุ่นควันในเมืองใหญ่ เสมือนเป็นผลพลอยได้ของการดูนก ต้องปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ (แทนที่จะดึงกระชากลากถูธรรมชาติเข้าหาตัว) แล้วถึงจะค้นพบธรรมชาติ ใจผมฟูขึ้นมาอีกด้วยความหวังว่าบรรดานกนานาชนิดที่อยากจะได้เห็นสักครั้งในชีวิต คงได้ออกมาเพ่นพ่านให้พวกเราได้ชมดูกันบ้าง



White-whiskered laughingthrush


หมายแรก คือ "ไก่ฟ้ามิกาโด" ที่ กม.47 แม้เราจะเดินทางด้วยรถบัสเล็กๆ ไต่เขาขึ้นไปบนถนนลาดยางอย่างดี แต่ใจนะถึงที่หมายไปแล้ว สายตาของแต่ละคนก็ส่องและควานหานกไปตลอดทาง ถนนลาดยางนั่นแหละ คือ เป้าหมาย เพราะนกกะราง เช่น นกกะรางคิ้วขาวชอบกระโดดออกมาหากินในที่โล่ง เช่น บนถนน แต่วาบแรกที่เราเห็นเป็นเฉดสีแดงจัดจ้านที่บินลงมาที่พื้นถนนแล้วผลุบหายเข้าไปในพงรกข้างทาง เมื่อรถหยุด เราเฝ้ารออย่างใจเย็น รู้ว่าถ้านกวางใจก็จะปรากฏตัวออกมาให้เห็นอีก คราวนี้ไม่แห้วแล้ว นกตัวเล็กๆ สีแดงสดเหมือนตกถังสี ตัวเท่านกกระจอก กระโดดอยู่บนพื้นถนน มือไวเท่าวาบคิด ยกกล้องส่องนกขึ้นแนบนัยน์ตา ในวงกลมที่มองผ่านเลนส์ออกไป "เจ้าแดงเด่น หัวกลม ตัวป้อมหางยาว มีคิ้วขาวยาวจากหัวตาจรดท้ายทอย บอกยี่ห้อตัวเองว่าเป็นจำพวกนกจาบปีกอ่อน" ที่ชอบบินลงพื้น จิกกินเมล็ดหญ้าร่วงหล่นบนพื้นหรือจากยอดหญ้า จะงอยปากรูปกรวยหนาทั้งปากบนและปากล่าง เหมาะสำหรับขบเมล็ดหญ้าให้แตกปริอย่างง่ายดาย เพื่อกินเนื้อใน "นกจาบปีกอ่อนชนิดนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของป่าดิบบนเขา แม้จะตัวเล็กแต่ทนหนาว ทนเย็นดีนัก มักพบตั้งแต่ 2,000 ถึง 3,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีชื่อว่า Vinaceous Rosefinch"

ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เพราะเริ่มต้นได้สมใจแต่เช้าเลยเชียว เพลินกับสีแดงบินได้อยู่นาน ข้างทางก็มี "นกกะรางเคราขาว หรือ White-whiskered Laughingthrush" บินข้ามถนน พากันทยอยบินตามๆ กันไปทีละตัว อันเป็นนิสัยของนกกะรางที่อยู่ร่วมกันเป็นฝูง หากพบตัวใด อดใจรอสักนิด มักจะมีพวกพ้องโผล่ออกมาให้ดูอีกหลายตัว เมื่อลงจากรถ เดินไปเรื่อยๆ ส่องหานกในพุ่มไม้หรือป่าข้างถนน "Spotted Nutcracker นกวงศ์กาแต่ตัวไม่ดำสมกา" เกาะบนกิ่งไม้แห้งอย่างเงียบ ผิดวิสัยนกยามเช้าที่ควรจะคึกคัก คงเป็นเพราะตัวเปียกปอนด้วยน้ำฝน รอเวลาให้ขนตามตัวแห้งผากเสียก่อนทริปนี้เรามีไก๊ด์ชาวไต้หวันนำทางเพื่อความสะดวกในการเดินทางต่างบ้านต่างเมือง เธอชื่อเจียเอิน หากเราเรียกแบบไทยๆ ว่าคุณมยุรา เพราะเธอมีผมยาวสยายประบ่า ดูแล้วสมชื่อ สมตัวไม่น้อย (อย่างน้อยก็ในมุมมองของเรา) หลังจากเพลิดเพลินกับนกข้างถนนอยู่นาน มยุราก็เร่งยิกๆ ว่าควรเดินทางต่อไปบนยอดเขาไต้เซาะซัว ยังมีนกอีกหลายชนิดรออยู่ เป็นอันว่าย้ายสนามส่องเพราะหวังน้ำบ่อหน้า แต่ไม่ผิดหวังแม้สักนิด เพราะมีนกมากจนพวกเรากระจัดกระจายอย่างกับผึ้งแตกรัง หรือเด็กอนุบาลไม่มีคุณครูคุมยังงั้นแหละ ต่างคนต่างก็เดินส่องนกไปเรื่อยๆ พอคนหนึ่งพบนกก็จะเดินมาตามคนอื่นๆ ไปดูด้วย เอื้อเฟื้อกันตามประสานักดูนก ส่วนนกจะยังอยู่ให้ส่องดูหรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ก็นกมีปีกนี่นิ! ที่ยอดเขามีทุ่งหญ้า มีดอกสีเหลืองบานสะพรั่ง ฝูง "Grey-headed Bullfinch" บินลงมาเกาะก้านหญ้า จิกกินช่อดอกอย่างเอร็ดอร่อย พวกเราก็ส่องดูอย่างอิ่มหนำสำราญ "ชนิดนี้ต้องเรียกว่านกจาบปีกอ่อนบึกบึน เพราะใส่คำในชื่อว่า bull เนื่องด้วยตัวอ้วนล่ำกว่าเจ้ากุหลาบแดง" จนเสียงหนึ่งตะโกนว่า Collared Bush Robin! หูผึ่งกันล่ะทีนี้ เพราะเป็นอีกหมายของนกเฉพาะถิ่นที่พวกเราอยากเห็นมากๆ ไว้จะแนะนำให้รู้จักสัปดาห์หน้านะครับ


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:31 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 25/10/2009 5:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(11)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11551 มติชนรายวัน


Collared Bush Robin!


เสียงนี้เหมือนเสียงจากฟากฟ้า บันดาลให้พวกเราพากันหูผึ่ง รี่ไปตามเสียงของเพื่อนที่ส่องเจอนกเขนน้อยเฉพาะถิ่นไต้หวัน บนลานกว้างล้อมรอมด้วยทุ่งหญ้าและต้นสน เพื่อนร่วมทริปกำลังส่องนกตัวน้อยๆ ขนาดไล่เรี่ยกับนกกระจอก แต่ยืดตัว เชิดอกขึ้นยามยืน จะงอยปากเล็กแหลมรับกับส่วนหัวกลมมนและหางยาวเกือบเรี่ยพื้น กระโดดไปมาเด้งดึ๋งๆ บนพื้นดิน กระดกหางขึ้นลงถี่ๆ สมกับนกเขนน้อยจำพวก Robin ซึ่งเป็นนกเกาะคอนขนาดเล็ก ตัวผู้และตัวเมียมีชุดขนต่างกัน และตามระเบียบในอาณาจักรนก ตัวผู้ฉูดฉาดเฉี่ยวตามากกว่าตัวเมีย ด้วยชุดขนสีดำ แต่งแต้มด้วยสร้อยคอและแถบปีกสีส้ม ใบหน้าเด่นโดดด้วยคิ้วขาว ส่วนล่างของลำตัวสีจางตุ่นๆ ตัวเมียจืดชืดตามประสา ด้วยสีเขียวไพลแม้รูปลักษณ์และลวดลายจะถอดแบบเหมือนตัวผู้ก็ตามเจ้าเขนน้อยสร้อยคอส้ม เป็นนกเฉพาะถิ่น 1 ใน 15 ชนิดของเกาะไต้หวัน แพร่กระจายพันธุ์บนเทือกเขาสูงตรงแนวกลางของเกาะไต้หวันที่ทอดยาวเสมือนกระดูกสันหลังของประเทศ นกอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นและป่าสนบนเขา ตั้งแต่ 2,000-3,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล นับเป็นนกพื้น (terrestrial species) มักพบในที่โล่ง เช่น ทุ่งหญ้า หรือชายขอบป่าที่มีพุ่มไม้ ไม่ยึดติดกับลักษณะของถิ่นอาศัยนัก อาจพบบนที่สูงมากจนหนาวเย็น ไม่มีต้นไม้ขึ้นก็ได้ ขอให้มีอาหาร เช่น แมลง หรือตัวหนอน




ยามหาอาหารจะกระโดดดึ๋งๆ บนพื้นดิน เมื่อพบเห็นจะบินหรือวิ่งไปจิกอย่างรวดเร็ว ยามตกใจจะบินขึ้นไปเกาะบนยอดของพุ่มไม้ หรือต้นไม้สูงหลายเมตรทีเดียว ช่วงที่ไปดูนก อยู่ในเดือนกรกฎาคม เป็นฤดูผสมพันธุ์ ทำรังวางไข่ของนกป่านานาชนิด ในวันเดียวกันนั้น มีนกเขนน้อยสร้อยคอส้ม ตัวผู้บินขึ้นไปเกาะกิ่งสนสูงหลายช่วงตัว โก่งคอส่งเสียงร้องเพลง ประกาศอาณาเขต
เห็นตัวเล็กๆ ขนาด 12-13 ซม. อย่างนี้ จะปรามาสไม่ได้ เพราะเสียงร้องของนกเขนน้อย ที่โทนเสียงแหลมเล็ก ปี๊ดๆๆ.... แกรกๆ ก้องกังวานได้ยินแต่ไกล ด้วยพลังของกล่องเสียง (syrinx) อุปกรณ์ผลิตเสียงร้องภายในหลอดลมของนกที่สั่นพริ้ว ผลิตทำนองเสียงสูงต่ำอย่างน่าอัศจรรย์ อีกทั้งนกแต่ละชนิด ยังสร้างจังหวะและทำนองต่างกันออกไป อย่างมากมายมหาศาลจนใช้เป็นหลักประการหนึ่งในการจัดอนุกรมวิธานนกนับพัน นับหมื่นชนิดได้อีกด้วย ในนกบางชนิดที่ชุดขนแทบไม่แตกต่างกัน ต่อให้จับมาส่องดูเส้นขนในมือก็ยากจะแยกแยะได้ เช่น นกกระจ้อย หรือนกพง แต่ท่วงทำนองเสียงเพลงที่นกร้องยามประกาศอาณาเขตส่วนตัวต่างกันโดยสิ้นเชิง ชื่ออังกฤษของนกเขนน้อยสร้อยคอส้ม บ่งบอกลักษณะถิ่นอาศัย ตามพุ่มไม้ และจุดเด่นที่สร้อยคอของตัวผู้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Luscinia johnstoniae แปลว่านกเขนน้อยที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติแด่นางแมริออน จอห์นสโตน นักเพาะพันธุ์นกแก้ว ชาวอังกฤษ ซึ่งรู้จักมักคุ้นกับนักปักษีวิทยาที่ค้นพบนกเขนน้อยชนิดนี้ คือ นายวอลเตอร์ กูดเฟลโลว์ ซึ่งค้นพบนกเฉพาะถิ่นชนิดอื่นๆ บนเกาะไต้หวันด้วย เช่น ไก่ฟ้ามิกาโด ด้วยเหตุนี้ตำราบางเล่ม จึงเรียกนกเขนชนิดนี้ว่า Johnstone"s Bush Robin แล้วแต่ว่าจะถือคติ เรียกชื่อตามชุดขนหรือชื่อบุคคล (eponym)

นกเขนน้อยสร้อยคอส้ม ทำรังทรงกลมในซอกหลืบของก้อนหินในป่าดิบ หรือที่โล่งบนหน้าผา ใช้วัสดุทำรังเท่าที่จะหาได้ เช่น กิ่งไม้ ใบไม้แห้ง กิ่งสนแห้ง มอส หรือแม้แต่สายใยสังเคราะห์ เช่น ไนลอน แล้วบุพื้นรังด้วยขนอ่อนบนลำตัวของนก ตัวเมียวางไข่ 3 ใบ ทำหน้าที่กกไข่เป็นหลัก ส่วนตัวผู้เที่ยวตะลอนหาอาหารมาเลี้ยงทั้งตัวเมียและลูกๆ ที่ฟักออกจากไข่ ขณะเลี้ยงลูก พ่อนกทำหน้าที่ปกป้องครอบครัว ไม่กลัวแม้แต่คนที่เข้าใกล้ ยัวคงมุ่งมั่นทำหน้าที่คุณพ่อที่ดีตลอดเวลาพวกเราได้พบกับครอบครัวของนกเขนน้อยอีกครั้งบนเขาเหอฮวนซัว กำลังเลี้ยงดูลูกน้อยในรังที่หลบซ่อนอยู่ในซอกหลืบก้อนหินข้างถนน แม้จะมีคนเที่ยวชมวิวบนเขาอย่างพลุกพล่าน แต่คุณพ่อตัวน้อยก็ไม่สะทกสะท้าน ยังเที่ยวบินไล่จับแมลงและหนอนนำมาเลี้ยงลูกในรังอย่างน่าชื่นชม ภาพชีวิตน่าประทับใจเช่นนี้ของนกป่าตัวน้อยๆ ที่ดำรงชีวิตอยู่ใน "บ้าน" ที่นกพึงอาศัยอยู่ในฐานะสัตว์ป่า ที่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง คงหาดูไม่ได้จากการจับนกมาเลี้ยงในกรงขัง จริงไหมครับ


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:32 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 02/11/2009 1:45 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(12)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันตร์ เกษรดอกบัว
วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11558 มติชนรายวัน


นกจาบปีกอ่อนแดงไต้หวัน


นกเด่นอีกหนึ่งชนิดของทริปไต้หวัน เป็น "นกจาบปีกอ่อน" ตัวแดงๆ ถ้ามองผาดปราดเดียวก็คลับคล้ายคลับคลานกจาบปีกอ่อนแดง (Scarlet Finch) ดาวเด่นบนดอยลางยามหนาว แต่เจ้าจาบเชื้อชาติไต้หวันตัวนี้ฉาบชาดด้วยเฉดนุ่มๆ ไม่ฉูดฉาดจัดจ้านเหมือนนกจาบปีกอ่อนแดงสัญชาติไทยล้านนา เพราะพบเฉพาะภาคเหนือนะซี แถมหายากอีกต่างหาก! ที่ว่าเฉดนุ่มๆ เพราะสีแดงบนตัวผู้ของเจ้าจาบตัวเท่ ตัวนี้ สีตัวแดงๆ ดั่งนำน้ำไวน์มาวาดไว้ทีเดียว จึงมีชื่อว่า Vinaceous Rosefinch เรียกทั้งย้ำ ทั้งซ้ำ ให้จำง่ายก็ไม่ปาน เพราะคำว่า vinaceous หมายถึงไวน์แดง ชวนให้วาบคิดถึงน้ำเมารสละเลียดลิ้น แถมด้วยคำว่า rose ในชื่อนกก็บ่งบอกสีกุหลาบแดงนุ่มๆ อีกด้วย "นกจาบปีกอ่อนแดงไต้หวัน" เป็นนกเฉพาะถิ่นขนาดเล็ก 13-16 ซม. รูปลักษณ์คล้ายนกกระจอก ที่บินตกถังไวน์! หัวกลมโต คอสั้น จะงอยปากรูปกรวย หนาที่โคนแล้วสอบเรียวแคบจรดปลายจะงอยปาก ปีกสั้นอันเป็นลักษณะร่วมของนกที่ไม่อพยพ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ปีกยาวๆ กระพือปีกนานๆ เพื่อเดินทางไกล



นกจาบปีกอ่อนตัวเมีย


หางยาว ท่อนขาแข็งแรง นิ้วตีน 4 นิ้ว ยื่นไปข้างหน้า 3 และนิ้วหลัง (นิ้วหัวแม่ตีน หรือ hindtoe) อีก 1 เหมาะสำหรับการเกาะกิ่งไม้หรือวัตถุที่สูงจากพื้น หรือย่ำเดินบนพื้นราบตามประสานกเกาะคอน (passerines หรือ oscines หรือ perching birds.. คำพ้องเยอะดีไหมครับ ถือว่าเรียนภาษาปักษีไปพร้อมกันนะ) ยามบินจะเด้งดึ๋งๆ กระดอนขึ้นลงคล้ายลูกคลื่น (undulating flight) ซึ่งนกไม่มากกลุ่มบินแบบนี้ เช่น นกหัวขวานจะงอยปากรูปกรวย (cone-shaped bill) เป็นลักษณะร่วมของนกกินธัญพืช (grainivore) กอปรด้วยเมล็ดพืชต่างๆ เช่น ข้าว ต้นหญ้าหรือแม้แต่ยอดอ่อนของต้นไม้ที่เพิ่งจะแทงยอดออกมา รูปทรงของจะงอยปาก ทำให้นกขบเปลือกแข็งของเมล็ดพืช เพื่อปลิ้นเนื้อเมล็ดข้างในออกมากินได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมเป็นตัวช่วยแม้แต่น้อย ส่วนหนาของจะงอยปากทำหน้าที่เสมือนเครื่องสีข้าวเปลือกกลายๆ น่ะแหละ แม้จะเป็นนกกินพืช อาจพานคิดว่าสีสันควรจะจืดชืดแต่จริงๆ แล้ว ในเมล็ดธัญพืชมีสารอาหารที่สำคัญมากในการสร้างสีของขนนก ทำให้นกมีสีสันฉูดฉาด สารสีในธัญพืชเหล่านี้ เรียกรวมๆ ว่า carotenoids เป็นสารต้นตอของสีเหลือง ส้มหรือแดงบาดตา ซึ่งนกผลิตขึ้นมาเองไม่ได้ภายในร่างกาย ไม่เหมือนกับ สีดำ สีเทา หรือสีน้ำตาล ที่เกิดขึ้นเม็ดสีเมลานิน (melanin pigment) ซึ่งนกหรือสัตว์ต่างๆ รวมทั้งมนุษย์ผลิตขึ้นมาสะสมในเส้นขนได้เอง "จัดเป็นนกสูง เพราะอาศัยอยู่บนภูเขา ตั้งแต่ 2,000 ถึง 3,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่ต้นไม้ใหญ่ของป่าดิบเขา ไม่อาจเติบโตได้เพราะภูมิอากาศหนาวเย็นตลอดปี หากจะพบไม้หลักไม้เด่นทนหนาว คือ ต้นสน ที่กระจัดกระจายกันแทงยอดสูงเสียดฟ้าเป็นหย่อมๆ ตลอดยอดและหุบเขาสลับกับพุ่มไม้ทนหนาวหย่อมเล็กๆ"

ตัวผู้และตัวเมีย สีสันต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่ารูปแบบลวดลายจะเหมือนกันแต่ตัวเมียจะมีขนสีน้ำตาล แทนที่จะเป็นสีแดงเนียนๆ ในตัวผู้ มักพบนกจาบไวน์แดงกระโดดบนพื้นเป็นคู่ๆ หรือเป็นฝูงเล็กๆ 3-5 ตัว ส่งเสียงร้องเรียกกันว่า ซิๆๆ .. ให้รู้ว่าคู่ของมันยังอยู่ข้างกาย เพื่อหาเมล็ดพืช หรือจิกดอกหญ้ากินข้างถนน ทำให้ไม่ยากที่จะหาตัว บวกกับสีสันน่ามองและรูปลักษณ์น่ารักแล้ว ทำให้การส่องดูนกเพลินได้เป็นนานสองนาน "นกจาบปีกอ่อนไม่ค่อยตื่นคนนัก ถ้านั่งนิ่งๆ ส่องดูเงียบๆ นกอาจวางใจ คลายความระวังภัยขยับเข้ามาหาเรื่อยๆ" เหมือนกลุ่มของเราในเช้าวันหนึ่งที่เฝ้ารอไก่ฟ้ามิกาโด นกจาบคู่หนึ่งบินลงมาจิกดอกหญ้ากินข้างถนน และกระเถิบๆ เข้ามาใกล้แบบไม่ต้องใช้กล้องดูนกส่องกันเลยทีเดียว แต่ถ้าบ้านไหน เมืองไหน (ประเทศสารขัณฑ์แถวเนี้ยทั้งที่รู้ว่าผิดกฏหมาย และไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ ไก่ เป็ดก็มีกิน ไม่ใช่หรือ) ที่ยังมีคนยิง คนล่า คนจับนกไปขังกรง ร้อยทั้งร้อยคงไม่มีนกป่าเชื่องๆ ให้ชื่นชมความน่ารักเช่นนี้หรอกครับ เพียงแค่ยกกล้องขึ้นจะส่องดู นกก็เปรียว ไม่มีความไว้วางใจคน บินหนีแทบจะทันทีที่เห็นคน คงเพราะนึกว่าคนจะยก "ปืน" ขึ้นส่องซะงั้น


"ถ้าพบพานคนดูนก ก็ลองถามดูก็ได้.. ฝากไว้ให้คิดครับ"

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:37 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 09/11/2009 8:46 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

13

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11565 มติชนรายวัน


ภาพโดย K.K. Kuo


จากภูเขาไต้เซาะซัว เราเปลี่ยนแหล่งดูนกมาที่ "ภูเขาเหอฮวนซัว" แปลว่า สุขสันต์ร่วมกัน หรือ "Happy together" นับเป็นนามอันมงคลจริงๆ เพราะนกชนิดหนึ่งที่พวกเราหมายตาอยากเห็น อยากชมนักหนา เป็นนกกระจิ๊ดตัวจิ๋ว เล็กกว่านกกระจอกเสียอีก แถมเป็นนกเฉพาะถิ่นที่พบเฉพาะเทือกเขาสูงกลางเกาะไต้หวัน ชื่อว่า "Flamecrest" หรือ "นกกระจิ๊ดกระหม่อมเพลิง" ตำราบางเล่มเรียกว่า Taiwan Firecrest ด้วย "รูปลักษณ์จิ๋วจิ๊ด ขนาดตัวเพียง 9 ซม." ทั้งจะงอยปาก ลำตัวและขา ประสานกเกาะคอนที่บินได้คล่องแคล่วว่องไว เปลี่ยนคอนไปเรื่อยๆ เพื่อไล่จับแมลงหรือหนอนตัวเล็กๆ ที่แอบซ่อนในซอกหลืบของเปลือกไม้ ใบไม้หรือใยแมงมุม ชุดขนสีเหลืองสลับเขียว มองแล้วเย็นตา ปีกแต้มด้วยแถบขาว ใบหน้าค่อนข้างดุดัน (ไม่สมนกกระจิ๊ดซะเลย) ด้วยแต้มดำบนนัยน์ตา ตัดกับหน้าขาวที่มีแถบดำพาดผ่านคิ้ว บนกระหม่อมอันเป็นที่มาของชื่อ ฉาบสีส้มแดงเสมือนเปลวไฟ ในตัวผู้ สีเหลืองในตัวเมีย "ยามตกใจหรือตื่นเต้น นกจะฟูขนกระหม่อมสีสดแสบตา ชูชันขึ้นคล้ายกับว่านกสวมมงกุฎที่ทำด้วยเปลวไฟยังไงยังงั้นเลย"




เจ้ากระหม่อมเพลิงตัวน้อยนี้ มีสถานภาพหาไม่ยากเลย พบเห็นได้ทั่วไปในป่าสน อันเป็นบ้านประจำที่นกใช้หาอาหาร และทำรังวางไข่ ซึ่งมักจะพบบนที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 2,000 ถึง 3,600 เมตร เป็นนกกินแมลง ไม่อพยพย้ายถิ่น อาศัยอยู่และหากินบนภูเขาสูงตลอดปี ทำรังเป็นถ้วยขนาดเล็กขัดคาบนง่ามไม้ สานด้วยใยแมงมุม มอสและไลเคนที่พบได้มากมายในป่าสน ชื่ออังกฤษบ่งบอกลักษณะเด่นของชุดขนบนกระหม่อม "ชื่อวิทยาศาสตร์ Regulus goodfellowi แปลว่ากษัตริย์ตัวน้อย ซึ่งแผลงมาจากคำละติน สื่อถึงขนบนกระหม่อมที่มีสีสด เสมือนมงกุฏครอบของที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติแด่นายวอลเตอร์ กูดเฟลโลว์ นักปักษีวิทยาชาวอังกฤษ เคยสำรวจพันธุ์นกที่ไต้หวันในศตวรรษที่ 19" "ประสานกกระจิ๊ดตัวจิ๋ว นกจะไม่อยู่สุข เคลื่อนที่ตลอดเวลาในเวลากลางวัน เพื่อหาแมลงกิน" เพราะนกขนาดเล็กเช่นนี้จะมีความต้องการอาหาร เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนในร่างกายสูงกว่านกชนิดอื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า ยิ่งอาศัยอยู่ในที่สูงเสียดเมฆระดับไม้ยืนต้นในป่าดิบยังทนหนาวไม่ได้ ยกเว้นป่าสนแล้ว ถ้านกหาอาหารกินไม่พอที่จะสร้างความร้อนต้านทานความหนาวเย็นแล้วล่ะก็ อาจหนาวตายแบบร่วงพรูจากคอนเกาะได้เหมือนกัน "ดังนั้นจะพบเห็นเจ้ากระหม่อมเพลิง จึงต้องใช้ความอดทน และช่างสังเกตมากหน่อย ทั้งตัวเล็ก และไม่อยู่นิ่ง" ต้องส่องควานหาตัวกันควั่กจนพวกเราได้ลุ้นแล้วลุ้นอีกว่าจะได้เห็นไหมหนอ

วันนั้น เราตะลอนดูนกบนถนนลาดยางที่ทอดตัวคดเคี้ยวบนยอดเขามาครึ่งวันแล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววของเจ้ากระหม่อมเพลิง จนกระทั่ง เราหยุดรถเพื่อดู Alpine Accentor นกกระจอกเขาสูง บนพื้นถนนแล้วพบว่าบริเวณใกล้เคียงมีหย่อมสนอยู่ด้วย ในเมื่อเราหยุดรถเพื่อจะดูนกกันแล้ว เลยลงเดินไปเช็คซะหน่อย ปรากฏว่าไม่ผิดหวัง เจ้ากระหม่อมเพลิงตัวน้อย บินกันว่อน แวบไปวาบมากว่าสิบตัว บนต้นสนสูง จนส่องดูกันไม่หวาดไม่ไหว ปกติเจ้ากระหม่อมเพลิงเป็นพวกฉายเดี่ยวยามออกหากิน แต่วันนั้นยังไงก็ไม่รู้ เราพบนกหลายตัว เป็นไปได้ว่าในฝูงมีลูกนกที่ออกจากรังแล้วร่วมผสมโรงด้วย คราวนี้ก็เพลินไปกับเทคนิคการจับแมลงของเจ้ากระหม่อมเพลิงตัวจิ๋ว นกจะบินไปมาตามกิ่งสน เมื่อพบเห็นแมลงเกาะอยู่จะบินรี่เข้าไปจิกด้วยจะงอยปากเล็กสั้น ปลายแหลม ทั้งที่ตัวยังกระพือปีกกลางอากาศ เรียกว่า leaf-gleaning บางครั้ง นกกระโดดไปมาบนกิ่งไม้ ยื่นแหย่จะงอยปากเข้าไปในเปลือกไม้ หรือลูกสนที่ปริแตก ถ้าพบหนอนที่หลบซ่อนอยู่ก็จะจิกทึ้ง ดึงตัวหนอนออกมากิน ด้วยตัวขนาดตัวเล็ก จะงอยปากและขาสั้น เอื้อต่อการมุดไปมุดมาภายในกิ่งสนอันแน่นทึบได้อย่างสะดวกสบาย ไม่เก้งก้าง เทียบจากขนาดตัวแล้ว นกต้องใช้เวลานานนับสิบนาทีกว่าจะควานหาอาหารได้รอบสนต้นหนึ่ง "เพลินกันไปทั้งนก ทั้งคนดูนก ได้เห็นจะจะ เฝ้าดูพฤติกรรมและถ่ายภาพมาเป็นที่ระลึก แบบครบสูตรดูนกจริงๆ!"


หมายเหตุ : งานสัมมนาสัตว์ป่าเมืองไทย ครั้งที่ 30 วันที่ 17-18 ธันวาคม ศกนี้ ณ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจอ่านรายละเอียดที่ www.thaiwildlife.org/main/wildlife-seminar-2009

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:43 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 16/11/2009 11:49 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Day of the Jerdon"s

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11572 มติชนรายวัน



"เดือนตุลาคม เดือนแห่งเหยี่ยวอพยพผ่านไปแล้ว" ฤดูกาลอพยพผ่านของเหยี่ยวอพยพนับแสนตัว ใกล้ถึงจุดสิ้นสุด เหยี่ยวชนิดต่างๆ ที่เดินทางรอนแรมเหนือแผ่นดินและต้องบินข้ามมหาสมุทรจากบ้านเกิดในถิ่นเหนือ เช่น ไซบีเรีย จีน เกาหลีหรือญี่ปุ่น ใกล้จะถึงบ้านในฤดูหนาวที่ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมไปสำรวจเพื่อเก็บข้อมูลเหยี่ยวอพยพในภาคใต้ตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายนทุกปี ปีนี้นับเป็นปีที่ 5 แล้ว ในแต่ละปีได้เรียนรู้ รับทราบข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับอาคันตุกะหน้าหนาวที่แม้ว่าจะเป็นนักล่า คร่าชีวิตสัตว์อื่นเพื่อดำรงชีวิต (แต่ไม่ได้ฆ่าเพราะโลภเช่นคน) ก็เผชิญกับอุปสรรคให้เหน็ดเหนื่อยเหมือนกัน "ภาพเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน (Chinese Goshawk) ตัวเล็กกว่าอีกา พยายามกระพือปีกฝ่าม่านฝนที่โปรยปรายลงมาเบาๆ ปรากฏต่อสายตายามยืนสังเกตบนเขาเรดาห์ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของนกนักล่าที่มีเป้าหมายเช่นทุกปีที่ผ่านมา และพยายามไปถึงจุดหมายอันเป็นภารกิจของชีวิตที่ถูกกำหนดด้วยสัญชาติญาณการเอาชีวิตรอด" เพราะหากไม่อพยพหนีความหนาวเย็นจากถิ่นเหนือ ย่อมอดอาหารตาย ดังนั้นการเส้นทางเบื้องหน้าจะมีภยันตรายมากน้อยแค่ไหน เหยี่ยวอพยพก็ต้องอพยพเช่นนี้ไปชั่วอายุขัย




"วงการดูเหยี่ยวอพยพปีนี้ คึกคักมากขึ้น เพราะคุณ ชูเกียรติ นวลศรี เครือข่ายอนุรักษ์นกล่าเหยื่อจากจังหวัดชุมพร ตัวจักรสำคัญแต่เบื้องต้นของเทศกาลดูเหยี่ยวอพยพจังหวัดชุมพร ค้นพบแหล่งดูเหยี่ยวอพยพแห่งใหม่ที่อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ชื่อ "เขาดินสอ" เป็นเนินเขาใกล้ชายทะเล สูงประมาณ 400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ด้วยความที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลมากกว่าเขาเรดาห์ ซึ่งห่างจากชายทะเลประมาณ 15 กม. ทำให้การเฝ้าดูเหยี่ยวบนเขาดินสอ มีโอกาสพบเห็นเหยี่ยวจำนวนมากกว่าเขาเรดาร์ รวมทั้งเหยี่ยวอพยพส่วนใหญ่ที่อพยพผ่านภาคใต้ในฤดูกาลอพยพต้นหนาว (autumn) มักจะบินเลียบทะเล เนื่องจากใช้กระแสลมช่วยพยุงตัว เหยี่ยวจึงบินเข้าหาลมในทางเฉียง หรือบินตัดลม อีกทั้งกระแสลมส่วนใหญ่ในต้นฤดูกาลอพยพ เช่น เดือนกันยายนและเดือนตุลาคม (ก่อนที่จะมีลมหนาว เรียกว่า cold front หรือชาวบ้านเรียกว่า "ลมว่าว" พัดจากทิศเหนือลงมา) พัดมาจากทิศตะวันตก หรือตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้เหยี่ยวอพยพที่พยายามจะผ่อนแรง ประหยัดพลังงาน ไม่ต้องกระพือปีกอย่างต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น เหยี่ยวจึง "ไต่" บนกระแสลมไปเรื่อยๆ จนอาจถูกพัดเข้าหาฝั่งทะเลอ่าวไทยทางทิศตะวันออก เป็นเหตุให้มักพบเหยี่ยวอพยพเป็นฝูงจำนวนมาก ลอยร่อนบนมวลอากาศร้อนลัดเลาะตามแนวชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ จังหวัดสมุทรสาครไปจรดจังหวัดหวัดชุมพร "อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่กระสมลมเปลี่ยนทิศ หรือมีพายุฝน เหยี่ยวอพยพจำต้องตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางบินหลบเลี่ยงพายุฝน ถ้าฝนตกอย่างหนัก ขนสำหรับบินเปียกปอนจนต้านลมเพื่อลอยตัวไม่ได้ ก็จะเสียเวลา เหยี่ยวจะบินหลบเข้าแผ่นดิน ไกลออกมาจากฝั่งทะเล ทำให้จุดดูเหยี่ยวอพยพ เช่น เขาเรดาร์ พบเห็นเหยี่ยวมากขึ้น" ปรากฏการณ์เช่นนี้ บ่งบอกว่าแม้เหยี่ยวอพยพจะเดินทางด้วยสัญชาตญาณที่มีมาแต่เกิด เมื่อถึงเวลาก็ต้องอพพย้ายถิ่น แม้พ่อและแม่ของมันจะบินอพยพลงมาก่อน ลูกเหยี่ยวที่ไม่มีประสบการณ์ก็จะอพยพตามมา แต่ยามเผชิญอุปสรรคเฉพาะหน้า ใช่ว่าเหยี่ยวจะพุ่งเข้าอุปสรรคเหล่านั้น โดยไม่คิดไตร่ตรอง หากเป็นเช่นนั้นอาจถึงตายเพราะพายุฝน หรือบินตกพื้นเนื่องจากขนเปียกโชก หลังจากปิดทริปนับเหยี่ยวอพยพที่เขาเรดาร์อย่างชุ่มโชกด้วยฝนปรอย ในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน ด้วยเหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น ตัวผู้เพียงตัวเดียว! วันจันทร์ถัดมาจึงไปสำรวจเขาดินสอต่อ เพื่อเก็บข้อมูลไว้เทียบเคียงกับข้อมูลเดิมจากเขาเรดาห์ เพื่อวิเคราะห์และสรุปสร้างความรู้ใหม่ที่ยังต้องเรียนรู้จากธรรมชาติ

วันนั้นลมทะเลจากอ่าวไทยเข้าแผ่นดินเอื่อยๆ ฟ้าใสอย่างที่ฟ้าควรจะเป็น เมฆขาวก้อนโตลอยอ้อยอิ่งไหวตามกระแสลม ปรากฏว่าวันนั้นเป็นวันดีๆ ของเหยี่ยวหายากชนิดหนึ่ง "เหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาล (Jerdon"s Baza) ยกโขยงกันอพยพผ่านเขาดินสอกว่าสิบตัว" (อ่านไปคงนึกในใจว่าแค่สิบตัวนี่มากแล้วหรือ) ในอดีต "เหยี่ยวไคท์แปลง" เพราะรูปร่างและพฤติกรรมแปลกประหลาดกว่าเหยี่ยวไคท์ทั่วไป เช่น เหยี่ยวดำ หรือเหยี่ยวแดง ชนิดนี้เคยคิดกันว่าเป็นเหยี่ยวประจำถิ่น มักอาศัยในป่าดิบ ดงรก ขี้อายไม่ค่อยกล้าออกมาเกาะเหน่งๆ โชว์พาวเหมือนนักล่ากลุ่มอื่นๆ ...เนื่องจากหากเปรียบกับนกล่าสกุลอื่นๆ เช่น นกอินทรี เหยี่ยวนกเขา หรือเหยี่ยวดงแล้ว เหยี่ยวไคท์แปลงอย่างเหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาล เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำหรือเหยี่ยวผึ้ง ค่อนข้างอ่อนแอ เคลื่อนไหวเชื่องช้าอ้อยสร้อย ล่าแต่แมลง หรือสัตว์ขนาดเล็ก เช่น กิ้งก่า


"ไม่ดุดันไล่ล่าเหยื่ออย่างถึงลูกถึงคนแบบนักล่าตัวจริงสกุลอื่นๆ"

(ยังมีต่อ)

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:46 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 23/11/2009 9:45 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Day of the Jerdon"s (2)
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11579 มติชนรายวัน


ภาพ : พงษ์สุดา วงศ์สิงห์


ในอดีต เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำมีสถานภาพเป็นเหยี่ยวประจำถิ่นที่หายากมากๆ มักพบในป่าดิบ เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ น้อยครั้งจะบินร่อนออกมาโชว์ตัว โชว์พาวเหมือนเหยี่ยวใหญ่ชนิดอื่นๆ แต่ 3 ปีที่ผ่านมา จากการสำรวจชนิดและจำนวนของเหยี่ยวอพยพผ่านเขาเรดาร์ จ.ประขวบคีรีขันธ์ พบว่า "เหยี่ยวไคท์แปลง" (ที่ว่า "แปลง" เพราะมันไม่ใช่เหยี่ยวไคท์ทั่วๆ ไป เช่น เหยี่ยวดำ หรือเหยี่ยแดง) ชนิดนี้อพยพย้ายถิ่นในช่วงต้นฤดูหนาว เช่นเดียวกับเหยี่ยวอพยพชนิดอื่นๆ อีกนับแสนตัว แต่จำนวนน้อยนัก "แต่ละปีพบบินอพยพผ่านจุดนับเหยี่ยว เช่น เขาเรดาห์ไม่เกิน 50 ตัว จากการนับตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน กว่า 50 วัน"เหยี่ยวไคท์แปลงหน้าตาแปลกๆ ตัวนี้ มีหงอนยาวชูชันเหมือนเพื่อนร่วมสกุล คือ "เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ" แต่รูปลักษณ์ (jizz) เงาร่างขณะบิน (flight silhouette) และรูปแบบการบิน (flight pattern/attitude) ล้วนแตกต่างจากเหยี่ยวไคท์ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าตัวโตๆ เช่น เหยี่ยวผึ้ง หรือตัวดำๆ เช่น เหยี่ยวดำ ถ้าสงสัยว่าเงาร่างและการบิน ช่วยจำแนกชนิดเหยี่ยวอย่างไรก็ลองซื้อหาคู่มือเหยี่ยวและนกอินทรีที่ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาอ่านเล่นๆ ก็ได้ครับ เหยี่ยวแต่ละสกุล จะมีรูปลักษณ์และเงาร่างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน เช่นเหยี่ยวไคท์ทั่วไป มีปีกยาวแลกว้าง ปลายปีกแตกเป็นร่อง (คล้ายนิ้วมือ) ยามร่อนลมจะหักข้อมือไพล่หลัง "แต่เจ้ากิ้งก่าสีน้ำตาล แม้จะมีปีกกว้างและยาว แต่สัดส่วนของปีก จะกว้างมากกว่ายาว แถมปลายปีกบานออกจนแทบจะเป็นวงกลม จนเงาร่างไม่เหมือนเหยี่ยวชนิดใดๆ เลย" ด้วยพื้นที่ผิวของปีกจำนวนมากนี่เอง ทำให้เหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาลแทบจะไม่ต้องกระพือปีกบินถี่ๆ เหมือนเหยี่ยวปีกแหลม ที่มีปลายปีกสอบเรียวแหลม คล้ายสามเหลี่ยม มันจะร่อนลมได้อย่างสบายๆ เพราะพื้นที่ปีกรับลมหนุนได้มาก ขณะเดียวกัน "ยามจะต้องกระพือปีก เมื่อหมดแรงลมหนุนตัว ก็จะกระพือปีกอย่างนิ่มนวล เนิบนาบเสมือนไม่ได้ออกแรงแม้สักนิดเดียว" (อย่าลืมไปดูด้วยตาตนเองที่เขาดินสอ เดือนตุลาคมปีหน้านะครับ) ต่างจากเหยี่ยวผึ้งที่ตัวใหญ่กว่า ปีกกว้างเหมือนกันแต่ปีกยาวกว่าทำให้ทรงปีกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามากกว่า ยามกระพือปีกหนึ่งครั้ง จะดูเหมือนว่าต้องออกแรงกว่าเจ้ากิ้งก่าสีน้ำตาลเยอะเลย

ยามสังเกตเหยี่ยวระยะไกล แบบ head-on รูปแบบการบินอันแตกต่างกันระหว่างชนิดของเหยี่ยวที่ใกล้เคียงกันนี่แหละ ที่เป็นจุดช่วยแยกชนิดที่สำคํญ โดยไม่ต้องแคร์หรือแยแสเรื่องความแตกต่างของชุดขน อันเป็นหลุมพรางหลุมใหญ่ของการจำแนกชนิดเหยี่ยว เพราะในนกล่าเหยื่อ มีชุดขนผันแปรเนื่องแต่เพศ และอายุ ดังนั้นชนิดเดียวอาจจะมีชุดขนต่างกัน 3 ชุดขน! ไม่ง่ายใช่ไหมครับ แต่สนุกและท้าทายนะครับสำหรับการดูเหยี่ยว เช้าวันนั้น ผมเดินขึ้น "เขาดินสอ" กับ "ดร.โรเบิร์ต ดีแคนดีโด ผู้ร่วมวิจัยเรื่องเหยี่ยวอพยพ ชาวอเมริกัน" กว่าจะถึงจุดดูเหยี่ยวบนเขาดินสอ ที่มีหลายจุด ให้เลือกตามอัธยาศัย ก็ต้องผ่านเนินชันวัดใจกันหน่อย ก็ชันขนาดเกือบ 90 องศาแหละครับ เคราะห์ดีที่ชาวบ้านเห็นดีเห็นงามว่าเขาดินสอมีอนาคตจะเป็นจุดชมเหยี่ยวอพยพในระดับนานาชาติ เพราะทั้งเยอะ ใกล้และวิวงาม เนื่องจากใกล้ชายทะเลอ่าวไทย จึงลงขันกันสร้างบันไดทางปูนให้ (ถ้ารีบเดินนัก มีสิทธิ์ลมขาดห้วง หายใจไม่ทั่วท้อง เพราะชันจริงๆ ครับ) มุมมองบนจุดชมเหยี่ยวเขาดินสอ จะมองเห็นทิศเหนือ เป็นมุมกว้างกว่า 180 องศา ฟากซ้ายเป็นแผ่นดินทอดยาวไกลสุดสายตาไปถึงเทือกเขาฝั่งพม่า ฟากขวาจากระยะไม่เกิน 2-3 กิโลเมตรเป็นชายฝั่งทะเล ด้วยเหตุนี้ จึงพบเหยี่ยวอพยพผ่านมากกว่าเขาเรดาห์ที่ห่างไกลจากทะเลกว่า 10 กิโลเมตร อารมณ์ลุ้นชวนให้สนุกสนานกับการดูเหยี่ยวอพยพก็ด้วยมุมมองเช่นนี้แหละ จะได้ส่องดูเหยี่ยวบินเข้าหาตัวคนดูเหยี่ยว เรียกว่า head-on แต่ไกล ไม่น้อยเลยที่จะพบในระดับสายตาด้วยซ้ำ "ได้เห็นเหยี่ยวบินร่อนในระดับสายตา ดูนกในที่อื่นๆ ส่วนใหญ่ก็ได้แต่ส่องดูท้องกะใต้ปีกของเหยี่ยว เพราะมักร่อนสูงเหนือศีรษะ" บนเขาดินสอ เมื่อเหยี่ยวบินเข้าใกล้ จะมีลมปะทะเขาไหลวนอยู่รอบเขาแล้วลอยขึ้น จนเหยี่ยวต้องเสยตัว บินขึ้นฟ้าอีกครั้ง ด้วยการหนุนของลมปะทะเขา ไม่ต้องกระพือปีกให้เมื่อยกระดูก เมื่อยกล้ามเนื้อแม้แต่น้อยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้มุมมองและระยะการสังเกตเหยี่ยวอพยพบนเขาดินสอ ถือว่าใกล้มากอย่างน่าอัศจรรย์สำหรับนักล่าที่ระแวงภัยสูง เช่น เหยี่ยวอพยพ "บางทีหากนั่งหรือยืนนิ่งๆ เหยี่ยวแทบจะบินเฉี่ยวศีรษะไปซะขนาดนั้นเชียว"


หมายเหตุ : อบต.หนองปลาไหล ร่วมกับองค์กรอนุรักษ์นก เชิญร่วมงานเทศกาลดูนกอินทรี ของดีเมืองเพชร ณ ทุ่งนา อบต.หนองปลาไหล อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคมศกนี้ รายละเอียดและเส้นทาง อ่านที่กระดานข่าว www.thairaptorgroup.com กระทู้ "โหมโรง Eagle Day"

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 09/02/2010 9:37 am, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 01/12/2009 9:30 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Day of the Jerdon"s (3)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11586 มติชนรายวัน


เหยี่ยวหงอนสีน้ำตาลท้องขาว ภาพโดยชัยวัฒน์ ชินอุปราวัฒน์


"Jerdon"s Baza หรือ "เหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาล" จัดว่าเป็นเหยี่ยวหายาก เพราะอุปนิสัยเหนียมอาย มักไม่บินร่อนบนฟ้ายามอากาศร้อน เช่น เหยี่ยวนักล่าชนิดอื่นๆ" ถ้าพบตัวถือว่าโชคดีมากๆ เพราะนอกจากนิสัยขี้อายแล้วจะอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้น บวกกับวิธีการล่าเหยื่อมักจะไม่บินร่อนหาเหยื่อแต่จะเกาะคอนบนกิ่งไม้นิ่งๆ มองหาเหยื่อที่เคลื่อนไหวแล้วบินไปจับด้วยจะงอยปากแล้วฉีกกินอย่างเงียบๆ ซึ่งส่วนใหญ่ ได้แก่ ตั๊กแตน ด้วง ตั๊กแตนตำข้าว หรือกิ้งก่า "ด้วยความที่เชื่องช้า ไม่ดุร้ายเกรี้ยวกราดเหมือนเหยี่ยวร่วมถิ่นอาศัยเดียวกัน" เช่น เหยี่ยวดงในสกุล Spizaetus (เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสกุล Nisaetus) แล้ว "ทำให้เหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาลต้องปรับตัว ปรุงแต่งชุดขนให้คลับคล้ายคลับคลา หรือเลียนแบบเหยี่ยวที่ดุร้ายกว่า เพื่อหลอกลวงนกอื่นๆ หรือแม้แต่เหยี่ยวอื่นๆ ให้กลัว ไม่กล้าหือ เรียกว่า aggressive mimicry" เหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาลเป็นเหยี่ยวขนาดกลาง ยาว 40-49 เซนติเมตร ตัวสีน้ำตาล ปีกยาวแต่ขาสั้น (ไม่เหมาะต่อการไล่จับเหยื่อด้วยการไล่ล่าในที่รก) แข้งและข้อตีนไม่มีขนคลุม บนปีกสีน้ำตาลแต่ส่วนล่างของลำตัวมีลายสีส้มพาดขวางบนท้องสีขาว ด้วยรูปลักษณ์อย่างนี้ แม้ว่าชุดขนจะเลียนแบบเหยี่ยวดง แต่ท่วงท่าการเกาะคอน แทบไม่มีความสง่างามหรือแข็งกร้าวของเหยี่ยวดงแม้แต่น้อย ต่างจากเหยี่ยวดงที่ด้วยขายาว ลำตัวบึกบึน ใบหน้าเข้มดุดันด้วยคิ้วนูนเด่น ทำให้สัมผัสได้ถึงความดุดันน่าเกรงขามของนักล่าอย่างแท้จริง ทำให้เหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาลดูเซื่องไปเลย ชุดขนต้นแบบของเหยี่ยวไคท์แปลงกายชนิดนี้ คือ "เหยี่ยวหงอนสีน้ำตาลท้องขาว" หรือ Wallace"s Hawk Eagle ให้สังเกตที่หงอนยาวชูเด่นบนกระหม่อมคล้ายกัน แต่ให้อย่างไรของเทียม ของแปลงย่อมไม่เหมือน แม้ชุดขนจะคล้ายกันอย่างยากจะแยกความแตกต่างได้ แต่โครงสร้างทางกายวิภาค และรูปลักษณ์กับผิดแผกอย่างสิ้นเชิง เป็นเหตุผลสำคัญอีกประการว่าการจำแนกสกุลหรือชนิดของเหยี่ยว ควรเริ่มจากการประเมินรูปลักษณ์ โดยไม่ต้องสนใจหรือให้ความสำคัญกับรายละเอียดของชุดขนเป็นลำดับต้นๆ เพราะด้วยความที่ "ชุดขนของเหยี่ยวหลากหลาย ผันแปรไปตามเพศและอายุ ทำให้มีความซับซ้อน ค่อนข้างยากต่อการจดจำ" ชวนให้งุนงงมากกว่า

หาก "รูปลักษณ์ เช่น เงาร่างขณะบิน รูปแบบการบิน หรือลักษณะทางกายวิภาค เช่น ลักษณะของขนบนท่อนขา รูจมูก" (ครับ ดูเหยี่ยวต้องส่องดูรูจมูกด้วย!) "ล้วนเป็นจุดแยก สำคัญทั้งสิ้น" ทั้งเหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาลและเหยี่ยวหงอนสีน้ำตาลท้องขาว อาศัยอยู่ใน "บ้าน" หลังเดียวกัน คือ ป่าดิบชื้นบนคาบสมุทรมลายู คือภาคใต้ของประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย การเลียนแบบ "ขาใหญ่" เช่นเหยี่ยวดง ของเหยี่ยวกิ้งก่าสีน้ำตาล ใช่ว่าจะได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว เหยี่ยวหงอนสีน้ำตาลท้องขาว ก็ได้ประโยชน์ด้วย ชุดขนคล้ายกันนี้สร้างความสับสนให้กับเหยื่อของเหยี่ยวหงอนสีน้ำตาลท้องขาว ที่ล่าเหยื่ออย่างดุดันกว่าด้วยการบินโฉบ ทิ้งตัวดิ่งลงไปจับเหยื่อ เช่น กระรอก กระแต หรือนกเล็กๆ บนเรือนยอดของต้นไม้ในป่า เมื่อสัตว์ที่เป็นเหยื่อพบเห็นเหยี่ยวตัวลายๆ มีหงอนยาว เกาะคอนอย่างเซื่องๆ ไม่ไล่ล่า เหยื่อเหล่านั้นย่อมวางใจว่า "เจ้าตัวแบบนี้" น่ะ ไม่มีภัยหรอก เห็นมันกินแต่แมลงหรือกิ้งก่า แต่คราวต่อไป ถ้า "เจ้าตัวนี้" กลับกลายเป็นเหยี่ยวหงอนสีน้ำตาลท้องขาว แทนที่จะเป็นเหยี่ยวกิ้งก่าแปลง เหยื่อตัวนั้นก็คงโดนล่าไปแล้วก่อนที่จะรู้ตัวกว่าโดนหลอกจะเห็นว่าเหยี่ยวทั้งสองชนิดสมประโยชน์ เอื้อซึ่งกันและกัน ด้วยชุดขนคล้ายกันที่ฝ่ายหนึ่งลอกเลียน อีกฝ่ายหนึ่งเป็นต้นแบบให้ อีกทั้งเหยี่ยวสองชนิดนี้ เลือกล่าเหยื่อต่างประเภท (food partition) จึงไม่ใช่คู่แข่งใดๆ ในถิ่นอาศัยนั้นแม้แต่น้อย ชื่อไทยบ่งบอกประเภทของอาหารที่เหยี่ยวล่า และชุดขนสีน้ำตาล ชื่ออังกฤษและชื่อวิทยาศาสตร์ Aviceda jerdoni แปลว่าเหยี่ยวที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติแด่นักปักษีวิทยาชาวสก๊อตที่เป็นนายแพทย์ด้วย ชื่อ "โธมัส เจอร์ดอน" ที่ศึกษานกในธรรมชาติบนอนุทวีปอินเดียในศตวรรษที่ 19 รวบรวมข้อมูลความรู้ของอินเดียอย่างมากมายมหาศาล คำว่า Baza แผลงมาจากคำในภาษาฮินดูแผลงว่าเหยี่ยว ส่วนคำว่า Aviceda เกิดจากการประสมคำในภาษาละตินแปลว่า "นกล่าเหยื่อ" ในประเทศไทย พบแพร่กระจายเป็นหย่อมๆ ในป่าดิบชื้นทุกภาคของประเทศ "เหยี่ยวกิ้งก่าจะส่งเสียงร้องให้ได้ยินมากขึ้นก็ต่อเมื่อกำลังทำรังวางไข่ คู่ผสมพันธุ์จะร้องรับกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์" จากการศึกษาที่ประเทศอินเดียและเกาะสุมาตรา พบว่าเหยี่ยวตัวผู้และตัวเมียช่วยกันทำรังรูปตะกร้าปากกว้าง ใช้กิ่งไม้แห้งขัดคาไว้บนง่ามไม้ แซมด้วยใบไม้สดสีเขียว รังสูง 7-20 เมตร จากพื้นดิน ทั้งพ่อและแม่ช่วยกันฟักไข่ และแต่ส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของเหยี่ยวตัวเมีย ส่วนตัวผู้ทำหน้าที่ไล่ล่าหาเหยื่อมาป้อนให้ทั้งแม่นกและลูกนกที่ส่วนใหญ่จะฟักออกจากไข่ 2-3 ใบ "ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาการทำรังวางไข่ของเหยี่ยวแปลงชนิดนี้ครับ"


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:30 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 08/12/2009 9:40 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(1)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11593 มติชนรายวัน


นกอินทรีปีกลาย


แหล่งดูนกในธรรมชาติทั่วไทยมีอยู่หลายแห่ง ที่คุ้นเคยของนักดูนกไทยและเทศ เช่น "อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์" จ.เชียงใหม่ เด่นด้วยนกป่า นกดอยแดนเหนือ "บึงบอระเพ็ด" จ.นครสวรรค์ แห่งภาคกลางเป็นสวรรค์ของนกน้ำ "อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่" ในอีสานบ้านของนกป่าดิบ "นาเกลือโคกขาม" ในจังหวัดสมุทรสาคร สนามประลองความอึดและอดทนของนักดูนก ด้วยการส่องนกชายเลนกลางแดดกล้า หรือ "น้ำตกกรุงชิง" จ.นครศรีธรรมราช ในภาคใต้แหล่งอาศัยของนกใต้ในป่าที่ราบต่ำ แต่ไม่มีที่ใดหรือจังหวัดไหนจะมีกลุ่มนกหลากหลายเท่า "จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดเดียวที่มีแหล่งอาศัยของนกสามถิ่นอันเป็นที่หมายปองของนักดูนกทั่วไทย นกป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เหยี่ยวและนกอินทรีที่ทุ่งนาบางจาก-หนองปลาไหล นกชายเลนและนกน้ำจำนวนมากนับหมื่นตัว รวมทั้งชนิดหายาก" เช่น นกชายเลนปากช้อน นกชายเลนปากงอน นกปากช้อนหน้าดำ นกนางนวลหลังดำพันธุ์รัสเซีย ที่นาเกลือบ้านปากทะเลและแหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม เรียกว่าครบเครื่องเรื่องดูนก ยิ่งระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร เพียงไม่เกินสองชั่วโมงด้วยการขับรถ ทำให้การเดินทางสะดวกสบาย ชวนให้ไปเยี่ยมเยือนได้ไม่รู้เบื่อ "อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นป่ารอยต่อเชื่อมระหว่างป่าเหนือที่ทอดยาวจากเทือกเขาหิมาลัยและป่าใต้ ทำให้ชนิดพันธุ์ของนกผสมปนเประหว่างนกเหนือและนกใต้ จนมีคำเปรยที่คุ้นหูในหมู่นักดูนกว่า "อะไรก็เกิดขึ้นได้ในป่าแก่งกระจาน" "อะไร" ในที่นี้ คือ ชนิดพันธุ์ของนกที่อาจจะไม่พบในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ เช่น นกกะลิงเขียดหางหนาม (Ratchet-tailed Treepie) ทั่วอุษาคเนย์พบทำรังวางไข่ที่ประเทศเวียดนาม ในประเทศไทยพบเฉพาะที่ป่าแก่งกระจานนี้เท่านั้น หรือสิงห์เหนือเสือใต้ เช่น นกจาบคาเคราน้ำเงิน และนกจาบคาเคราแดง ก็พบได้ที่แก่งกระจานทั้งสองชนิด สำหรับแฟนนานุแฟนนกนักล่าหรือคอเหยี่ยว จังหวัดเพชรบุรีนับเป็นบ้านในฤดูหนาวอันสำคัญยิ่งยวด "ไม่มีจังหวัดใดในเมืองไทย ภายในเพียงวันเดียวของการตากแดด ตะลอนดูนกนักล่ากลางทุ่งโล่ง แล้วจะสามารถพบนกอินทรีแท้ขนาดใหญ่ในสกุล Aquila ครบทั้งสามชนิด" ปิดเพลท (หนังสือดูนก) ได้

"แหล่งดูนกอินทรี" เช่น ทุ่งนาหนองปลาไหล อ.เขาย้อย และทุ่งนาบ้านบางจาก อ.เมือง จ.เพชรบุรี มีวิถีท้องถิ่นอันเอื้อทั้งคนและสัตว์ป่า ชาวนาทำนาแบบดั้งเดิมนับเนื่องแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน สิ้นฤดูกาลเกี่ยวข้าว ตอฟางถูกทิ้งรกร้างไว้ตากแดด รอเวลาน้ำใหม่มาเพื่อเริ่มการหว่านหรือดำนาอีกครั้ง ช่วงพักนานี่แหละ จากทุ่งนารกร้างว่างเปล่าจะกลายเป็น killing field ของโคตรหนูนาตัวใหญ่ ชื่อหนูพุก หรือหนูนาตัวย่อมๆ เช่น หนูท้องขาว อาหารอันโอชะของนกอินทรี ทุ่งนากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มีต้นไม้ใหญ่ เช่น ก้ามปู ขึ้นประปราย ดูแล้วคลับคล้ายคลับคลาทุ่งหญ้าสเต็ป บ้านฤดูร้อนของพี่ใหญ่แห่งวงการนักล่าสามพี่น้องเรียงตามขนาดตัว ได้แก่ "นกอินทรีปีกลาย" (น้องนุชสุดท้อง) "นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป" (พี่กลาง) และ "นกอินทรีหัวไหล่ขาว" (พี่ใหญ่) ขาใหญ่เหล่านี้จะบินร่อนเหนือทุ่งนา ใช้สายตาอันคมกริบที่มองไกลกว่าคนอย่างน้อยสิบเท่า มองหาหนูนาตัวใหญ่ๆ ที่ไต่ขึ้นจากรูใต้ดิน วิ่งกันพล่านเพื่อเก็บกินเมล็ดข้าวเปลือก นับว่าชาวนาและนกอินทรีสมประโยชน์ซึ่งกันและกัน ฝ่ายหนึ่งเอื้อสถานที่หากิน อีกฝ่ายช่วยกำจัดสัตว์ศัตรูพืชให้ นอกจากขาใหญ่แล้ว "บรรดานักล่าตัวเล็กกว่า เช่น เหยี่ยวชนิดต่างๆ ก็เป็นนกเด่นของทุ่งนาเมืองเพชร" ที่ทุ่งนาและดงตาลบ้านเขาย้อย อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี เอื้ออาทรต่อฝูงเหยี่ยวดำ นับพันตัวมาหลายสิบปี ในฤดูหนาว เหยี่ยวดำจะอพยพจากประเทศจีน เข้ามาในประเทศไทย ด้วยอุปนิสัยสัตว์ป่าที่นิยมรวมฝูงกันนอนพักผ่อนในเวลากลางคืน อีกทั้งคนเพชรใจดีไม่ยิง ไม่รบกวนนักล่าพเนจรเหล่านี้ ทำให้ "ดงตาลกลางทุ่งนาเป็นเสมือนบ้านของเหยี่ยวดำเป็นประจำทุกปี" เหยี่ยวดำใช้ใบตาลและก้านมะพร้าวเป็นคอนเกาะนอนยามค่ำคืน ตาลหนึ่งต้นอาจนับเหยี่ยวดำได้กว่า 20 ตัว จะเรียกว่า ""เหยี่ยวดำคอนโดมิเนียม"" ก็คงได้นะ ยามข้าวออกรวง กลิ่นหอมกรุ่นของรวงข้าวโปรยปรายไปตามกระแสลม ต้นข้าวโบกพลิ้วปลิวไสว นักล่าอีกสกุลร่อนลมอย่างเนิบนาบเหนือต้นข้าว ในระดับความสูงไม่เกินยอดตาล บินพลิกแพลง เบี่ยงบิดทิศทางไปมาเพื่อมองหานกตัวเล็กๆ เช่น "นกติ๊ด นกกระจาบ" หรือนกจาบปีกอ่อน หรือแม้แต่หนูนาที่แฝงกายใต้ต้นข้าว "เมื่อพบเห็นหรือได้ยินเสียง นักล่าเหนือยอดข้าว นามว่าเหยี่ยวทุ่งก็โผตัวลงไปจับเหยื่ออย่างแม่นยำ เหนือทุ่งนาเมืองเพชรพบเหยี่ยวทุ่ง 2 ชนิด คือ เหยี่ยวด่างดำขาว และเหยี่ยวทุ่งพันธุ์เอเชียตะวันออก"


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:29 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 14/12/2009 9:28 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(2)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11600 มติชนรายวัน



"เมืองเพชรถิ่นของดี เช่นนกสามถิ่น เหมาะที่จะเป็นสถานที่ดูนกของทั้งมือใหม่ มือเก่าหรือมือเก๋าเช่นเกจิต่างๆ ฤดูหนาวนับเป็น high season ของการดูนกที่เมืองเพชร" นักดูนกมีน้อยคนนักไม่เคยได้ยินหรือไม่คิดจะไปดูนกที่เมืองเพชร ด้วยความพร้อมนานัปการของเมืองเพชร สุดสัปดาห์ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา "นิสิตสัตวแพทย์ ม.เกษตรศาสตร์" ลูกศิษย์ของผม จึงจัดทริปดูนกเพื่อศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตนกในธรรมชาติ ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเรียนรู้นอก "ตำรา" และนอกห้องเรียน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนในห้องด้วย เพราะประสบการณ์ตรงเช่นนี้ย่อมนำมาใช้ได้กับการเป็นสัตวแพทย์ (รักษาโรค) สัตว์ป่า ลองคิดดูว่าถ้าหมอไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม อาหารการกิน หรือพฤติกรรมของผู้ป่วยของตนเอง จะวินิจฉัยและรักษาโรคได้อย่างไร เช้าวันเสาร์ เราไปเริ่มต้นการดูนกที่ "ทุ่งนาเขาย้อย" ส่องดู "เหยี่ยวดำ" ตื่นนอนตอนเช้า ฟ้าใสๆ ของหน้าหนาว มีแดดอ่อนๆ เหยี่ยวดำกว่า 400 ตัว ใช้ใบตาลบ้าง ก้านมะพร้าวบ้างเป็นคอนเกาะพักผ่อนนอนกลางคืน บางตัวไซ้ขนจัดระเบียบร่างกายให้พร้อมสำหรับการบินออกหากินอีกครั้ง ร่องรอยการใช้ต้นตาลและต้นมะพร้าวเป็นสถานที่ค้างแรมปรากฏให้เห็นชัดเจนด้วยมูลสีขาวเปื้อนเปรอะใบตาลหรือมะพร้าว




บางครั้งรอยมูลสีขาว ยังเห็นได้บนปีกของเหยี่ยวดำเนื่องจากเหยี่ยวตัวที่เกาะกิ่งก้านด้านบนถ่ายรดตกลงมาเปื้อนตัวข้างล่าง อาจชวนให้สงสัยสำหรับนักดูนกที่ไม่มีประสบการณ์หรือไม่เคยสังเกตอย่างละเอียดมาก่อนว่าเหตุใดจึงมี "สีขาว" บนขนสีน้ำตาลเข้มของเหยี่ยวดำ "เมื่อพระอาทิตย์เคลื่อนตัวห่างจากพื้นดิน แดดแรงมากขึ้น" ความร้อนไร้รูปลักษณ์จากผิวดินลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า เพราะเป็นมวลอากาศที่เบากว่าอากาศเย็น เป็นสัญญาณเตือนบรรดาเหยี่ยวดำว่าถึงเวลาออกหากินรอบใหม่ของอีกวันแล้ว "เหยี่ยวเริ่มทยอยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าทีละตัวสองตัว จากนั้นก็ทยอยกันบินเข้ารวมเป็นฝูง เหนือมวลอากาศร้อนที่ลอยตัวขึ้นเป็นการประหยัดพลังงาน" มิให้เสียเปล่าจากการกระพือปีก เก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นในเวลาค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็นและต้องสร้างความร้อนภายในกายเพื่อต่อต้านมิให้หนาวสั่นจนอาจร่วงผล็อยตกคอนตายได้ การใช้ประโยชน์ของมวลอากาศร้อนของเหยี่ยวดำ เป็นไปเฉกเช่นเดียวกับฝูงเหยี่ยวอพยพชนิดอื่นๆ ในฤดูกาลอพยพผ่าน ณ เขาเรดาห์ หรือเขาดินสอ เนื่องจากเหยี่ยวไม่มีทางรู้เลยว่าวันนี้หรือวันข้างหน้า จะล่าเหยื่อมารองท้องได้หรือไม่ ดังนั้น เหยี่ยวจะต้องประหยัดพลังงานในรูปแบบไขมันภายในลำตัวไว้ให้มากที่สุด ทุกวิถีทาง การตัดสินใจเลือกใช้มวลอากาศร้อนเพื่อไต่ระดับความสูงและบินไปข้างหน้า จึงเป็นการเรียนรู้เพื่อใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สำคัญและเอื้อให้เหยี่ยวเหล่านี้ดำรงชีวิต สืบทอดเผ่าพันธุ์มานานนับหมื่นนับแสนปีสัตว์รวมฝูงมักจะมีหัวโจกหรือหัวหน้าที่กล้าหาญหรือมีประสบการณ์ไว้เป็นผู้นำ "เมื่อเหยี่ยวดำตัวหนึ่งบินขึ้นฟ้าเข้าหามวลอากาศร้อน เหยี่ยวตัวอื่นๆ ที่รอสัญญาณจากผู้นำจะบินขึ้นตามไปด้วย" ช่วงนี้ไม่เพียงเหยี่ยวดำเท่านั้น "แม้แต่นักล่าขาใหญ่ เช่น นกอินทรี ก็ใช้ประโยชน์และสัญญาณจากมวลอากาศร้อนเช่นกัน" ในวันนั้นมีนกอินทรีปีกลาย 2 ตัว บินขึ้นจากต้นไม้ที่ใช้นอนพักผ่อน ด้วยการกระพือปีกอย่างต่อเนื่อง มุ่งเข้าหามวลอากาศร้อน บางทีอาจเห็นทั้งขาใหญ่และขาเล็ก คือ เหยี่ยวดำ ร่วมวงร่อนอยู่ด้วยกันก็เคยพบ ไม่เหมือนเหยี่ยวดำ "นกอินทรี" แท้ขนาดใหญ่ มักจะนอนพักผ่อนตัวเดียวโดดๆ เสมือนพญานกที่ต้องมีพื้นที่ส่วนตัว แต่เคยพบที่ "เขาย้อย" นี่แหละ ที่ "นกอินทรีปีกลายวัยเด็ก แรกรุ่นเกาะบนต้นไม้เรียงตัวกัน 3-4 ตัว" เข้านอนร่วมกัน ตามประสาเด็กๆ ที่ไม่ประสาและหาพวกไว้ก่อน เสมือนหลายหัวดีกว่าหัวเดียว หลายตาช่วยกันสอดส่องมองหาว่ามีภัยเข้าใกล้ตัวหรือไม่ ภาพเหยี่ยวดำหลายร้อยตัวและนกอินทรีหายากบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือดงตาล ณ ทุ่งนาเขาย้อย เป็นภาพที่หาดูได้ยากในที่อื่นๆ หากเป็นภาพที่ชินตาและพบเห็นทุกปีที่นี่ เพราะชาวนาบ้านเขาย้อยมีเมตตาต่อสัตว์ป่า ไม่ไล่ล่า ไม่รบกวนปล่อยให้เหยี่ยวพักพิงเป็นถิ่นอาศัยที่ปลอดภัยมานานนับชั่วอายุคน นับเป็นห้องเรียนธรรมชาติกลางแจ้งที่คนและสัตว์ไม่เบียดเบียนกันและกัน ไม่ต้องจับนกใส่กรงหรือเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยงเพียงเพราะความอยากได้ใคร่ครอบครองของคนบางคน แล้วอ้างว่า "รักสัตว์" ทั้งที่ธรรมชาติสร้างเหยี่ยวหรือนกป่าให้มีปีกไว้บินอย่างอิสระในธรรมชาติ "เหยี่ยวเหล่านี้ถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติของทุกคน มิใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง เช่น ชาวเมืองเพชรช่วยรักษาไว้ให้ลูกหลานอย่างเรา จริงไหมครับ"


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:23 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 23/12/2009 10:43 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(3)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32



ทุ่งนาบ้านหนองปลาไหล อ.เขาย้อย และบ้านบางจาก อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นแหล่งดูนกอินทรีแท้ขนาดใหญ่ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แต่ละปีในฤดูหนาว จะมีนกอินทรีแท้ จำนวน 4 ชนิด อพยพเข้ามาอาศัยที่ทุ่งนาแบบดั้งเดิมแห่งนี้ทุกปี ในวันหนึ่งๆ นักดูนกที่โชคดี อาจพบนกอินทรีทุกชนิดที่มีรายงานพบในประเทศไทย คือ นกอินทรีปีกลาย นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป นกอินทรีหัวไหล่ขาว และนกอินทรีเล็ก จุดดึงดูดให้บรรดานักล่าขาใหญ่เหล่านี้ คือ หนูนาอันอ้วนพีด้วยข้าวเปลือกของชาวนา ในฤดูเกี่ยวข้าว เมื่อชาวนาเมืองเพชรเกี่ยวข้าวแล้ว ข้าวเปลือกบางส่วนร่วงหล่นสู่พื้น สภาพทุ่งนาเปลี่ยนเป็นที่โล่ง จากเดิมที่มุดอยู่ในโพรงใต้ดิน หนูนาจะออกจากการหลบซ่อนตัวขึ้นมาเก็บกินข้าวเปลือก ทำให้นกอินทรีที่บินร่อนบนท้องฟ้า หรือรอเวลาเกาะคอนบนไม้ใหญ่ เช่น ต้นก้ามปูมองเห็นหนูนาได้ง่ายขึ้น เพียงรอเวลาอย่างใจเย็น ให้เปรียบเสมือน killing field สำหรับนกอินทรี ที่ล่าหนูนาเป็นอาหารหลัก


สมรภูมิเพื่อการเอาชีวิตรอดระหว่างนักล่าและผู้ถูกล่านี้ เป็นไปมานานนับหลายสิบปี เท่าที่สภาพทุ่งนาและการทำนาแบบดั้งเดิมของชาวเพชรทำมาแต่รุ่นก่อนๆ หากการล่านี้เป็นไปเพื่อความจำเป็นของชีวิต ที่ธรรมชาติกำหนดไว้ นกอินทรีมิได้ต้องการเบียดเบียนชีวิตหนูนา เพียงเพื่อความสนุก อยากจะล่าเล่นๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “คัดออก” ของสมาชิกในประชากรหนูนาที่อ่อนแอ หรือพร่องซึ่งความระวังภัย อันเป็นวิวัฒนาการร่วมกันระหว่างนักล่าและผู้ถูกล่า ในมุมของชาวนา นกอินทรีทำหน้าที่เสมือนตัวควบคุมประชากรของหนูนา ศัตรูพืชตัวฉกาจ มิให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น นกอินทรีแท้ขนาดใหญ่ 1 ตัว สามารถกินหนูนาตัวเป้งๆ เช่น หนูท้องขาว หรือหนูนาใหญ่ ได้ 2-4 ตัวต่อวัน ตลอดฤดูหนาว กว่า 5-6 เดือน ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม (แม้ว่านกอินทรีบางตัวอพยพเข้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคม และอยู่ที่เมืองเพชรจนถึงเดือนเมษายน) ประมาณการได้ว่าหนูนากว่า 300 – 600 ตัวจะถูกกำจัดออกไปจากท้องทุ่งนาโดยนกอินทรี 1 ตัว ที่ทุ่งนาหนองปลาไหล-บางจาก แต่ละปี จากการสำรวจของกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี พบว่ามีนกอินทรีแท้ขนาดใหญ่ 3 ชนิด อาศัยอยู่และหากิน 15-20 ตัว ทุกปี



นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ปแย่งอาหารบนทุ่งนา ภาพ โดย คุณสมพงษ์ น่วมสวัสดิ์


ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นแง่ประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ หรือการอนุรักษ์สัตว์ป่าหายาก (นกอินทรีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฏหมาย เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับนานาชาติ) ที่ถือว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติของทุกคน และเป็นมรดกของคนไทยทั้งหมด การเผยแพร่ สร้างความเข้าใจและตระหนักในคุณค่าของนกอินทรี และนกล่าเหยื่อที่มีต่อระบบนิเวศน์ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์และผลกระทบต่อชาวนาโดยตรง จึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งยวด หากต้องการอนุรักษ์นกนักล่าขนาดใหญ่ให้ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปในฐานะมรดกของคนรุ่นหลัง (และไม่ใช่สิ่งของของใครคนใดคนหนึ่งที่จะถือสิทธิ์ สักแต่ว่าเป็นคน นำพญานกเช่นนี้มากักขังในกรงหรือผูกขาไว้เป็นสัตว์เลี้ยง) ทางสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย กลุ่มนักดูนกในนามของ discoverythai.com และกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี จึงประสานความร่วมมือในด้านที่แต่ละฝ่ายถนัด จัดงานดูนกอินทรี ของดีเมืองเพชร (Eagle Day) ครั้งที่ 2 ในวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553 อีกทั้งเป็นนิมิตหมายอันดีที่ประชาชนชาวเพชร โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลาไหล ตั้งแต่ระดับผู้บริหารจรดสมาชิกในชุมชนเห็นความสำคัญ และสงสัยใคร่รู้มาแต่ปีที่แล้วว่า ทำไมในทุกฤดูหนาว ถึงมีคนต่างถิ่นต่างสำเนียง จาก กทม. แวะเวียนกันมาตั้งกล้องยาวๆ ส่องไปที่ทุ่งนาไกลโพ้น อยู่เนืองๆ มีทั้งคนไทย คนฝรั่ง บ้านเขามีของดีอะไรหรือ? ดังนั้น งานนี้จึงเป็นงานสานสามัคคีของชาวเพชรและนักดูนกต่างถิ่น ร่วมกันจัดงานเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับนกอินทรี ให้กับเยาวชน และสร้างตระหนักต่อคนทั่วไปว่าทำไมวิถีชีวิตของนกอินทรีของชาวเมืองเพชรจึงสอดประสานสอดคล้องไปด้วยกันได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เมื่อรู้ และเข้าใจว่าถิ่นตนมีของดีอะไร ความรักษ์และภูมิใจต่อถิ่นเกิดย่อมบังเกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็น ภายในงานจะมีนักดูนกอาสาสมัคร นำเยาวชนและผู้สนใจดูและสังเกตพฤติกรรมของนกอินทรีและบรรดาเหยี่ยวชนิดอื่นๆ ตั้งแต่เวลา 7-11.00 น. หากโชคดีอาจได้เห็นนกอินทรีตีกันลนทุ่งนา เป็นวิถีการศึกษาธรรมชาติที่ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ป่า เพราะสัตว์อาศัยอยู่ในสถานที่ที่มันควรจะอยู่ มนุษย์เช่นเราเป็นผู้สังเกตและเรียนรู้มิใช่เป็นการเห็นแก่ตัว พยายามฉุดกระชากลากถู ดึงธรรมชาติเข้าหาตัว นำสัตว์ป่ามาเป็นสัตว์เลี้ยง จนนักล่าสูญเสียความเป็นพญานก จริงไหมครับ.


หมายเหตุ : อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทาง และสถานที่จัดงานดูนกอินทรี ของดีเมืองเพชร 2553 ที่กระดานข่าว www.thairaptorgroup.com

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:19 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 28/12/2009 3:28 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32


นกกระจิ๊ดเขาหินปูน ภาพโดย Urban Olsson


มีนกชนิดใหม่ต้อนรับปีใหม่มาแนะนำครับ คราวนี้เป็นนกกระจิ๊ดหนึ่งในสามกษัตริย์ จัดว่าจำแนกยาก ชวนให้เบือนหน้าหนีไม่ต่างจาก เหยี่ยวและนกชายเลน นักดูนกหลายคน เมื่อได้ยินชื่อนกกระจิ๊ดแล้วก็อาจทำหูทวนลม เพราะวาบแรก ดูไปก็จำแนกไม่ออก บอกชนิดไม่ถูก เลยพานไม่ดู ไม่ส่องซะเลย อีกทั้งนกกระจิ๊ดพวกนี้ โดยเฉพาะในสกุล Phylloscopus หรือเรียกสั้นๆว่า Phyllos มักอาศัยอยู่บนเรือนยอดไม้ ที่รกๆ ทึบๆ นั่นแหละครับ แถม นิสัยไม่อยู่นิ่ง บินไปบินมา ไล่ควานหาตัวหนอนซุกซ่อนตามหลืบของใบไม้ ชวนให้เกิดอาการปวดต้นคอได้ง่ายๆ ที่ฝรั่งนักดูนกเรียกว่า warbler neck ไงครับ นกใหม่ของโลกปักษาคราวนี้ชื่อว่า นกกระจิ๊ดเขาหินปูน (Limestone Leaf Warbler) ความจริงแล้วทีมนักปักษีวิทยา ผู้รายงานเป็นครั้งแรกในวารสารชื่อ Ibis เป็นวารสารทางปักษีวิทยาของสมาคมปักษีวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (British Ornithologists’ Union) ค้นพบเจ้ากระจิ๊ดน้อย ตั้งแต่ 13 ปีก่อน แต่ด้วยความคล้ายของชุดขน ที่แทบจะไม่ต่างจากนกกระจิ๊ดชนิดอื่นๆ ในสกุลเดียวกัน โดยเฉพาะนกกระจิ๊ดคิ้วดำท้องเหลือง (Sulphur-breasted Warbler) นกอพยพของบ้านเรา ทำให้ทีมปักษีต้องเก็บข้อมูลการพบนกชนิดนี้ไว้ในลิ้นชักจนมีข้อมูลแวดล้อมมากขึ้นจากการเปรียบเทียบข้อมูลทางพันธุกรรม หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า “สาแหรกสายเลือด” และเสียงร้อง จนมั่นใจว่าเจ้ากระจิ๊ดเขาหินปูน ต่างจากเจ้ากระจิ๊ดคิ้วดำท้องเหลืองจริงๆ นะ จึงได้รายงานผลการศึกษาจากข้อมูลดังกล่าวในวารสารไอบิส เพื่อประกาศให้นักวิชาการทั่วโลกรับทราบ

ในโลกของนก เช่นเดียวกับสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ รูปลักษณ์ ชุดขนและเสียงร้อง ล้วนเป็นผลของวิวัฒนาการเพื่อจุดประสงค์สองประการหลัก คือ ดำรงชีพส่วนตน และสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป ดังนั้นมีตัวอย่างไม่น้อยที่นกต่างวงศ์ ต่างสกุล หรือแม้แต่ในสกุลเดียวกันอาจจะไม่รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกันมากจนไม่สามารถจำแนกแยกความแตกต่างได้ด้วยตาเปล่า แม้ว่าจริงๆ แล้วลักษณะอื่นๆ อาจต่างกัน แต่อาจจะต้องนำมาวัดขนาด ความยาวและความกว้าง เช่น จะงอยปาก ปีก แข้งหรือตีน จนสรุปได้ว่ามีความแตกต่างกันเพียงไม่กี่มิลลิเมตร บางกรณี ด้วยสายตาบอกความแตกต่างไม่ได้แม้แต่น้อย เช่น เจ้ากระจิ๊ดเขาหินปูนและกระจิ๊ดคิ้วดำท้องเหลือง หากความแตกต่างอยู่ที่เสียงร้อง ถิ่นอาศัยที่ต่างกัน รวมทั้งสายเลือดที่ห่างกันในระดับดีเอ็นเอ ความต่างในสายเลือด หากเหมือนในรูปลักษณ์ รูปพรรณภายนอก เรียกว่า convergent adaptation ถูกกำหนดด้วยรูปแบบการหากิน ประเภทของถิ่นอาศัย อาจทำให้นกสองชนิดที่ก่อเกิด และวิวัฒนาการห่างกันมานานอาจต้องมาบรรจบกันเป็นคู่คล้าย เช่น นกฮัมมิงเบิร์ด และนกกินปลี พวกแรกเป็นนกโลกใหม่ในทวีปอเมริกา พวกสองเป็นนกโลกเก่าในทวีปอาฟริกา และเอเชีย หากกินน้ำหวานเหมือนกัน ทำให้จะงอยปากยาว เรียวโค้งไว้สอดเสียบเข้าไปในช่อดอกไม้เพื่อดูดกินน้ำหวาน เป็นต้น กรณีของเจ้ากระจิ๊ด สมาชิกใหม่ของอาณาจักรนกชนิดนี้กลับแผกต่างไปบ้างจากตัวอย่างข้างต้น เนื่องจากสาแหรกแตกมาจากสายเลือดเดียวกันแต่ มีระยะห่างระหว่างความเหมือนของดีเอ็นเอ เสียงร้องต่างกันโดยสิ้นเชิง ขนาดและรูปพรรณก็ต่างกันนิดหน่อยในระดับต้องวัดด้วยมาตรไม้บรรทัด จากเดิมในอดีตอันไกลโพ้นที่ไม่รู้ว่ากี่แสน กี่ล้านปี ทั้งเจ้าเขาหินปูนและคิ้วดำท้องเหลือง ที่มีสาแหรกเดียวกันมาก่อน ด้วยชุดขนที่คล้ายกันมาก แต่เมื่อบรรพบุรุษของแต่ละชนิดจับจองถิ่นอาศัยที่แตกต่างกันออกไป เพื่ออะไร? ก็เพื่อลดการแก่งแย่งแข่งขันในการหาอาหารในถิ่นอาศัยเดียว อันเป็นวิถีที่ไม่เอื้อให้รอดชีวิตทั้งสองฝ่าย นกกระจิ๊ดทั้งสองชนิด จึงปรับเปลี่ยนดัดแปลงเอกลักษณ์ของสาแหรกตนเอง ให้แตกต่างจากกันด้วยเสียงร้องอันเป็นวิธีหลักประการหนึ่งของนกแต่ละชนิดที่ใช้กำหนดรู้ จดจำ และยอมรับความเป็นพวกเดียวกัน นกกระจิ๊ดเขาหินปูน มีรายงานพบในประเทศลาวและเวียดนาม ภาคใต้ของประเทศจีน ที่มณฑลกวางสีรอยต่อเขตแดนกับเวียดนาม ชื่ออังกฤษบ่งบอกถิ่นอาศัยเฉพาะของนก ที่พบได้ในทั่วไปในพื้นที่พบนก เช่น จังหวัดคำม่วนของประเทศลาว ซึ่งจะเป็นภูเขาหินปูนท่ามกลางป่าดิบชื้น ที่ระดับความสูงระหว่าง 280 – 1200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ชื่อวิทยาศาสตร์ Phylloscopus calciatilis แปลว่า “ผู้ตรวจตราใบไม้’ (ก็เพราะนกกระจิ๊ดมักบินหากินในร่มไม้ เพื่อหาหนอนกินตามใบไม้ ) ที่อาศัยอยู่บนเขาหินปูน จากรายงานไม่พบนกกระจิ๊ดในประเทศไทย แต่ไม่แน่หรอกครับ ในแวดวงนักดูนก ว่ากันว่า expect the unexpected! ปีหน้าฟ้าใหม่ เจ้ากระจิ๊ดตัวนี้อาจโผล่มาให้เห็นในบ้านเราก็ได้ ว่าแต่ต้องไปฝึกฟังเสียงร้องของเจ้ากระจิ๊ดคิ้วดำท้องเหลืองให้แม่นก่อน ถ้าตัวเหมือนแต่เสียงไม่ใช่ล่ะก็อาจได้เฮ เป็นเจ้านกกระจิ๊ดเขาหินปูนนะครับ.


หมายเหตุ : ชมภาพนกกระจิ๊ดและรายงานฉบับเต็มที่กระดานข่าว www.thairaptorgroup.com ในกระทู้ “ข่าวนก”

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:17 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 04/01/2010 1:25 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(1)

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33


ครอบครัวนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย พ่อ-แม่นำหน้า ลูกนกบินตามหลัง


สวัสดีปีใหม่ครับ .. ช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ ผมไม่ได้เที่ยวไหนไกลเลย ได้แต่ไปดูนกอินทรีที่ทุ่งนาหนองปลาไหล-บางจาก จังหวัดเพชรบุรี 2 วันเท่านั้น แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ แต่ก่อนปีใหม่ ต้นเดือนธันวาคม ผมลาพักผ่อนจากงานประจำ ตะลอนเที่ยวดูนกไปไกลหน่อย เป้าหมายของทริปนี้คือ นกกระเรียน 4 ชนิดที่ประเทศจีน ณ ทะเลสาบผ่อหยางหรือโปหยาง มณฑลเจียงซี ภาคตะวันออกของจีน นับเป็นสวรรค์ของนกน้ำนานาชนิดกว่าสองแสนตัวในแต่ละปีที่อพยพหนีหนาวจากถิ่นไซบีเรียลงมาอาศัยอยู่ที่ทะเลสาบน้ำจืดในแผ่นดินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ทะเลสาบผ่อหยางเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ปรากฏมาก่อนประวัติศาสตร์ราชวงศ์ของจีน มานานกว่า 50 ศตวรรษและมีบันทึกเกี่ยวกับขนาดของทะเลสาบไว้ตั้งแต่ราชวงศ์ถัง ซึ่งหดเล็กลงไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีพื้นที่เพียง 1000 ตารางกิโลเมตรในฤดูแล้งหรือฤดูหนาว จึงเป็นแหล่งอาศัยที่มีอาหารอันอุดมต่อนกน้ำนานาชนิดที่ต้องการแหล่งน้ำที่ไม่กลายเป็นน้ำแข็ง เพื่อหากินในฤดูหนาวรวมทั้งนกกระเรียน จำนวน 4 ชนิด ประกอบด้วยนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย (Siberian Crane) นกกระเรียนพันธุ์ยุโรป (Common Crane) นกกระเรียนหัวขาว (Hooded Crane) และนกกระเรียนท้ายทอยขาว (White-naped Crane) ตัวเอกของทริปนี้คือนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย ซึ่งมีสถานภาพ “ใกล้สูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง” (Critically endangered) ที่ในบรรดาสี่ชนิดเป็นนกกระเรียนที่พบมากที่สุด เพราะว่าจากการประเมินขององค์กรอนุรักษ์นกสากลระบุว่า ประชากรทั้งโลกของนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย (Siberia Crane) นกกระเรียนเฉพาะถิ่นของทวีปเอเชีย มีอยู่แค่ 3200 ตัวเท่านั้น และมากกว่า 95% ของประชากรทั้งโลกที่ทำรังวางไข่อยู่ที่ถิ่นไซบีเรีย ล้วนอพยพมาอาศัยในฤดูหนาวที่ทะเลาสาบผ่อหยาง

จากการนับจำนวนของนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีที่ทะเลสาบผ่อหยาง เมื่อ พ.ศ. 2551 พบ 3119 ตัว ประชากรของนักเดินทางไกลจากไซบีเรียอีก 5 % อพยพไปอาศัยที่อนุทวีปอินเดียและมองโกเลีย ดังนั้นทะเลสาบแห่งนี้จึงเป็นบ้านในฤดูหนาวที่สำคัญอย่างยิ่ง ของนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรียที่ชาวจีนถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี นอกจากเจ้าไซบีเรียแล้ว เพื่อนนกกระเรียนอีกสองชนิดที่พบ ณ ทะเลสาบแห่งนี้ล้วนตกอยู่ในสถานภาพน่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ทั้งนกกระเรียนหัวขาวและนกกระเรียนท้ายทอยขาว มีสถานภาพ “มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์” (Vulnerable) ทั่วโลกมีประชากรไม่เกินหมื่นตัว และ 6500 ตัวตามลำดับ สำหรับนกกระเรียนพันธุ์ยุโรป ยังมีสถานภาพไม่น่าเป็นห่วง เพราะทั่วโลกมีประชากรมากกว่าสามแสนตัว หากที่เป็นเช่นนี้ เพราะประชากรหลักอาศัยอยู่ในทวีปยุโรปที่กฏหมายคุ้มครองสัตว์ป่าเข้มงวด มีมาตรการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่ของนกน้ำนานาชนิด รวมทั้งนกน้ำขนาดใหญ่ เช่น นกกระเรียน อย่างมีประสิทธิภาพและประชาชนส่วนใหญ่มีจิตสำนึกหวงแหนสัตว์ป่าในฐานะทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม ไม่ใช่คิดแค่ว่าเป็นสัตว์ตัวใหญ่ๆ ไว้ลองปืนเล่น หรือเป็นแค่สัตว์เลี้ยง จึงทำให้สถานภาพทางการอนุรักษ์ไม่น่ากังวล กระนั้นสำหรับบ้านเรา นกกระเรียนพันธุ์ยุโรป นับเป็นนกหายากระดับครีมที่นานทีปีหนจะปรากฏโฉมให้นักดูนกไทยได้ชื่นชม (ถ้าไม่เดินทางไปชมที่ต่างแดน) เคยมีรายงานในประเทศไทย ไม่เกินสิบครั้ง ล้วนพบที่ทะเลสาบเชียงแสน ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหนองบงคาย จ.เชียงรายในฤดูหนาว ซึ่งมักจะเป็นลูกนกที่พลัดหลงจากฝูงแลพะพ่อแม่ของตนเอง พลัดเข้ามาแวะหากินตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เพราะโดยปกตินกกระเรียนจะดำรงชีวิตและอพยพเป็นครอบครัว 3-4 ตัว แล้วแต่ว่าในแต่ละปีจะมีลูกนก 1 หรือ 2 ตัว ซึ่ง 1-2 ปีที่รับการฟูมฟักจากพ่อและแม่นก เป็นช่วงชีวิตที่สำคัญของลูกนกกระเรียน ได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ของชีวิต ทั้งเรื่องเลือกอาหาร เลือกแหล่งอาศัยและทิศทางการอพยพจากพ่อและแม่นก

ภาพของนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรียกว่าสองร้อยตัวที่ทะเลสาบผ่อหยางพานให้นึกถึงนกเขียน หรือนกกระเรียนพันธุ์ไทย (Sarus Crane) ที่มีชะตากรรมย่ำแย่กว่านักเดินทางจากไซบีเรีย เพราะนกเขียนสูญพันธุ์ไปจากบ้านเราโดยสิ้นเชิง ด้วยปืนและการรบกวนของคนบางคนที่ไม่คิดจะอยู่ร่วมกันในฐานะสมาชิกร่วมโลกเดียวกันกับสัตว์ป่าที่ไม่มีพิษมีภัยต่อคน เช่น นกกระเรียน ในปัจจุบัน จะมีให้ลูกหลานของเราเรียนรู้เกี่ยวกับนกน้ำที่สง่างาม เช่น นกกระเรียน ก็ต้องไปดูในสวนสัตว์ เช่น สวนสัตว์โคราชที่เพาะเลี้ยงได้สำเร็จอย่างน่ายกย่องเป็นจำนวนมาก และมีโครงการจะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ ถ้าแนวคิดของคนต่อสัตว์ป่าเช่นเดิมยังคงอยู่ ยิ่งมองอีกมุมหนึ่ง ทำไมเราในฐานะสังคมที่เจริญแล้ว ต้องฝากมรดกของสังคมไว้ให้รุ่นหลังด้วยการ “ย้าย” สัตว์ป่า ไปไว้ในกรงเลี้ยงหรือเป็นสัตว์เลี้ยง แทนที่จะปล่อยให้สัตว์ป่าอาศัยอยู่ในป่าและธรรมชาติ อันเป็นบ้านที่แท้จริง ด้วยการอยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องเบียดเบียนกัน ไม่ดีกว่าหรือ.

หมายเหตุ : ชมวีดีโอนกน้ำ ณ ทะเลสาบผ่อหยางที่

Link


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:16 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 11/01/2010 10:22 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Eagle Day

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33


นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป ภาพโดย พันเอกณัฐพล เกิดชูชื่น


สัปดาห์นี้ขอคั่นรายการดูนกแดนมังกรไว้ก่อน เพาะ อยากจะลั่นกลองโหมโรงก่อนวันงานนกอินทรี ของดีเมืองเพชรอีกครั้ง วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม ศกนี้ครับ ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา พันเอกณัฐพล เกิดชูชื่น หรือพี่โด่งของน้องๆ ชาวคนรักเหยี่ยวอย่างแท้จริง ด้วยคติที่ว่า “ไม่ซื้อ ไม่เลี้ยง ไม่ล่าแต่ศึกษาและเรียนรู้ด้วยการดู (นก) ในธรรมชาติ” รายงานจากทุ่งนาบ้านหนองปลาไหล-บางจาก ปรากฏว่าหนูนาวิ่งกันพล่านบนท้องนา เพราะข้าวเปลือกจากการเก็บเกี่ยวบางส่วนร่วงหล่นลงบนพื้น ล่อให้สัตว์ฟันแทะสี่เท้า อาหารอันโอชะของนกอินทรีพากันมุดออกจากรู ขึ้นมาเพ่นพ่านล่อตาล่อใจขาใหญ่แห่งท้องทุ่งนกอินทรีกันเพียบ และภายในวันเดียวพบขาใหญ่ ทั้งนกอินทรีปีกลาย นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป และนกอินทรีหัวไหล่ขาว เหยื่ออยู่ที่ไหน นกอินทรีในฐานะผู้ล่าก็อยู่ที่นั่นแหละ!

จากการสำรวจร่วมกับบันทึกด้วยภาพถ่ายที่พี่โด่งอุตส่าห์ตากแดดกรำแสงกล้าตลอดทั้งวันไล่ตามบันทึกภาพนกอินทรีแต่ละตัว เป็นข้อมูลว่าในฤดูหนาวแต่ละปี มีนกอินทรีแท้ขนาดใหญ่ อพยพเข้ามาใช้พื้นที่นี้จำนวนกี่ตัวกันแน่ พบว่ามีนกอินทรีปีกลาย (อย่างน้อย) 10 ตัว นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป 4 ตัว และนกอินทรีหัวไหล่ขาว 2 ตัว สำหรับนกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป นับเป็นข่าวดี นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ปเป็นนกอินทรีใหญ่ที่หายากที่สุดในสามชนิด แต่ปีนี้พบถึง 4 ตัว เป็นนกวัยเด็ก ปีแรก ที่เพิ่งจะออกจากไข่เมื่อฤดูร้อน ปีที่แล้ว หมายความอายุไม่เกิน 8 เดือนหรือยังไม่ถึงขวบ และอีกตัวที่อาวุโสกว่าหน่อย เป็นนกวัยรุ่นที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาสองปีแล้ว นับเป็นข้อมูลที่น่าใจชื่นขึ้นมาอีก เพราะแสดงว่านกวัยเด็ก ปีที่แล้วที่เคยมาอาศัยในบ้านเราบางตัวรอดชีวิตกลับไปแล้วอพยพกลับมาที่เดิมอีกครั้ง เพราะนกอพยพส่วนใหญ่มักจะผูกพันต่อถิ่นอาศัยเดิม (site fidelity) ทั้งในถิ่นเกิดในฤดูร้อนและบ้านในฤดูหนาว อีกทั้งบรรดาเด็กๆ อีก 3 ตัว บ่งชี้ว่าในถิ่นกำเนิดที่ภูมิภาคเอเชียกลาง ภาคตะวันตกของจีนและมองโกเลีย ยังคงมีพ่อและแม่นกที่สามารถผลิตลูกนกอินทรีได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะนกอินทรีแท้ขนาดใหญ่ 1 คู่ผสมพันธุ์ แม้ว่าจะออกไข่ 2 ใบ แต่ส่วนใหญ่จะมีลูกนกอินทรีเพียง 1 ตัวเท่านั้นที่รอดชีวิตจนเติบโตและแข็งแรงออกจากรังมาเผชิญโลกด้วยตนเองได้



นกอินทรีหัวไหล่ขาว ภาพโดย พันเอกณัฐพล เกิดชูชื่น


ส่วนเจ้าปีกลาย น้องนุชสุดท้องกลายเป็นนกอินทรีโหลที่สุด แต่ขึ้นชื่อว่านกอินทรียังไงก็น่าดูอยู่แล้ว เพราะแม้จะได้ชื่อว่าเป็นนกอินทรีที่มีจำนวนมากที่สุดในขาใหญ่สามชนิด แต่สถานภาพการอนุรักษ์ในระดับสากล กลับน่าเป็นห่วงมากกว่านกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป เพราะทั่วโลก แม้ว่านกอินทรีปีกลายจะพบแพร่กระจายพันธุ์ในหลายทวีป ทั้งในยุโรป และเอเชียแต่เนื่องจากถูกล่า ถูกลักลอบจับมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง (กฏหมายไทยไม่อนุญาตให้จับนกอินทรีจากธรรมชาติมาเลี้ยง) และเข้าสู่วงการลักลอบซื้อขายสัตว์ป่า ทำให้ประชากรลดลงอย่างน่ากังวลว่ามีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ (Vulnerable) จากการประเมินของขององค์กรอนุรักษ์สากลพบว่าน่าจะมีประชากรของนกอินทรีปีกลาย ไม่เกิน 10,000 ตัวเท่านั้น แม้ตัวเลขจะดูเหมือนมาก แต่นกอินทรีเป็นนกอพยพ อพยพย้ายถิ่นฐานทุกปี ระหว่างบ้านฤดูร้อนและบ้านฤดูหนาวสองแห่ง ย่อมต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย ทั้งถูกล่า ถูกยิงที่ยังเป็นปัญหาในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย หลักฐานจากภาพถ่ายระบุว่าเหยี่ยวและนกอินทรีถูกยิงด้วยปืน จนขนปีก และขนหางขาดหลุดลุ่ยนับ 100 ตัว (ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย) และความอุดมสมบูรณ์ของอาหารโดยเฉพาะในถิ่นผสมพันธุ์ที่พ่อและแม่นกจะต้องล่าเหยื่อให้พอเพียงทั้งเพื่อตนเองและลูกนก (ทำให้นกอินทรีมักจะมีลูกนกรอดเพียงตัวเดียวต่อรัง) ถ้าปีใด เหยื่อ เช่น สัตว์ฟันแทะชนิดต่างๆ ลดจำนวนลงย่อมส่งผลต่อประชากรของนกอินทรีเป็นเงาตามตัวไปด้วย



แผ่นพับให้ความรู้


เชิญนะครับ ไปชมนกอินทรี ของดีเมืองเพชร ที่อบต.หนองปลาไหล ถือว่าเป็นความภูมิใจของชาวเพชรบุรี และของคนไทยทุกคนที่ให้แหล่งพักพิงในฤดูหนาวต่อนกอินทรี ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติของเราทุกคน เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กๆ ทั้งจากต่างถิ่นและในท้องที่ ในงาน จะมีนักดูนกพาชมภาพนกอินทรีและเหยี่ยวนานาชนิดด้วยกล้องส่องนก ท่ามกลางท้องทุ่งนาเคล้ากลิ่นหอมฟุ้งของรวงข้าว อีกทั้งมีแผ่นพับสี่สี เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับนกอินทรีและเหยี่ยวแจกอีกด้วย เสร็จจากดูนกอินทรีแล้ว ก็แวะไปชิมอาหารทะเลสดๆ ที่ชายหาดปึกเตียนหรือหาดเจ้าสำราญ จะได้ครบสูตร เที่ยวไป กินไป และลุ้นกันวันนั้นจะได้เห็นนกอินทรีกี่ตัว!

ชมบรรยากาศการดูนกอินทรีที่บ้านบางจาก-หนองปลาไหล ในรายการเนวิเกเตอร์ วันที่ 1 มกราคม ศกนี้ ตอนที่สองที่ลิงค์


Link


หมายเหตุ : แผนที่ไปงานนกอินทรีฯ ที่กระดานข่าว www.thairaptorgroup.com กระทู้โหมโรง Eagle Day

หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:15 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 19/01/2010 1:25 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(2) : The Crane Country

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33


ฝูงนกน้ำเหนือทะเลสาบผ่อหยาง


ธรรมชาติสร้างนกกระเรียนให้กับโลกไว้ 15 ชนิด แพร่กระจายพันธุ์ใน 5 ทวีป ได้แก่ ยุโรป เอเชีย อาฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกาเหนือ ไม่พบนกกระเรียนในทวีปอเมริกาใต้ หรือแอนตาร์กติกา วิถีของนกกระเรียนผูกพันกับพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น หนอง บึง ทะเลสาบหรือสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ แม้กระทั่งหนองน้ำเล็กๆ กลางทะเลทรายหรือโอเอซิส ก็เป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญยังชีวิตนกกระเรียนได้ ถ้าพื้นที่รอบข้างมีแต่เม็ดทราย นกกระเรียนใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นทั้งบ้านในฤดูผสมพันธุ์ เพื่อทำรังวางไข่และเลี้ยงดูลูกน้อย ในฤดูหนาวเป็นแหล่งหาอาหารหลักยามต้องอพยพหนีหนาวจากถิ่นเกิดที่ สภาพอาหารขาดแคลนเนื่องจากความหนาวเย็นหรือหิมะ ทวีปเอเชียถือเป็นสวรรค์ของนกกระเรียน มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์นกกระเรียนมากที่สุดในโลก จำนวน 8 ชนิด และทั้ง 8 ชนิดพบในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่นและถิ่นไซบีเรียของรัสเซีย เรียกว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออก (East Asia) ในจำนวนนี้ มี 7 ชนิดพบได้ในประเทศจีน ทวีปอาฟริกามีนกกระเรียน 6 ชนิด ทวีปอเมริกาเหนือและทวีปออสเตรเลีย อย่างละ 2 ชนิด


ปัจจุบัน ด้วยประชากรมนุษย์เพิ่มมากขึ้น วิถีของคนปรับเปลี่ยนธรรมชาติเพื่อตอบสนองความต้องการ และความจำเป็นของมนุษย์ จนพื้นที่ชุ่มน้ำลดลง ร่วมกับทัศนคติของคนต่อนกขนาดใหญ่เป็นแค่สัตว์ ที่มีฐานะต่ำกว่ามนุษย์ ล่าทำลาย ทำให้นกกระเรียน 9 ชนิดล้วนตกอยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ในจำนวน 7 ชนิดของนกกระเรียนที่พบในประเทศจีน มีถึง 5 ชนิดที่ล้วนมีประชากรทั้งโลกไม่เกิน 10,000 ตัว ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และมีโอกาสจะสูญพันธุ์ หากมนุษย์ไม่มีมาตรการอนุรักษ์ที่เหมาะสมในระยะเวลาอันสั้น หลักสำคัญของการอนุรักษ์นก ควรพุ่งไปที่การรักษาสภาพแวดล้อม เพื่อคงสภาพของถิ่นอาศัยที่เหมาะสมของสัตว์ป่า และลดการทำลายล้างด้วยการล่าและรบกวนการทำรังวางไข่ รวมทั้งการจับนกในธรรมชาติมาเป็นสัตว์เลี้ยง ทะเลสาบผ่อหยาง เป็นแหล่งอาศัยของนกกระเรียน 4 ชนิด และเป็นแหล่งอาศัยสำคัญแหล่งสุดท้ายของนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย ซึ่งเป็นนกกระเรียนที่หายากและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอันดับสองของโลก โดยนกกระเรียนขาวกระหม่อมแดง (Whooping Crane) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นนกกระเรียนที่หายากที่สุดในโลก ประชากรเหลืออยู่ไม่เกิน 400 ตัวในธรรมชาติเท่านั้น เรียกว่าจะสูญหายไปทั้งฝูงเมื่อไหร่ก็ได้


หงษ์


นอกจากเหนือจากนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย นกกระเรียนหัวขาว นกกระเรียนท้ายทอยขาวและนกกระเรียนพันธุ์ยุโรปที่พบได้ในประเทศจีน และที่ทะเลสาบผ่อหยาง ยังมีนกกระเรียนคอดำ (Black-necked Crane) และนกกระเรียนกระหม่อมแดง (Red-crowned Crane) อีกสองชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และจัดเป็นนกเฉพาะถิ่นของเอเชียตะวันออก เนื่องจากพบในจีน เกาหลีและญี่ปุ่นเท่านั้น แม้บางตัวอาจจะบินพลัดหลงไปเกาะไต้หวันบ้าง ในบรรดานกกระเรียนของจีนทั้งหมด นับว่านกกระเรียนกระหม่อมแดงหายากที่สุดในทวีปเอเชีย มีประชากรไม่เกิน 1700 ตัว อันดับสามรองลงมาคือ นกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย เหลืออยู่ทั่วโลกแค่ 3200 ตัว และนกกระเรียนท้ายทอยขาว และนกกระเรียนคอดำ ติดอันดับห้า และหกด้วยประชากร 6500 และ 9999 ตัวตามลำดับไม่มีสถานที่ใดในโลก ยกเว้นบนเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ที่จะพบนกกระเรียนอาศัยอยู่รวมกัน 4-5 ชนิด ทำให้ทะเลสาบผ่อหยาง เป็น hot spot ที่มีคุณค่าในแง่การอนุรักษ์นกกระเรียนในถิ่นอาศัยในฤดูหนาว และเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอันดับต้นๆ ของโลก ถ้าต้องการมาดูนกกระเรียนครบ 4 ชนิดภายในวันเดียว ก็คงต้องมาที่นี่ อีกทั้งนกกระเรียนเป็นนกน้ำขนาดใหญ่มาก อยู่ในกลุ่มนกที่ตัวสูงที่สุดในโลก ที่บินได้ การอนุรักษ์นกกระเรียนให้สำเร็จในระยะยาว จึงต้องอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่ของนกไปด้วย ทำให้นกน้ำชนิดอื่นๆ ที่อาศัยทะเลสาบหรือแหล่งน้ำที่พบนกกระเรียนได้รับการช่วยเหลือค้ำชู ให้มีที่อยู่ที่กินเป็นเงาตามตัว เรียกได้ว่านกกระเรียนเป็น umbrella species ที่เผื่อแผ่นกน้ำชนิดอื่น ในถิ่นอาศัยเดียวกัน ด้วยงบประมาณและแรงกายแรงใจเดียวกันก็ช่วยเหลือนกได้ทั้งฝูง




ที่ทะเลสาบผ่อหยาง จึงพบนกน้ำนับแสนตัวอพยพมาอาศัยร่วมกันกับนกกระเรียน 4 ชนิด กลายเป็นแรงดึงดูดนักดูนกจากทุกสารทิศ ต้องเดินทางมาดูนกในธรรมชาติที่ผ่อหยาง เนื่องจากนกน้ำบางชนิดเป็นนกน้ำหายากมากในประเทศไทย ในอดีตอาจจะเคยมีรายงานพบ เพียงตัวหรือสองตัวที่พลัดหลงเข้ามาในฤดูหนาว ดังนั้นฝูงนกน้ำนับพัน นับหมื่นตัวเป็นเรื่องปกติชินตาที่จะมองเห็นอยู่เบื้องหน้า เหนือทะเลสาบน้ำจืดอันกว้างใหญ่ไพศาล เช่น ผ่อหยาง นกน้ำหายากในเมืองไทย กลายเป็นนกดาษๆ ที่ผ่อหยาง เช่น ห่านคอขาว (Swan Goose) ห่านปากเทาสีชมพู (Greylag Goose) เป็ดเปียหน้าเขียว (Falcated Duck) นกชายเลนปากงอน (Pied Avocet) หรือหงส์ขาวปานปุยหิมะ เช่น หงส์ทุนดรา(Tundra Swan) ทำให้เช้าวันแรกของการดูนกที่ทะเลสาบผ่อหยาง ส่องนกน้ำเป็นแผงกันเพลินเลยละครับ.


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:12 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 26/01/2010 12:18 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(3) : Birds of a Feather

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33


ฝูงนกน้ำ


เป็นแผง! คือความรู้สึกวาบแรก ในวันดูนกที่ทะเลสาบผ่อหยางอันหนาวเหน็บ เมื่อส่องกล้องกราดดูไปที่ขอบทะเลสาบไกลสุดลูกหูลูกตา แถบสีขาวสลับเทาทอดตัวยาวเหยียดนับร้อยเมตร ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง หรือวัตถุ man made ใดๆ หากเป็นนกน้ำนานาชนิด ลางชนิดหายาก ระดับคนดูนกน้อยราย จะได้ยลโฉมในเมืองไทย แถมจะมีโผล่มาให้ได้ชมกันก็น้อยตัว ระดับต่ำสิบหรือตัวเดียวโดดๆ แค่นี้ก็ทำให้นักดูนกไทยบางคนขากระตุกจนอยู่ไม่สุข ต้องซิ่งไปตามหาประสาทวิชเชอร์กันแล้วล่ะครับ .. ฮา ..จากการประเมินคร่าวๆ โดยประมาณ ในวันนั้น นกน้ำขนาดใหญ่เท่าที่พบ มีห่านเทาปากสีชมพู (Greylag Goose) 100 ตัว ห่านคอสีน้ำตาล (Bean Goose) 200 ตัว ห่านคอขาว (Swan Goose) 800 ตัว หงส์ขาว (Tundra Swan) 500 ตัว และนกปากช้อนหน้าขาว (Eurasian Spoonbill) 200 ตัว ยังไม่นับอีกหลายฝูงทยอยบินบนฟ้าเข้ามารวมฝูงกับพรรคพวกพี่น้องที่ทะเลสาบ แผงนกในวันนั้นเท่าที่พบ พบว่าแม้มองดูจะเป็นฝูงใหญ่แต่นกก็ยังแยกออกจากกันตามชนิดของตัว แถวแรกชิดขอบทะเลสาบ ยึดหัวหาดด้วยห่านตัวอวบๆ เช่น ห่านเทาปากสีชมพู ห่านคอสีน้ำตาลและห่านคอขาว แถวถัดเข้าไปเป็นนกชายเลนท้องดำ (Dunlin) นกชายเลนหายากอีกชนิดของบ้านเรา จะพบแต่ละครั้งต้องแคะจากฝูงนกชายเลนปากโค้ง (Curlew Sandpiper) คู่คล้าย จำนวนมากกว่ามากนัก สีเทาตุ่นๆ ของชุดขนนอกฤดูผสมพันธุ์หรือฤดูหนาวของนกชายเลนท้องดำ เรียงรายกระจายยาวเป็นเส้นตัดกับแถวที่สามเฉดสีคลาสสิค ดำขาวของนกชายเลนปากงอน แถมท้ายสุดด้านใน เป็นฝูงนกน้ำตัวโตที่มีรูปทรงปากพิสดารที่สุดชนิดหนึ่งในบรรดาโลกของนก คือ นกปากช้อนหน้าขาว ด้วยปลายจะงอยปากที่บานแผ่กว้างอย่างกับทัพพีแบนๆ ไว้ไซ้แซะ จับปลาหรือสัตว์ใต้น้ำ ในบ้านเรามีนกปากช้อน 2 ชนิด หน้าขาวและหน้าดำ ล้วนขึ้นชั้นกั้นยี่ห้อนกหายากทั้งสองชนิด



ส่องนก


ความอลังการประการหนึ่งของนกน้ำ คือ จำนวน ยามนกน้ำสีขาวบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นฝูง เสมือนแผ่นฟ้าแต้มเติมด้วยเกล็ดหิมะ แผ่นปีกกระพือสะบัดต้องแสงแดด เติมเต็มภาพอันอลังการยามนั้น เสมือนท้องฟ้ายามประกายดาวระยิบระยับ หรือยามที่นกรวมฝูง นับร้อยนับพันตัวบนน้ำ ใช้สันทราย หรือเนินดิน เป็นพื้นไว้พักผ่อน ไซ้ขนเมื่ออิ่มหนำกับอาหารในแต่ละวัน ภาพเหล่านี้บ่งบอกและตอกย้ำความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เอื้อเฟื้อสรรพสัตว์มานานนับพัน นับหมื่นปี ก่อนวัฒนธรรมมนุษย์จะเริ่มลงหลักปักฐานบนผืนโลกภาษิตฝรั่ง กล่าวไว้ว่า Birds of a feather flock together สื่อพฤติกรรมรวมฝูงของนกน้ำนานาชนิดที่ผ่อหยางอย่างชัดเจน การรวมฝูง (flocking) เป็นพฤติกรรมที่คัดสรรแล้วของธรรมชาติที่ “สอน” ให้นกรู้ว่ารวมกันเราอยู่ แยกกันอาจตายได้ เพราะนกน้ำเหล่านี้ ไม่มีอาวุธ เช่น จะงอยปากอันงองุ้มหรือ กรงเล็บอันแหลมคม เฉกเช่น นกล่าเหยื่อหรือนักล่า ที่จะไว้คอยป้องกันตนเอง หรือขับไล่ศัตรูผู้ล่าอื่นๆ การรวมฝูง จึงเป็นปรากฏการณ์เพื่อเอาชีวิตรอดในธรรมชาติ ที่ผู้อ่อนแอมักถูกคัดออกเสมอ หลายตาย่อมดีกว่าตาเดียว ยามนักล่า เช่น เหยี่ยว หรือนกอินทรี ย่างกรายเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ไร้ร่องรอย สายตาคู่ใดในฝูงนกน้ำเห็นก่อน จะส่งเสียงร้องเตือนสมาชิกอื่นๆ ให้ทราบว่ามีภัยกรายใกล้ตัวแล้ว ฝูงนกจะพากันบินขึ้นฟ้า ยามนี้ต่อให้นักล่าฝีมือฉกาจปานใด ก็ยังยำเกรงฝูงนกมหึมา ไม่อยากเข้าใกล้ คอยเฝ้ารอเลาะเลียบรอบๆ ชายขอบของฝูง เพื่อเลือกล่าตัวที่บินแตกฝูง นกน้ำมีความทนทานต่ออากาศหนาวเย็นมากกว่านกกลุ่มอื่นๆ เช่น นกเกาะคอนที่มีเสียงร้องเพราะๆ ทั้งที่ถิ่นอาศัยของนกน้ำ อยู่ในน้ำ แม้อากาศจะหนาวเย็นปานใด ถิ่นอาศัยบางที่ แผ่นน้ำทั้งผืนนั้นกลายเป็นน้ำแข็ง นกน้ำ เช่น นกเป็ดน้ำ ห่านหรือหงส์ ก็ยังอาศัยอยู่ได้ แม้นิ้วตีนที่เชื่อมติดกันด้วยพังผืด และแข้งจมอยู่ในน้ำเย็นยะเยียบ ใกล้ๆ จุดเยือกแข็ง การรวมฝูงจึงช่วยนกทั้งฝูงต่อสู้กับความหนาวเย็นของภูมิอากาศและแรงลมที่กระพือโหมให้หนาวยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไออุ่นจากความร้อนในตัวของนกแต่ละตัว ยามยืนเบียดเสียดแทรกกันเป็นฝูง เสมือนเป็น heater ชั้นดี ที่แผ่กระจายความร้อนไปที่สมาชิกในฝูงแต่ละตัว ช่วยนกตัวที่ไม่สมบูรณ์แข็งแรง อาจหาอาหารกินไม่มากพอจะสร้างแผ่นไขมันใต้ผิวหนังเสริมเป็นเสมือนเสื้อกันหนาวอีกชั้น อีกทั้งในฝูงยังเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนสื่อสารระหว่างพวกเดียวกันว่าในแต่ละวัน แต่ละตัวที่แยกย้ายกันไปหาอาหารตามแหล่งน้ำต่างๆ มีอาหารพอ และปลอดภัยหรือไม่ ในวันต่อๆ ไป นกตัวอื่นๆ จะได้พากันตามไปที่นั่นด้วย จึงพบเห็นฝูงนกด้วยเหตุนี้ครับ.


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:11 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 31/01/2010 4:31 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(4) : No Crane No Lunch

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ไก่ฟ้าคอแหวน (Common Pheasant)


เช้าวันแรกของการดูนกกระเรียน ใจแต่ละคนมุ่งไปที่ทะเลสาบผ่อหยาง รถโค้ชคันโตจุสมาชิก 14 คนบวกไกด์ชาวจีน 2 คนมุ่งหน้าไปยังขอบทะเลสาบที่มีรายงานว่านกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรียรวมฝูงกว่า 700 ตัว! จนพวกเรา adrenaline พุ่งกระฉูดด้วยความตื่นเต้นกันเป็นแถว บ้านเรากว่าจะเห็นนกกระเรียนสักตัว ยากเย็นนักแถมไม่ได้มาให้ชื่นชมกันทุกปีด้วย นักดูนกดาวรุ่งนาม Zeakoel ประกาศกร้าวว่า no crane no lunch! วันนี้ถ้าไม่ได้เห็นนกกระเรียน จะยังไม่ทานข้าวเที่ยง! ถนนดินเล็กๆ พอรถสองคนวิ่งสวนทางกันได้ นำพวกเราลัดเลาะไปตามริมทะเลสาบ มีทุ่งหญ้าขวางกั้นผืนน้ำและถนน อากาศเย็นมากจนน้ำค้างบนยอดหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง พวกเราก็อดใจว่าขอไปให้ถึงทะเลสาบเพื่อชื่นชมกับนกกระเรียนเป็นชนิดแรกก่อนเถอะ ไหนๆ ก็เป็นเป้าหมายหลัก แต่ที่ไหนได้ .. นกสีขาวๆ ตัวใหญ่ยืนโดดเด่นริมน้ำ วาบแรกนึกถึงนกกระเรียน ความโกลาหลภายในรถก็เกิดขึ้น เสียงตะโกนให้คนขับรถชาวจีนจอดรถอย่างกะทันหัน แล้วผ่อหยางก็ต้อนรับเราด้วยสายลมเย็นยะเยียบปะทะใบหน้า พร้อมด้วยนกใหญ่ตัวขาวตัวนั้น ที่ไม่ใช่นกกระเรียน แต่เป็นนกกระสาขาว (White Oriental Stork) นกหายาก ทั่วไทยมีรายงานเพียงครั้งเดียว ตั้งแต่สมัยคุณหมอบุญส่ง แม้จะดูเหมือนเสียฤกษ์ ไม่ได้เห็นนกกระเรียนเป็นชนิดแรกของเช้านี้ นกเทพอย่างนกกระสาขาวกลับชดเชยอย่างไม่เสียดายแม้แต่น้อย ก็นกใหม่ของทุกคน รวมทั้งผมด้วยนี่ อย่างน้อยก็ใจชื้นว่าขนาดนกเทพยังยืนเหน่งๆ ให้ดูแต่เช้า วันนี้คงเพลินกับนกน้ำอย่างที่มาดหมายกันล่ะ ตลอดวันและวันที่สองที่ผ่อหยาง นกกระสาขาวบินร่อนว่อนกันทั่วฟ้า จนนักดูนกบางคนเปรยว่า มันเยอะอย่างกะนกปากห่างบ้านเราเลยนิ! เมื่อทอดสายตายาวออกไปไกลๆ ท่ามกลางหมอกหนายามเช้า ไก่ฟ้าคอแหวน (Common Pheasant) ค่อยๆ ย่องย่างหนีห่างออกไปจากพวกเรา แล้วมุดหายเข้าพงหญ้าริมน้ำ ไก่ฟ้าชนิดนี้ถูกนำไปปล่อยและรอดชีวิตจนขยายพันธุ์ได้ (introduced species) ไปทั่วประเทศอังกฤษ และทวีปอเมริกาเหนือ โชคดีที่มันไม่มีพิษมีภัยกับสัตว์เฉพาะถิ่นในประเทศเหล่านั้น เหมือนสัตว์ต่างถิ่นหลายชนิดที่คนปล่อยหวังจะปล่อยเพื่อควบคุมสัตว์ศัตรูพืช แต่กลายเป็นว่า introduced species หรือ เรียกแรงๆ ว่า alien species สัตว์ประหลาดต่างถิ่น กลายเป็นปัญหาสังคมของธรรมชาติและสัตว์ป่าไป นกอัญชันสีน้ำตาล (Brown Crake)ตัวเล็กไล่เรี่ยนกกวัก สีตุ่นๆ ด้วยน้ำตาลและเขียวอ่อน ค่อยๆ ย่องอยู่ริมน้ำข้างถนน นกอัญชัน จะมีสองจำพวก ถ้าความยาวของปากสั้นพอๆ กับส่วนหัว เรียกว่า crake แต่ถ้าส่วนหัวสั้นกว่าปาก เรียกว่า rail ซึ่งมักจะตัวใหญ่ว่านกอัญชันจำพวก crake




เมื่อมาถึงจุดหมายริมทะเลสาบที่สามารถเดินเข้าไปถึงริมน้ำได้ใกล้หน่อย พวกเราแบ่งเป็นสองกลุ่ม แยกย้ายกันเดินเข้าไป มองลิบๆ ด้วยตาเปล่า ฝูงนกน้ำเป็นแผงอย่างที่แจงไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บวกกับอีกหงส์และห่านหลายชนิดอีกนับพันตัว บินมุ่งหน้าไปรวมฝูงกับพวกพ้องที่รออยู่ในทะเลสาบ ริมทะเลสาบมีทุ่งหญ้าล้อมรอบกว้างใหญ่มาก ฝูงห่านหน้าผากขาวใหญ่ (Greater White-fronted Goose) และห่านหน้าผากขาวเล็ก (Lesser White-fronted Goose) รวมตัวกันบนทุ่งหญ้า ห่านป่าเหล่านี้จะหากินบนพื้นดิน บางทีลอยน้ำจุ่มหัวลงใต้น้ำ หาอาหารหลักจำพวก พืชน้ำหรือต้นหญ้า ด้วยปากแบนๆ แทะทึ้งเป็นเส้นเล็กๆ แล้วกินเข้าไป เมื่ออิ่มแล้วก็จะย้ายไปยืนบนเนินดินกลางน้ำ เพื่อพักผ่อน ย่อยอาหาร อีกทั้งใช้ผืนน้ำเป็นปราการกั้นให้ศัตรูผู้ล่าเข้าถึงได้ยากขึ้นด้วย




นานนับหลายชั่วโมงที่เราส่องดู และจำแนกชนิดนกน้ำกว่าพันตัว ทั้งห่านป่านานาชนิด นกชายเลนปากงอน นกชายเลนท้องดำ นกปากช้อนและหงส์ขาว ล่วงเลยเวลาเที่ยงไปเลยชักหิว จนท้องร้องคราง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของนกกระเรียน ตัวเอกของทริป เอาไงล่ะทีนี้ เลยตกลงกันว่าเปลี่ยนที่ดีไหม พวกเราเลย retreat ถอยกลับออกมาจากริมทะเลสาบ ข้างๆ ริมทะเลสาบมีเนินดิน ทอดตัวยาวหลายร้อยเมตร ที่เรียกกันเล่นๆ ว่า “โคกสวรรค์” ตามประสาภาษาถิ่นอีสาน นกดีมาก โดยเฉพาะนกเกาะคอน ตัวเล็กๆ ส่องดูกันเพลินผลาญเวลาไปอีกจนล่วงเลยบ่ายโมง แต่ไม่ปริปากบ่นเรื่องข้าวเที่ยง (อาจบ่นในใจ ใครจะรู้.. ฮา) เห็นไหมครับว่านักดูนกทั้งอด และทน ขอให้เห็นนกเถอะ เรื่องอื่นไว้ทีหลังก็ได้ เหมือนมีอะไรมาดลใจ พอหันกลับไปส่องที่ทะเลสาบ นกน้ำขายาวตัวใหญ่ สีเทาเข้ม 3 ตัว บินมาจากไหน ไพล่โผล่มาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นกกระเรียนชนิดแรกของทริป นกกระเรียนหัวขาว (Hooded Crane) 1 ครอบครัว พ่อ แม่และลูกนกอีก 1 ตัว เดินอ้อยอิ่ง บนดินเลนริมทะเลสาบที่พวกเราเพิ่งจะเดินกลับออกมาอยู่หยกๆ เป็นอันว่าถึงเวลาไปทานข้าวเที่ยงกันแล้ว แม้จะไม่หิว แต่อิ่มใจด้วยนกกระเรียนกันแล้ว.


หมายเหตุ : ชมวีดีโอนกกระเรียนหัวขาวที่


Link


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 18/02/2010 4:46 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 08/02/2010 12:10 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(5) : Hooded Crane

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ภาพ : James Parker


นกกระเรียนหัวขาว (Hooded Crane) เป็นนกกระเรียนเฉพาะถิ่นของทวีปเอเชีย เช่นเดียวกับนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย (Siberian Crane) และนกกระเรียนท้ายทอยขาว (White-naped Crane) ที่อพยพย้ายถิ่นมาอาศัยที่ทะเลสาบผ่อหยางเป็นบ้านในฤดูหนาว ในบรรดานกกระเรียนของเอเชีย 8 ชนิด มีถึง 6 ชนิดที่มีสถานภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยนกกระเรียนหัวขาว ด้วยประชากรทั่วโลกมีเหลืออยู่ไม่เกิน 10000 ตัว จึงได้รับสถานภาพ มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ (Vulnerable) นกกระเรียนหัวขาวเป็นนกกระเรียน ขนาดกลาง ยามยืนสูงจากพื้นประมาณ 100 ซม. รูปลักษณ์แบบนกกระเรียนทั่วไป ด้วยปาก คอและขายาว ลำตัวใหญ่เรียงขยานกับพื้นดิน แต่ส่วนท้ายใหญ่ด้วยขนประดับจากโคนปีก แต่ส่วนหัวเรียวยาว ทำให้ดูไม่สง่างาม เพรียวสมส่วนเท่านกกระเรียนขนาดใหญ่กว่า เช่น นกกระเรียน[พันธุ์ไทย] (Sarus Crane) หรือนกกระเรียนท้ายทอยขาว ชุดขนสีเทาเข้มเกือบดำ ส่วนหัวและลำคอโดดเด่นด้วยขนสีขาวเกลี้ยงเกลา กระหม่อมสีเทาแต้มด้วยผิวหนังเปลือยไม่มีขน แต่มีสีแดงสด อันเป็นลักษณะร่วมของนกกระเรียนหลายชนิดในทวีปเอเชีย จะงอยปากสีอ่อน ขาและตีนดำ ตัวผู้และตัวเมียคล้ายกันจนจำแนกแยกจากกันไม่ได้ หากตัวผู้ตัวใหญ่กว่าเล็กน้อย จะสังเกตเห็นความแตกต่างของขนาดดังกล่าวก็ต่อเมื่อนกยืนอยู่เคียงกันเพื่อเปรียบเทียบ ลูกนกคล้ายตัวเต็มวัย แต่ส่วนหัวเปื้อนด้วยสีสนิมหรือสีน้ำตาลอ่อน และไม่มีหนังเปลือยสีแดงสดบนกระหม่อม จนเมื่อลูกนกพ้นวัยเด็กแล้วจึงจะมองเห็นชัดขึ้น ชื่ออังกฤษบ่งบอกรูปลักษณ์สูงโปร่ง คอยาวของนกกระเรียน ขนสีขาวครอบส่วนหัวเหมือนสวมหมวกคลุมศีรษะแบบไอ้โม่ง (Hood) ล้อชื่อวิทยาศาสตร์ Grus monacha แปลว่านกกระเรียน สวมหมวกคลุมส่วนหัว เลียนแบบการสวมใส่ผ้าคลุมศีรษะของนักบวชคริสต์ยุคกลาง คำว่า monacha (คำเพศเมีย) หรือ monachus (คำเพศผู้) เป็นรากศัพท์ของคำว่า monk ในปัจจุบัน หมายถึงโดดเดี่ยวหรือสันโดษ ส่วนคำว่า Grus แผลงมาจากภาษาละติน เลียนเสียงร้องของนกกระเรียนยามบินที่ร้องดังดั่งเสียงแตร ใช้สื่อสารระหว่างสมาชิกในครอบครัว หรือเมื่อรวมฝูงขนาดใหญ่ที่จะบินเหยียดหัวและขายาวยื่นเป็นเส้นตรง อันเป็นเอกลักษณ์ของรูปแบบการบินของนกกระเรียน



ภาพ : ประทีป บุญศรีราม


นกกระเรียนทุกชนิด ผูกพันกับพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น หนอง บึง ทะเลสาบ หาดเลนริมแม่น้ำหรือแม้แต่ทุ่งเกษตรกรรม เพราะนกกระเรียนกินได้ทั้งพืชและสัตว์ (omnivore) เช่น ข้าวเปลือกหรือเมล็ดธัญพืชอื่นๆ ยอด ลำหรือใบอ่อนๆ ของพืชน้ำ แมลง กุ้ง ปลาหรือกบ หาได้ง่ายๆ จากภูมิประเทศเหล่านี้ อีกทั้งผืนน้ำยังทำหน้าที่เป็นเสมือนปราการกั้นสัตว์ผู้ล่า ให้เข้าถึงตัวนกกระเรียนยากขึ้น หรือกว่าจะเข้าถึงตัวสมาชิกในฝูงอาจมองเห็นและส่งเสียงร้องดังเหมือนเสียงเป่าแตรเตือนพวกพ้อง ให้บินหนีลี้ภัยได้ทันการณ์ นกกระเรียนทำรังวางไข่ที่แถบไซบีเรียของประเทศรัสเซีย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ประชากรมากกว่า 80% อพยพหนีหนาวและความขาดแคลนอาหารยามพื้นที่ชุ่มน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ไปที่ประเทศญี่ปุ่น ประชากรส่วนน้อยที่เหลือ อพยพไปประเทศคาซัคสถาน อนุทวีปอินเดีย คาบสมุทรเกาหลี เกาะไต้หวัน และพื้นที่ชุ่มน้ำในภาคตะวันออกของจีน นกเริ่มจับคู่ผสมพันธุ์ในเดือนเมษายน สร้างรังคล้ายถาดขนาดใหญ่ ปากกว้างสานขัดกันด้วยลำต้นของพืชน้ำ หรือเปลือกไม้ยืนต้นเมืองหนาว ภายในก้นรังบุด้านในด้วยขนอุยของตนเอง รังมักตั้งอยู่กลางน้ำ แม่นกออกไข่ 2 ใบ และกกไข่เป็นตัวหลัก พ่อนกมีหน้าที่หาอาหารมาให้และสับเปลี่ยนหน้าที่ในบางครั้ง กว่าลูกนกจะโตจนแกร่งกล้าที่จะบินใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือนครึ่ง นับจาก 1 เดือนที่แม่นกทนุถนอมไข่จนฟักเป็นลูกนกกระเรียนตัวน้อย ในฤดูหนาวมักพบนกกระเรียนเดินหากินในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น ทุ่งนา ที่เมืองอิซูมิ บนเกาะคิวชิว ประเทศญี่ปุ่น นกกระเรียนหัวขาวจะจิกกินเมล็ดข้าวเปลือกที่ร่วงหล่นบนพื้น หลงเหลือจากการเก็บเกี่ยวของชาวนา จนรัฐบาลญี่ปุ่นหัวไว จัดทำเป็นแหล่งให้อาหาร (feeding station) ของนกกระเรียนในธรรมชาติ ควบคุมมิให้มีคนมาไล่ล่าหรือทำร้ายนนกกระเรียนที่อพยพมา ด้วยการบังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัด หว่านโปรยอาหารที่พบได้ในธรรมชาติ เช่น ข้าวเปลือก ไว้ให้อย่างสม่ำเสมอ จนปัจจุบันสถานที่ให้อาหารแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชมนกกระเรียนในธรรมชาติ เสมือน “เลี้ยง โดยไม่ต้องเลี้ยงในกรงขัง” อันเป็นแนวปฏิบัติแบบคนอยู่ได้ นกก็อยู่ได้ ไม่ต้องเบียดเบียนซึ่งกันและกัน และการณ์กลับกลายเป็นว่านกกระเรียนอพยพเหล่านี้เป็นต้นทุนทางธรรมชาติ เอื้อเฟื้อเกื้อหนุนชุมชนและเศรษฐกิจของเมือง ด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นกกระเรียนอพยพก็มีอาหารกินตลอดหนาว จนแข็งแรงบินกลับไปขยายพันธุ์ต่อและคงอยู่ให้มนุษย์ชื่นชม นับว่าเป็นแบบอย่างที่ควรเอาเยี่ยง มากกว่าจับนกจากป่าพรากนกจากธรรมชาติ มาขายและกักขังในกรงให้สัตว์ป่าทุกข์ทรมาน พานให้ทรัพยากรธรรมชาติของทุกคนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในที่สุด.


หมายเหตุ : ชมวีดีโอนกกระเรียน ที่เมืองอิซูมิ ประเทศญี่ปุ่น


Link


หน้า 21


_________________


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 18/02/2010 4:45 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 17/02/2010 8:59 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(6) :

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


รังของนกกระสาขาว
ภาพ : Yuri Shipnev


ถ้าจะเปรียบเปรยโดยไม่นับจำนวนกันแล้ว นกกระสาขาว (Oriental Stork) ที่ทะเลสาบผ่อหยาง อาจกลายเป็นนกปากห่างไปก็ได้ ตลอดสองวันที่ตะลอนดูนกน้ำรอบทะเลสาบ นกกระสาขาวเป็นนกน้ำชนิดเดียวที่บินใกล้ บินนานและมากจำนวนให้เห็นได้ตลอด จนสมาชิกบางคนในทริปถึงกับเปรยว่านี่มันนกปากห่างชัดๆ หากพินิจชื่อชั้นลำดับความหายากกันแล้ว คงมีแต่ที่ผ่อหยาง และทะเลสาบใหญ่ๆในภาคตะวันออกของจีนเท่านี้แหละที่จะมีโอกาสได้เห็นนกกระสาขาวเรือนร้อยตัว บินร่อนลมร้อน หรือยืนโดดเดี่ยวอย่างสง่างาม กลายเป็นนกใหม่ตัวแรกของทริปให้พวกเราได้ส่องดูอย่างเป็นปลื้มไปตามๆ กัน ในบ้านเรา ประชากรของนกปากห่างเพิ่มจำนวนขึ้นมากในหลายปีที่ผ่านมา จนมากมาย นับกันไม่หวาดไหว เรือนแสนตัว ที่ใดมีหอยเชอร์รี่ ที่นั่นจะมีนกปากห่าง จนบัดนี้นกไม่อพยพย้ายถิ่นไปไหนอีกแล้ว กลายเป็นนกประจำถิ่น ก็อาหารอุดมสมบูรณ์ซะขนาดนั้น ในทางกลับกัน นกกระสาขาวเป็นนกน้ำหายาก ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทั่วโลกมีประชากรไม่เกิน 2500 ตัว จนถูกจัดสถานภาพการอนุรักษ์ ว่าใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) นกกระสาขาวเป็นนกน้ำขนาดใหญ่มาก ยาว 115 ซม. ขนาดและรูปลักษณ์ไล่เลี่ยกับนกกระเรียน หากจะงอยปากยาวและหนากว่า ตัวขาวสลับดำ จะงอยปากดำแต่ท่อนขาแดง บริเวณใบหน้ามีแถบหนังสีแดงพาดจากโคนปากจรดหัวตา ชุดขนของตัวผู้และตัวเมียเหมือนกัน ตัวเมียเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย ลูกนกคล้ายพ่อและแม่ แต่ขนคลุมบนปีกเปื้อนสีน้ำตาลและท่อนขาสีซีดกว่า



ภาพ : คุณสุภาพร เทียมวงศ์


นกกระสาขาว มีถิ่นผสมพันธุ์ที่รอยต่อระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีนและถิ่นไซบีเรียตะวันออก ในฤดูหนาวจะอพยพลงมาอาศัยที่ทะเลสาบขนาดใหญ่ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำใกล้แม่น้ำที่ภาคตะวันออกของจีน เช่น ทะเลสาบผ่อหยาง และทะเลสาบตงถิง อันเป็นถิ่นอาศัยที่สำคัญระดับโลก พื้นที่อื่นๆ ที่พบนกกระสาขาวในฤดูหนาวได้ แต่มีจำนวนน้อย เช่น คาบสมุทรเกาหลี ตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่นและเกาะไต้หวัน นกทำรังวางไข่บนต้นไม้สูง หรือแม้แต่เสาไฟฟ้า นกก็เคยใช้ รังคล้ายกระจาดขนาดใหญ่ เทินสูงด้วยกิ่งไม้และพืชน้ำแห้งๆ แม่นกวางไข่ 2- 6 ใบ ใช้เวลากกไข่ ประมาณ 1 เดือน แล้วลูกนกก็จะเดินตามพ่อและแม่หาอาหารกินบนพื้นที่ชุ่มน้ำใกล้รัง ซึ่งอาหารหลักจะเป็นสารพัดสัตว์น้ำ จำพวกปลา กบ ปู หอยหรือแม้แต่พืชน้ำก็กินได้ ชื่ออังกฤษบ่งบอกถิ่นอาศัยว่าเป็นนกกระสา พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ชื่อวิทยาศาสตร์ Ciconia boyciana แปลว่า นกกระสาที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติแด่นายโรเบิร์ต เฮนรี บอยซ์ ข้าราชการสหราชอาณาจักรในศตวรรษที่ 19 ซึ่งประจำการอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ คำว่า Ciconia มีรากศัพท์จากภาษาละตินของนกกระสาขาวพันธุ์ยุโรป (White Stork Ciconia ciconia) ที่ชาวยุโรปรู้จักมักคุ้นแต่สมัยโบราณ เนื่องจากทำรังวางไข่บนหลังบ้านเรือนหรือบน ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีและความรุ่งเรือง รวมทั้งการเกิดใหม่ ด้วยความเชื่อที่ว่านกกระสาเป็นสารถีนำเด็กเกิดใหม่จากเทวดามาให้ครอบครัวที่โชคดี นกกระสาขาวและนกกระสาขาวพันธุ์ยุโรป เป็นนกร่วมสกุลเดียวกัน ตำราปักษีวิทยาบางเล่มเคยจัดเป็นชนิดเดียว หากต่างพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะทางกายวิภาคที่แตกต่างกัน นกกระสาขาวมีแถบสีแดงที่หัวตาและจะงอยปากสีดำ ในขณะที่นกกระสาฝั่งยุโรปมีสีแดงสด รวมทั้งถิ่นผสมพันธุ์ของนกสองชนิดนี้ต่างกัน ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน (allopatric species) ตำราปักษีวิทยาในปัจจุบันจึงยกฐานะนกกระสาสองกลุ่มนี้เป็นชนิดโดยสมบูรณ์ (splitting) แต่อนาคตของนกกระสาขาวกลับริบหรี่ไม่เหมือนเพื่อนร่วมสกุลในยุโรป ที่ยังมีประชากรจำนวนมากถึง 500,000 ตัว ปัจจัยที่ทำให้นกกระสาขาวต้องประสบชะตากรรมกลายเป็นนกใกล้สูญพันธุ์ เพราะนกต้องใช้ต้นไม้ใหญ่ไว้ทำรัง วางไข่ ป่า แต่ชาวบ้านในถิ่นผสมพันธุ์อาจจะเผาป่า เพื่อนำไม้มาใช้ประโยชน์ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นแหล่งอาหาร ถูกทำลายหรือเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่เกษตรกรรม หรือถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อน ทำให้ประชากรของนกกระสาขาวเพิ่มจำนวนไม่ทันกับอัตราการสูญเสียตามธรรมชาติในแต่ละปี บวกกับนกขนาดใหญ่เช่นนี้เป็นเป้าลองปืนของคนบนเส้นทางอพยพ ที่อาจจะยิงเล่น หรือจับมาขายเพื่อเลี้ยงในสวนสัตว์ก็ยิ่งทำให้สูญเสียนกตัวเต็มวัย ไปจากประชากรในธรรมชาติ ตัดโอกาสที่จะผลิตลูกนกมาทดแทนประชากรที่กำลังลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ จนใกล้สูญพันธุ์เช่นเดียวกับนกน้ำอีกหลายชนิดทั่วโลก.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 22/02/2010 2:06 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

7 :

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ภาพ : คุณสุภาพร เทียมวงศ์


ในบรรดานกน้ำจำพวกปากและตีนแบน ขนาดใหญ่และทนหนาว มีอยู่สองกลุ่ม คือ ห่าน และหงส์ ที่ทะเลสาบผ่อหยาง เป็นบ้านหน้าหนาวของห่านเทาปากสีชมพู (Greylag Goose Anser anser) ซึ่งเป็นห่านป่าที่มีชุดขนสีเทาในสกุล Anser ชนิดแรกที่โลกรู้จัก (ผ่านนักปักษีวิทยา) จากจำนวนทั้งหมด 10 ชนิดในสกุลนี้ซึ่งมีลักษณะร่วม คือ ห่านขนาดใหญ่ ชุดขนสีเทา ดำ และขาว แถมสีสันของจะงอยปากสดใสน่ามอง โดดเด่นไม่เหมือนเพื่อนร่วมสกุลที่จะงอยปากจะเป็นสีดำหรือไม่ก็สีเหลือง รูปลักษณ์ของห่านป่าสีเทา จะเหมือนส่วนหน้าเพรียวแต่ช่วงท้ายอวบ ด้วยคอยาวเรียว รับกับจะงอยปากแบนได้รูปแต่พอมองลงมาทางลำตัว ต้องสะดุดตาด้วยตัวหนาบึกบึน ท่อนขาหนาล่ำแข็งแรง ช่วยให้ห่านป่าเดินทะมัดทะแมงอาดๆ บนพื้นดิน เคลื่อนไหวบนผิวน้ำก็คล่อง ด้วยตีนมีพังผืดเชื่อมระหว่างนิ้ว 3 นิ้ว ทำหน้าเสมือนพายพุ้ยน้ำ เสียแต่ว่าดำน้ำไม่ได้อย่างนกเป็ดน้ำเท่านั้นเอง ไม่เช่นนั้นเป็นอันครบสูตร ฟ้า ดินและใต้น้ำ เพราะหากพูดถึงประสิทธิภาพการบินแล้ว ห่านป่ายังเรียกได้ว่าเป็นนกที่บินเก่งที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ละตัวบินสูงหลายกิโลเมตร เช่น ห่านหัวลาย บินสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกกันได้เหนือเทือกเขาหิมาลัย เอกลักษณ์ของฝูงห่านป่ายามบินอพยพ จะรวมตัวกันเรียงแถวตอนสอง ให้หัวหน้าฝูงบินนำหน้า โดยหัวขบวนคือหัวตัววี ส่งเสียงร้องดังได้ยินแต่ไกล ซึ่งเป็นวิธีติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกในฝูง รูปแบบการบินของห่านป่าจะเหมือนนกเป็ดน้ำตามประสานักบินทรหด ด้วยปีกยาวแต่แคบเรียวที่ปลายปีก ทำให้การกระพือปีกแต่ละครั้งเกิดแรงต้านลมน้อยกว่านกที่มีปีกยาวและกว้าง เช่น นกอินทรี หรือนกกระสา จึงร่อนลมร้อนพยุงตัวโดยไม่ต้องกระพือปีกให้เมื่อยเปล่า หากเป็ดและห่านต้องบินกระพือปีกอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา แม้จะร่อนลมเพื่อพักปีกไม่ได้ เพราะปีกแคบแต่แรงส่งขณะบินไปข้างหน้าได้เร็ว เนื่องจากแรงต้านน้อยกว่านกที่มีปีกกว้าง ชื่อไทยของห่านเทาปากสีชมพู บ่งบอกลักษณะของชุดขน และสีเด่นของจะงอยปาก ชื่ออังกฤษ คำว่า goose แผลงมาจากคำในภาษาอารยันว่า Gha ที่น่าจะเลียนกิริยาการอ้าปากหรือหาว ยามที่ห่านส่งเสียงร้องดัง ส่วนคำว่า greylag (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน เขียนว่า graylag) หมายถึง (ห่าน) เทาที่ คาดเดา (เพราะไม่มีหลักฐานตราไว้ แต่อนุมานจากความหมายของคำและพฤติกรรมของห่าน) ว่าเดินทางอพยพล่าช้ากว่าห่านป่าชนิดอื่น ชื่อวิทยาศาสตร์ มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน แปลว่า ห่าน แถมย้ำด้วยการใช้คำซ้ำทั้งชื่อสกุลและชื่อชนิด ด้วยห่านเทาปากสีชมพู เป็นต้นตระกูลของห่านบ้านหรือห่านเลี้ยงทั่วโลก



ภาพ : คุณสมิทธิ์ สุติบุตร์


ห่านเทาเป็นห่านโลกเก่า พบแพร่กระจายพันธุ์ตั้งแต่ทวีปเอเชียด้าน ทิศตะวันออก จรดทวีปยุโรป บนเกาะอังกฤษและไอซ์แลนด์ ด้านทิศตะวันตกและทวีปอาฟริกาด้านทิศใต้ อพยพย้ายถิ่นในฤดูหนาวเพื่อลงใต้จากถิ่นผสมพันธุ์ที่ไซบีเรียตรงกึ่งกลางทวีปเอเชีย ลงมาที่เขตอบอุ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่นและเทือกเขาหิมาลัย และภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วนประชากรในทวีปยุโรป ทำรังวางไข่ในสแกนดิเนเวียและยุโรปตะวันออก แล้วอพยพทางทิศตะวันตก ไปที่สเปนและโปรตุเกสในยุโรปใต้และอาฟริกาเหนือ ชุดขนสีเทาเข้มที่ส่วนหัวและบนหลัง ช่วงล่างของลำตัวสีขาวตุ่นๆ ที่สะดุดตาและแปลกไปจากห่านเทาอื่นๆ คือ จะงอยปากและท่อนขาสีชมพู ที่แปลกกว่าใครเพื่อน ตัวผู้และตัวเมียเหมือนกัน แต่ตัวเมียเล็กกว่า วางไข่บนพื้น ทำรังแบบลวกๆ จากรอยบุ๋มของพื้นดิน แล้วนำเศษหญ้าหรือพืชน้ำมาทับกันเป็นขอบรัง รังอาจอยู่บนพื้นดินใกล้ป่าละเมาะหรือเนินดินกลางบึง หนองน้ำ หรือทะเลสาบ ประสาเป็ดและห่าน ลูกห่านจะเดินตามพ่อและแม่ต้อยๆ ได้ตั้งแต่ฟักออกจากไข่ ว่ายน้ำตามพ่อแม่ได้สบายๆ ปกติห่านป่าเป็นสัตว์กินพืช จะเดินท่องน่องจิกกินต้นหญ้าหรือรากไม้บนพื้นดิน ทำให้ห่านจะต้องกินบ่อย เพื่อเอาปริมาณ ด้วยอาหารมีคุณค่าทางโปรตีนต่ำ ด้วยเหตุนี้มักพบห่านเทาหากินบนพื้นดินหรือทุ่งนา หรือทุ่งเกษตรกรรมเพาะปลูกธัญพืช แหล่งหากินหลักของห่านป่าในฤดูหนาว แต่ยามจะพักผ่อนหรือหลับนอน ห่านจะรวมฝูงกันนับร้อย นับพันตัวเหนือน้ำตื้นๆ หรือบนเนินดินกลางทะเลสาบ หรือแม่น้ำ ซึ่งจะปลอดภัยจากภัยจากสัตว์ผู้ล่าหรือแม้แต่มนุษย์ ห่านเทาปากสีชมพูเป็นนกหายากมากชนิดหนึ่งในเมืองไทย รายงานในอดีตพบที่แม่น้ำโขง จ.เชียงราย เนื่องเพราะห่านป่าเป็นนกทนหนาวและสัตว์รวมฝูง จึงไม่ใคร่อพยพลงมาถึงเขตร้อนเช่น ประเทศไทย ยกเว้นบางตัวพลัดหลงและงงทิศทางจนมาโผล่โชว์ตัว เช่น ในบ้านเรา ทำให้วงการดูนกตื่นเต้นจนต้องตามไปดูตามประสานักดูนก แม้แต่จะเป็นแค่ห่านตัวเดียวก็ตาม.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 04/03/2010 10:34 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

8 :

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ภาพ : คุณสมิทธิ์ สุติบุตร์


ห่านคอขาว (Swan Goose Anser cygnoides) เป็นห่านป่าสีเทาในสกุล Anser อีกชนิดที่พบเหนือทะเลสาบผ่อหยาง วันนั้นนับได้กว่า 800 ตัว จำนวนมากที่สุดในบรรดาฝูงหงส์และห่านป่า เกาะกลุ่มรวมกันท้าลมหนาวกลางทะเลสาบ ห่านคอขาวเป็นห่านป่าเฉพาะถิ่นของเอเชีย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกในประเทศจีนเป็นแหล่งผสมพันธุ์ ทำรังวางไข่ที่มีอาณาเขตมากที่สุดของห่านคอขาว ในฤดูร้อนมีถิ่นอาศัยกระจายอยู่ตามรอยตะเข็บของถิ่นไซบีเรีย มองโกเลีย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ประชากรอีกกลุ่มเล็กๆ พบที่ประเทศคาซัคสถาน ในฤดูหนาว อพยพย้ายถิ่นมาอาศัยที่ภาคตะวันออกของจีน และคาบสมุทรเกาหลี โดยทะเลสาบและแม่น้ำขนาดใหญ่ ในประเทศจีน เช่น ทะเลสาบผ่อหยางเป็นแหล่งอาศัยในฤดูหนาวที่สำคัญระดับโลก จากการสำรวจประชากรรอบทะเลสาบผ่อหยาง พบว่ามีห่านคอขาวถึงกว่า 60,000 ตัว 800 ตัวที่เห็นกันวันนั้น ก็แค่กระผีกเดียวของประชากรทั่วโลกกว่า 80,000 ตัว ในประเทศไทย ห่านคอขาวเป็นนกหายากมาก มีรายงานพลัดหลงที่แม่น้ำโขง จ.เชียงราย ด้วยถิ่นอาศัยเดิม ถูกเปลี่ยนเป็นแหล่งกสิกรรม และพื้นที่ชุ่มน้ำโดยเฉพาะในฤดูหนาวหดหายไปเรื่อยๆ จากภาวะแห้งแล้ง จนน้ำในหนอง บึงหรือทะเลสาบแห้งขอด หรือการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ ทำให้ประชากรของห่านคอขาวลดจำนวนลง จน มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์(Vulnerable) เนื่องจากก่อนที่จะอพยพถึงถิ่นอาศัยในฤดูหนาว ห่านป่าและนกเป็ดน้ำ จะต้องผลัดขนเก่าทั้งขนปีกสำหรับบินและขนลำตัวที่ผ่านทำงาน ตากแดดกรำฝนอย่างสมบุกสมบันทิ้ง เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคในการบินระยะไกล และต้องรอขนชุดใหม่ที่กำลังงอกขึ้นมา ช่วงนี้แหละเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของชีวิต กลายสภาพเป็นเป็ดและห่านที่บินไม่ได้ ดังนั้นพื้นที่ชุ่มน้ำตามรายทางอพยพที่เป็นแหล่งแวะพักระหว่างการอพยพ (Staging areas) จึงสำคัญอย่างมากต่อนกน้ำอพยพนานาชนิด รวมไปถึงนกชายเลนด้วย เพราะเอื้อเฟื้อทั้งอาหาร ไว้เติมพลังงานสะสมเพื่อการเดินทางไกล และเป็นแหล่งหลบภัยยามสูญเสียวิธีเอาชีวิตรอดด้วยการบินหนี กลายเป็นเป็ดง่อย ห่านง่อยไปซะแล้ว ต่อให้ในถิ่นผสมพันธุ์ ห่านหรือนกต่างๆ ผลิตลูกหลานมากเท่าไหร่ แต่ถ้ามาเผชิญกับอุปสรรคระหว่างทาง เช่น อดอาหาร ถูกยิง ถูกล่า หรือถิ่นอาศัยที่เอื้อให้นกมีแรงเดินทางต้องสาบสูญไป ต่อให้มีมากเท่าไหร่ก็คงไม่รอดเหลือให้เห็นได้ตลอดไปเพราะปัจจัยเสริมให้สูญเสียเพิ่มมากขึ้น รังแต่จะทำให้ประชากรลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถิ่นอาศัยทั้งในฤดูร้อน ฤดูหนาวและเส้นทางอพยพระหว่างทางล้วนมีความสำคัญต่อวงจรชีวิตของนกอพยพไม่ย่อหย่อนไปกว่ากัน



ภาพ : คุณสมิทธิ์ สุติบุตร์


ชื่อไทยบ่งบอกลักษณะเด่นของส่วนคอสีขาวที่ต่างจากห่านป่าเทาชนิดอื่นๆ ชื่อไทยอังกฤษสื่อรูปลักษณ์และขนาดที่คล้ายหงส์ ซึ่งสอดคล้องกับชื่อวิทยาศาสตร์ Anser cygnoides แปลว่าห่านป่าสีเทาที่คล้ายหงส์ (swan) ในบรรดาห่านป่าเทา 10 ชนิดทั่วโลก ห่านคอขาวเด่นด้วยขนสีขาวตลอดแนวลำคอตัดกับกระหม่อมและด้านท้ายของลำคอสีดำสนิทเป็นเอกลักษณ์ จะงอยปากแบนสีดำมะเมื่อม และยาว หน้าผากจึงลาดราบจรดปลาย ไม่โหนกนูนเหมือนห่านป่าเทาชนิดอื่นๆ ทำให้ส่วนหัวคล้ายกับหงส์ อีกทั้งตัวใหญ่ที่สุดในบรรดาห่านป่าสีเทา ขนาด 81-94 ซม. ตัวผู้และตัวเมีย มีชุดขนเหมือนกัน แต่ตัวผู้ใหญ่กว่าตัวเมีย ลูกห่านที่ผลัดขนอุยที่ติดตัวมาแต่แรกฟักออกจากไข่ทิ้งไปแล้ว จะคล้ายพ่อและแม่ หากขนสีดำจะจืดชืดกว่า แหล่งอาศัยในฤดูร้อนสำหรับทำรังวางไข่ คือ พื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น หนอง บึงหรือทะเลสาบกลางทุ่งหญ้าสเต็ป มีต้นหญ้าเตี้ยๆ ขึ้นเป็นแผงพาดผ่านแผ่นดินดั่งพรมผืนใหญ่เขียวขจี บนทุ่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาหรือทะเลสาบน้ำจืดท่ามกลางหุบเขาสูง ห่านเป็นสัตว์กินหญ้าเป็นหลัก เดินแทะเล็มใบหญ้ากินแทบจะตลอดทั้งวัน ทุ่งหญ้าสเต็ปจึงเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญมากของห่านป่าหลายชนิดในฤดูผสมพันธุ์ และระยะเวลากลางวันในเขตอบอุ่น เช่น ทุ่งหญ้าสเต็ปที่ไซบีเรียและมองโกเลียจะยาวนานกว่าเวลากลางคืน ทำให้ห่านป่ามีเวลากินอย่างเหลือเฟือ อันเป็นนิสัยติดตัวห่านป่าที่หลายชนิดกลายมาเป็นห่านเลี้ยงมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ที่มีต้นตอจากการเลี้ยงในประเทศจีน บางครั้งจึงเรียกว่า Chinese Goose แต่ห่านเลี้ยงหรือห่านบ้านจะอุ้ยอ้าย อ้วนท้วนผิดรูปลักษณ์ห่านป่า ด้วยโคตรเหง้าเหล่าห่านถูกเลี้ยงจนเชื่อง ไม่ต้องบินอพยพ ห่านบ้านจะก้นย้อย อุดมด้วยไขมันเพราะได้แต่กิน หากบินไม่ได้ ถ้าก้นแบนราบ ปลอดจากไขมันสะสมจะพบในห่านป่าหรือห่าน (บน) ฟ้าของแท้ ไม่ใช่แค่ห่านดินกินหญ้าครับ!.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 09/03/2010 2:10 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(9) : The Hill of Heaven

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


นกติ๊ดหัวแดง


วันแรกของทริปนกกระเรียนเหิน สมหมายสมใจได้เห็นนกกระเรียนหัวขาว นกกระเรียนชนิดแรก ของทริปที่วาดหวังไว้ว่าน่าจะได้เห็น 4 ชนิดที่ทะเลสาบผ่อหยางแห่งนี้ แม้มื้อกลางวันจะล่าช้าไปกว่า 2 ชั่วโมงแต่ทุกคนในทริปก็อิ่มอกอิมใจกับครอบครัวนกกระเรียนกันแล้วและคงโล่งใจว่าได้กินข้าวซะที (ฮา) ไม่งั้นจะกลายเป็นกลืนน้ำลายลงคอ ด้วยประกาศกร้าวกันไว้ก่อนแล้วว่า no crane no lunch! เกริ่นไว้แล้วว่าข้างจุดดูนกกระเรียนริมทะเลสาบมีแนบเนินดินทอดตัวตามยาว ปกคลุมด้วยต้นไม้ที่มีลูกไม้และพุ่มไม้รก เป็นแหล่งหลบลมแรง และศัตรูผู้ล่าของนกตัวเล็กๆ ท่ามกลางทุ่งหญ้าโล่งโจ้งและทะเลสาบ ยามคร้านจากนกน้ำนานาชนิด ทั้งหงส์ หรือห่าน พวกเราก็เบือนหน้า หันกล้องมาส่องดูนกเกาะคอนตัวเล็กๆ ก็เพลินได้ไม่แพ้กัน สมาชิกในทริป เปรยเล่นๆ เรียกเนินดินกลางทุ่งโล่งนี้ว่า “โคกสวรรค์” ตามภาษาถิ่นอีสาน และมีนกจำนวนมากหลายชนิด นับเป็นสวรรค์ของนักดูนกไม่ผิดแม้แต่น้อย นกแต่ละกลุ่ม แต่ละสกุล จะมีถิ่นอาศัยเฉพาะเจาะจงของตนเอง ตามประสานิสัยและประเภทของอาหารที่มีให้กิน เช่น นกกระเรียน หงส์และห่าน เป็นนกน้ำย่อมพบในทะเลสาบ ไก่ฟ้าหากินบนดินในทุ่งหญ้าข้างทะเลสาบ หากยามหลบภัย ย่อมมุดหมอบตัวในพงรกซุกซ่อนตัว นกเกาะคอนตัวเล็ก (เมื่อเทียบกับตัวใหญ่ๆ ข้างต้น) เช่น นกเดินดง นกจาบปีกอ่อน นกติ๊ด นกเอี้ยง แรงน้อยกว่า จะบินหนีอย่างฉับพลันทันทีก็ใช่ที่ บินสั้นๆ ต้องหาพงรกพุ่มหนาไว้อำพรางกาย โคกสวรรค์กลางทุ่งโล่งจึงชุกชุมด้วยนกนี้แล อันเป็นวิธีดูนกประการหนึ่ง ที่เรียกว่า birding by habitat ดูนกด้วยประเภทของถิ่นอาศัยที่จำแนกแบ่งกลุ่มของนกให้อย่างกว้างๆ



นกปากนกแก้วหัวส้ม
ภาพ โดยนายแพทย์วิโรจน์ องค์อนันต์คุณ


ประสาดูนกต่างถิ่น ต่างแดน นกธรรมดาๆ หรือนกหาง่ายทั่วไป ดาษๆ ของบ้านเขาก็สร้างความตื่นเต้นตูมตามได้ไม่ยาก บางชนิดหายากในบ้านเรา กว่าจะได้เห็นตัว อาจจะเป็นห้าปี สิบปี บินพลัดหลงมาให้ยลแค่ชั่วครั้ง บางคราว และใช่ว่าทุกคนจะได้เห็นแม้จะแล่นแจ้นไปตามจิกนกใหม่ ตามหมายก็ตาม ตัวเด่นของของโคกสวรรค์แห่งนี้ เป็นนกเกาะคอนตัวจิ๋ว ที่รูปทรงของจะงอยปากประหลาดกว่าใครเพื่อน นามว่านกปากนกแก้วหัวส้ม (Vinous-throated Parrotbill) โผล่ออกมาเป็นฝูงนับร้อยตัว จนพวกเราส่องดูกันเพลิน นกชนิดนี้ไม่พบในบ้านเรา ทำให้เห็นครั้งใดก็ตื่นเต้นทุกคราไป นกติ๊ดหัวแดง (Black-throated Tit) ตัวเล็กน่ารัก สัญลักษณ์นกดอยสูงในภาคเหนือ ที่ส่งเสียงจิ๊กจั๊กมาก่อนตัว มักรวมตัวกันมาเป็นฝูง ในยามอากาศหนาว นกจะพองตัวด้วยขนฟูสร้างอบอุ่นให้กับร่างกาย ใช้ขนเป็นชนวนป้องกันความร้อนไม่ให้สูญเสียออกไปเร็วเกิน ไม่เช่นนั้นอาจหนาวตายจนร่วงผล็อยตกจากกิ่งไม้ได้ง่ายๆ คล้ายลูกชิ้นปิ้งชุบสี เพราะตัวนกอ้วนกลม มีหางยาวเสมือนไม้เสียบลูกชิ้น ละเลงด้วยหลากสีบนตัว ไก่ฟ้าคอแหวน (Common หรือ Ring-necked Pheasant) แอบหมอบอยู่ในพุ่มไม้ คงคิดว่าพวกเราไม่เห็น ที่ไหนได้ส่องดูกันเป็นนานสองนานแล้ว บนเรือนยอดไม้ นกเดินดงสีดำ (Blackbird) ส่งเสียงร้อง ปิ๊กๆๆๆ เตือนพวกพ้อง คงคิดงงกับมนุษย์พฤติกรรมแปลกๆ คอยติดตามดูไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีทีท่าจะทำร้ายพวกมันแม้แต่น้อย ฝูงนกกิ้งโครงปากแดง (Red-billed Starling) บินไปมาระหว่างกิ่งไม้แห้งแต่ละต้น จนยากต่อการส่องดูอย่างละเอียดเพราะพอนกบินลงเกาะคอนก็ผลุยหายลงไปในม่านใบไม้หนาทึบ ที่นกใช้เป็นฉากกั้นกำบังกายให้พ้นภัยจากผู้ล่า



นกติ๊ดท้องเหลือง


นกติ๊ดท้องเหลือง (Yellow-bellied Tit) ตัวเล็กน่ารัก มุดอยู่ในพุ่มรกติดดิน ไม่ใคร่ใจกล้าโผล่ขึ้นมาเกาะคอนโล่งๆ เช่นเพื่อนมีปีกร่วมโคกสวรรค์ชนิดอื่นๆ เพราะบนฟ้าเหนือโคกสวรรค์ มีนักล่าพลิ้วไหวตามสายลม เช่น เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ (Hen harrier) ร่อนลมไปมาอย่างอ้อยอิ่ง คอยโฉบจับเหยื่อที่สะเพร่า ลดราความระแวงภัยของตัว บนกิ่งไม้ระดับสายตา นกอีเสือหัวดำ (long-tailed shrike) ตัวเดียวเกาะเด่น ไม่กลัวใคร ยอมให้เราเข้าใกล้ไปส่องดูอย่างละเอียดลออ เสน่ห์ของเจ้าอีเสือตัวนี้ อยู่ที่ขนสีเทาบนกระหม่อมและแผ่นหลังซึ่งต่างจากบ้านเรา



นกเขนท้องแดง


และพันธุ์หลัก schach เชื้อชาติมังกรตัวนี้ เพิ่งจะมีรายงานพบที่จังหวัดเชียงใหม่แห่งเดียวเอง นกเขนท้องแดง (daurian redstart) นกอพยพจากถิ่นหนาวใกล้ขั้วโลกเหนือ เกาะกิ่งไม้เด่นๆ ตัวผู้ที่สีสันสวยกว่าตัวเมีย พะยี่ห้อนามตนเองด้วยอกและท้องสีส้ม ส่วนนกตัวเมียสีตุ่นๆ ด้วยเฉดสีน้ำตาล บินไล่จับแมลงตามกิ่งไม้เตี้ยๆ เรี่ยพื้นดินอยู่ใกล้ๆ กันกระนั้นก็ไม่เข้าหาเคลียคลอคู่กันเหมือนในยามฤดูทำรังวางไข่ เห็นไหมครับนกเยอะจนร่ายเรียงกันเพลิน ยังไม่ถึงมื้อเที่ยงของวันแรกเลยครับ (ฮา).


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 15/03/2010 2:24 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(10) : Hen Harrier

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ตัวผู้ ภาพโดย นายแพทย์วิโรจน์ องค์อนันต์คุณ


เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ (Hen Harrier Circus cyaneus) เป็นเหยี่ยวทุ่ง สกุล Circus ที่หายากมากในบ้านเรา ปกติจะพบในภาคเหนือเท่านั้น และพบน้อยตัว แม้ที่จุดรวมฝูงนอนในเวลากลางคืนที่มีเหยี่ยวทุ่งมานอนรวมกันหลายร้อยตัว เช่น ที่ปางฮุ้งกลางหนองหล่ม อ.แม่จัน จ.เชียงราย ก็จะพบเพียงตัวเดียวในฝูงเหยี่ยวทุ่งอีกสองชนิด คือ เหยี่ยวด่างดำขาว (Pied Harrier) หรือเหยี่ยวทุ่งพันธุ์เอเชียตะวันออก (Eastern Marsh Harrier) ทั้ง 2 ชนิดหลังพบบ่อยกว่า เนื่องจากอพยพมาอาศัยต่ำกว่าจากเขตอบอุ่น แต่เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือทนหนาวได้ดีกว่า ไม่ใคร่อพยพลงมาถึงเมืองไทย ในบรรดาเหยี่ยวทุ่ง 4 ชนิดในประเทศไทย ซึ่งล้วนเป็นเหยี่ยวอพยพในฤดูหนาว เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือนับเป็นนกหายากมาก เทียบเท่ากับเหยี่ยวทุ่งพันธุ์ยูเรเซีย (Western Marsh Harrier) ซึ่งเป็นเหยี่ยวร่วมสกุลที่เป็นเหยี่ยวทุ่งหาง่ายๆ ในภูมิภาคฝั่งตะวันตกของทวีปเอเชีย ตั้งแต่อนุทวีปอินเดียจรดทวีปยุโรป ดังนั้นในบ้านเรา จะพบเห็นเหยี่ยวทุ่งแถบเหนือค่อนข้างยาก ในบรรดานกล่าเหยื่อ จำพวก เหยี่ยว และนกอินทรี จะมีลักษณะร่วมอย่างหนึ่ง เรียกว่า sexual dimorphism เกิดจากความแตกต่างของรูปพรรณสัณฐาน เช่น ชุดขน หรือขนาดตัว ผันแปรตามเพศของนก เช่น ในเหยี่ยวทุ่ง ตัวผู้ และตัวเมีย รวมทั้งวัยเด็ก จะมีชุดขนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่ทราบมาก่อน อาจพาลเข้าใจไปว่าเป็นเหยี่ยวต่างชนิด อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างนี้มีความเด่นชัดมากน้อยต่างกันออกไปตามชนิดของนกล่าเหยื่อ สำหรับขนาดตัวที่ต่างกัน จะโดดเด่นอย่างมากในนกล่าเหยื่อที่ล่านกกินเป็นอาหารหลัก



ตัวผู้ ภาพโดย นายแพทย์วิโรจน์ องค์อนันต์คุณ


เช่น เหยี่ยวทุ่ง เหยี่ยวเพเรกริน เหยี่ยวนกเขาและเหยี่ยวนกกระจอกบางชนิด เช่น เหยี่ยวนกกระจอกเล็ก เหยี่ยวนกกระจอกใหญ่ เหยี่ยวนกเขาท้องขาว เป็นต้น เพศเมียจะใหญ่กว่าเพศผู้ ช่วยลดการแก่งแย่งเหยื่อระหว่างคู่ผสมพันธุ์ แต่ละเพศจะล่าเหยื่อที่ใกล้เคียงกับขนาดตัวของตน อีกทั้งขนาดตัวเล็กกว่าของตัวผู้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการล่าเหยื่อให้บินไล่ล่าเหยื่อได้เร็วขึ้น อีกทั้งลดการแบ่งสรรเหยื่อสำหรับตัวเองให้น้อยลง แล้วทุ่มเทเหยื่อที่ล่าได้ให้กับตัวเมีย ยามที่ต้องออกไข่ ฟักไข่และเลี้ยงลูกเหยี่ยวในรัง เพราะเหยี่ยวเป็นนกที่มีผลผลิตของการผสมพันธุ์ต่ำ เมื่อเทียบกับนกป่า ขนาดเล็กกว่า ที่อาจมีลูกมากกว่า 4-5 ตัวในแต่ละครอก แต่จำนวนมากก็หมายถึงความเสี่ยงต่อการตายของลูกนกมากตามไปด้วย อาจทั้งขาดอาหารเนื่องจากปีนั้นแล้งหรือพ่อหนุ่มแม่สาวไม่มีประสบการณ์เลี้ยงหรือหาอาหาร รังที่มีลูกนกเยอะย่อมเป็นเป้าเด่น เสี่ยงต่อการล่าของผู้ล่าในป่า ดังนั้นจำนวนมากจึงชดเชยกับความสูญเสียที่เป็นไปตามธรรมชาติสำหรับนกป่า นกดงแล้วยังคงมีลูกหลานสืบสกุลต่อไปได้ในแต่ละปี ด้วยวิวัฒน์วิธีชดเชยดังกล่าว



ตัวเมีย


แต่สำหรับนักล่าผู้มีฐานะอยู่ลำดับต้นของห่วงโซ่อาหาร เช่น เหยี่ยวหรือนกอินทรี ที่จำเป็นต้องล่าสัตว์อื่น ยังชีพและล่าเมื่อหิวเท่านั้น ต้องจำกัดจำนวนของลูกนกให้น้อยที่สุดต่อครอก 1-3 ตัวต่อครอกต่อปีเท่านั้น เพื่อที่พ่อและแม่เหยี่ยวจะได้ทุ่มเทอาหารให้ลูกจำนวนน้อย เพิ่มอัตราการรอดชีวิตของลูกเหยี่ยวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อลูกเหยี่ยวเริ่มบินและต้องทิ้งรังเพื่อสู้ชีวิตด้วยตนเอง จะเห็นว่าทั้งผู้ถูกล่าและผู้ล่าล้วนมีอุปสรรคและความท้าทายของชีวิตเฉกเช่นกัน แม้จะไม่เหมือนกันซะทีเดียว หากวิถีชีวิตที่ต่างด้วยวิธีการดำรงชีพ จะกินพืช หรือกินสัตว์ก็ตาม ได้รับการคัดสรรไว้แล้วตาม “หน้าที่” ของแต่ละชนิดตามธรรมชาติวิถี ที่โคกสวรรค์ ทะเลสาบผ่อหยาง พบเหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ ตัวผู้สีเทา ร่อนลมเอื่อยๆ ไปมาเหนือแหล่งชุมนุมนกเกาะคอนแห่งนี้



ตัวเมีย


รอเวลาโฉบลงจับนกบางตัวที่อาจเผลอไผล ลดละนิสัยระแวงภัย ก็อาจถูกจับได้ กลายเป็นเหยื่อให้นักล่าเหนือทุ่งโล่งเช่น เหยี่ยวทุ่ง จนเป็นที่มาของชื่อไทย เพราะแหล่งล่าเหยื่อของเหยี่ยวทุ่ง คือ ทุ่งโล่งที่อาจเป็นทุ่งนา ไร่ หรือแม้แต่พื้นที่ชุ่มน้ำ ยากนักที่จะพบเหยี่ยวทุ่งล่าเหยื่อท่ามกลางป่าดิบ ดงลึก ตรงตามหลัก birding by habitat เพราะกลยุทธของเหยี่ยวทุ่ง จะบินร่อนลมอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง แทบจะไม่กระพือปีก (ประหยัดพลังงานไปในตัว เผื่อวันนั้นจับเหยื่อไม่ได้!) เหยี่ยวจะเคลื่อนตัวไปมาอย่างช้าๆ ต่ำๆเหนือทุ่งโล่ง วนไปวนมาเหนือยอดหญาหรือต้นข้าวที่พลิ้วไหวตามแรงลมพัดชายทุ่ง จนตัวเหยี่ยวก็ละลิ่วพลิ้วตามไปด้วย อันสื่อด้วยชื่อสกุลว่า Circus แปลว่าวงกลม คือวนเวียนไปมานั่นเอง ภาพลักษณะนี้ ถ้าได้สังเกตอย่างละเอียด จะเพลิดเพลินไม่น้อย เพราะไม่เร่งเร้า จนต้องร่วมลุ้นให้เหนื่อยแทน เหมือนนักล่าด้วยความเร็วสูง ที่ต้องบินไล่เหยื่อกลางอากาศ อย่างเหยี่ยวเพเรกริน. (ยังมีต่อ)


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 22/03/2010 4:40 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

(11) :

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน


ตัวผู้ โดย Juan Li


ในบรรดาเหยี่ยวทุ่ง 4 ชนิดในประเทศไทย เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ (Hen Harrier) เป็นเหยี่ยวทุ่งที่ทนหนาวที่สุด ไม่ใคร่อพยพลงใต้มาถึงประเทศในเขตร้อนหรือใกล้เส้นศูนย์สูตร เหยี่ยวตัวเต็มวัยมักจะอพยพย้ายถิ่นไม่ไกลจากถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์ มักจะเป็นเหยี่ยววัยเด็กที่อพยพไกลออกไป ห่างจากแดนเกิดแถบเหนือ เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือนับเป็นเหยี่ยวทุ่งที่มีการแพร่กระจายพันธุ์กว้างไกลมากที่สุดในบรรดาเหยี่ยวทุ่งของทวีปเอเชีย พื้นที่ทำรังวางไข่ครอบคลุม ทั้งทวีปยุโรปและเอเชีย รอบขั้วโลกเหนือ บนทุ่งหญ้า หนองน้ำหรือหย่อมป่าสนในแถบไซบีเรีย ในฤดูหนาวอพยพลงใต้มาอาศัยในภูมิภาคยุโรปใต้ อาฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง อนุทวีปอินเดียและเอเชียตะวันออก เช่น จีน เกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งพื้ในฤดูหนาวก็ยังคงเย็นยะเยือกอยู่มาก ต่างจากเพื่อนร่วมสกุล เช่น เหยี่ยวทุ่งพันธุ์เอเชียตะวันออก หรือเหยี่ยวด่างดำขาวที่อพยพต่ำลงมาจนถึงภูมิภาคอุษาคเนย์ ชื่ออังกฤษสื่อว่าแม่ไก่เป็นเหยื่อที่เหยี่ยวทุ่งล่า ในประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาประเภทของเหยื่อด้วยการตรวจก้อนกากอาหาร (Pellet) ที่เหยี่ยวสำรอกเศษอาหารที่ย่อยไม่ได้ เช่น กระดูก หรือเส้นขนทิ้งออกมาทางจะงอยปาก พบว่าอาหารหลักของเหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ ได้แก่ หนูชนิดต่างๆ และนกขนาดเล็ก เช่น นกเด้าลม นกจาบปีกอ่อน นกกิ้งโครง ในประเทศไทย เหยี่ยวทุ่งล่าหนูนา เช่น หนูท้องขาว หนูนาใหญ่ แล้วแต่ว่าจะจับตัวไหนได้ แม้แต่ปลาก็เคยพบว่าเป็นอาหารของเหยี่ยวทุ่งในบ้านเราด้วย จากการศึกษาก้อนกากอาหารที่เก็บได้จากแหล่งรวมฝูงนอนของเหยี่ยวทุ่ง พบเกล็ดปลาด้วย นอกเหนือจากขนนก และกะโหลกของหนูชนิดต่างๆ บางครั้งยังเคยพบเหยี่ยวทุ่งกินซากปลาตายที่ริมขอบหนองน้ำด้วย แต่น้อยครั้งที่จะพบว่าเหยี่ยวทุ่งล่าเหยื่อขนาดใหญ่ เช่น ไก่ เพราะทั้งเสี่ยงด้วยไก่อาจจะต่อสู้จนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย หรือล่าล้มเหลว เสียแรงเปล่าก็ได้ ด้วยเหตุนี้ชื่อฝรั่งดังกล่าว จึงไม่สื่อข้อเท็จจริงในธรรมชาตินัก หากเป็นชื่อเดิมเผดิมใช้มานานแต่แรกเริ่มเลยถูกเรียกกันเลยตามเลย ชื่อไทยบ่งบอกพื้นที่การแพร่กระจายพันธุ์ในฤดูทำรังวางไข่ว่าพบทั่วไปในเขตอบอุ่นหรือตอนเหนือของเขตร้อน ชื่อวิทยาศาสตร์ Circus cyaneus แปลว่า เหยี่ยวทุ่งที่มีชุดขน (ตัวผู้) สีฟ้า ถ้าจำกันได้ว่าหลักการตั้งชื่อในทางปักษีวิทยา มักจะเน้นลักษณะรูปพรรณสัณฐานของนกตัวผู้ มากกว่านกตัวเมีย ด้วยในโลกของนกทั้งนกล่าเหยื่อ หรือนกเกาะคอน ที่มีเสียงเพลงเพราะ ตัวผู้มักจะมีสีสันหรือลวดลายโดดเด่นกว่าตัวเมีย แม้ว่าจะข้อยกเว้นในนกบางชนิดที่สลับหน้าที่และรูปลักษณ์อยู่บ้าง นกล่าเหยื่อ ไม่ว่าจะเหยี่ยว นกอินทรี อีแร้งหรือนกเค้าแมว จะผสมพันธุ์แบบผัวเดียวเมียเดียว (monogamy) แต่เหยี่ยวทุ่งตัวผู้จะจับคู่กับตัวเมียมากกว่าหนึ่งตัว เรียกว่า การสืบพันธุ์แบบหลายเมีย (polygyny) หรือฮาเร็ม



ตัวเมีย โดย Jay Gilliam


ในฤดูกาลผสมพันธุ์หนึ่ง เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือตัวผู้ อาจสร้างรังรักกับตัวเมีย 2 - 8 ตัวก็ได้ ในระยะแรกที่ตัวเมียกกไข่ พ่อนกจะช่วยล่าเหยื่อและนำมาให้แม่นกกินจนกว่าลูกนกจะฟักจากไข่ และทิ้งรังไปล่าเหยื่อ ทั้งนี้ปัจจัยกำหนดว่าลูกแต่ละครอกจะรอดหมดหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับปริมาณเหยื่อนั่นแหละ บางปีที่ประชากรของหนูในทุ่งหญ้าลดน้อย อัตราการรอดชีวิตของลูกเหยี่ยวก็น้อยลงตามไปด้วย ลูกเหยี่ยวบางครอกอาจขาดอาหารจนตาย เพราะว่าพ่อเหยี่ยวทุ่ง แ ละแม่เหยี่ยวล่าเหยื่อมาเลี้ยงไม่พอ ในแต่ละรัง ถ้ามองในแง่ประชากร ถือว่าเป็นวิธีเพิ่มประชากรของเหยี่ยวทุ่งที่เสี่ยงแต่คุ้มค่าการลงทุนลงแรงของคู่ผสมพันธุ์ เพราะไม่ว่าอย่างไร เหยี่ยวทุ่งตัวเต็มวัย ทั้งตัวผู้และตัวเมียก็มีอยู่แล้วคงที่ ต่างกันที่ประสบการณ์การล่าเหยื่อที่ผันแปรไปตามอายุ ยิ่งถ้าตัวผู้มีประสบการณ์มากเท่าไหร่ ก็จะล่าเหยื่อได้มากเท่านั้น อีกทั้งตัวผู้ขนาดเล็กกว่าตัวเมีย มีความคล่องแคล่วในการล่าเหยื่อขนาดเล็กกว่า เช่น นกหรือหนูได้ดีกว่าตัวเมียที่ใหญ่กว่า มักจะล่าเหยื่อที่ใหญ่กว่า เช่น กระต่าย จึงไม่เกิดการขัดแย้งแก่งแย่งเหยื่อกันเอง ส่งผลให้มีเหยื่อนำมาเลี้ยงลูกแต่ละครอกมากขึ้น โอกาสรอดของลูกเหยี่ยวแต่ละครอกจึงมากกว่าคู่ผสมพันธุ์ที่มีเหยี่ยวตัวผู้ วัยรุ่น ขาดประสบการณ์ จับคู่กับตัวเมียเพียงตัวเดียว แต่อาจจะล่าเหยื่อได้น้อยกว่า หรือในภาวะที่ประชากรหนึ่งมีตัวเมียมากกว่าตัวผู้ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ตัวเมียจะยอมจับคู่กับตัวผู้ที่มีคู่อยู่แล้ว กลยุทธ์แบบนี้เป็นผลจากวิวัฒนาการที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุเหยี่ยว ถูกคัดเลือกไว้แล้วว่าได้ผลในระยะยาวต่อประชากรโดยรวม ลองพินิจดู ปัจจัยเรื่องปริมาณเหยื่อในแต่ละปี เป็นปัจจัยที่เหยี่ยวกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้จึงต้องปรับเปลี่ยนปัจจัยภายในตนเอง ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ผันแปรไปแต่ละปี.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 02/04/2010 9:59 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

:

คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน



มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จัดว่า “สูง” กว่าสัตว์เดียรัจฉาน เพราะสามารถคิด พินิจด้วยเหตุผล เรียนรู้จนก่อเกิดวัฒนธรรมจนบางครั้งเสมือนเอาชนะธรรมชาติ แต่ธรรมชาติยังคงพลานุภาพ หนุนนำอารมณ์ผ่อนคลายและซาบซึ้งต่อความงามของธรรมชาติ เช่น ยามเห็นนกในธรรมชาติ ส่งเสียงร้องหรือบินร่อนบนท้องฟ้าอย่างอิสระ น้อยคนจะไม่รู้สึกสุขหรือผ่อนคลาย อาจไม่ต้องบรรยายเป็นคำพูด ธรรมชาติถูกดัดแปลง ปรับใช้เพื่อประโยชน์ของคนนานนับสหัสวรรษ หากควรหรือไม่ควร น่าจะอยู่ที่วิธีการ ในกรณีของนกปรอดหัวโขน ด้วยความนิยมของคนกลุ่มหนึ่ง นำนกปรอดหัวโขนมาเลี้ยงในกรงขัง เพียงเพื่อได้ชื่นชมเสียงร้องเพราะๆ ของนก พัฒนาเป็นนกแข่ง ที่หวังว่าจะสร้างรายได้ของคนเลี้ยง อันเป็นสิทธิ์พึงกระทำหากสิ่งที่เรียกว่าสิทธิ์นี้ มีกรอบของระเบียบสังคมกำกับ ไม่เช่นนั้นสิทธิพึงมีแต่ขาดความรับผิดชอบ ย่อมเป็นความเห็นแก่ตัว นกปรอดหัวโขนที่ถูกเรียกอย่างน่าหดหู่ ว่า “นกกรงหัวจุก” ได้กลายเป็นประเด็น เพื่อทดสอบกรอบคิดของคนเช่นเรา อีกครั้งว่า ธรรมชาตินั้น เป็นของเราจริงหรือ น่าตลกที่คนกลุ่มหนึ่งยินดียล ได้ยินเสียงของนกปรอดหัวโขนบนกิ่งไม้ ในป่าอันเป็น “บ้าน” ของนก แต่คนอีกกลุ่มเพื่อความสุขเช่นกัน จับนกปรอดหัวโขนจากป่ามาใส่กรง ฝึกให้ร้องเพลง นกต้องดิ้นทุรนทุราย ตื่นคนในกรงแคบๆ จนชินชาแล้ว จึงจะยอมสยบสงบนิ่งเพราะคงรู้ว่าไม่มีทางหลุดออกไปจาก “บ้าน” เล็กๆ หลังนี้ถ้าคนเลี้ยงไม่ปล่อยออกไป อุปสรรคสำคัญในส่วนของรัฐ ที่ถูกมองว่ากีดขวางการสร้างรายได้ของชาวบ้านกลุ่มนี้ เนื่องจากนกปรอดหัวโขนเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ฝ่ายเลี้ยงนก เสนอให้ถอดนกปรอดหัวโขนจากรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง จะได้จับง่าย ขายคล่อง? นกปรอดหัวโขนเช่นเดียวกับนกในธรรมชาติอีกหลายร้อยชนิด เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ดักจับ เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง หรือซื้อขายผิดกฏหมาย ด้วยเจตจำนงชัดเจนว่าควรได้รับการคุ้มครอง แถมยกเหตุผลประกอบการเสนอให้ถอดอีกว่า เพาะพันธุ์นกในกรงได้แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องคุ้มครองนกในธรรมชาติหรอก แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช หน่วยงานดูแล ปราบปรามการลักลอบจับนกปรอดหัวโขนจากป่ามาขายในเมือง ทั้งในตลาดค้าสัตว์ป่า หรือลักลอบนำส่งทางรถทัวร์จากเหนือสู่ใต้ เปลี่ยนชื่อจาก “นกปรอดหัวโขน” ในป่ามาเป็น “นกกรงหัวจุก” ด้วยวิถีชาวบ้านแต่โบราณ นิยม “ต่อ” นกมาเลี้ยง เมื่อนกในป่าลดลง แต่ความต้องการเลี้ยงมากขึ้นด้วยความนิยมแปลกๆ ว่า “นกป่าร้องเก่งกว่านกเพาะ” แต่การเพาะพันธุ์ยังพร่องรองรับความต้องการไม่ได้ ประชากรนกในป่าจึงกลายเป็น “ทุน” ที่ไม่ต้องลงแรงเลย ประชากรในภาคเหนือและอีสานกลายเป็นโกดังสินค้าให้คนบางคนตักตวงจากธรรมชาติอย่างผิดกฏหมาย หากการเพาะพันธุ์พอเพียงต่อความต้องการจริง เหตุใดยังคงมีการลักลอบดักจับนกจากป่ามาจำหน่ายให้ทางเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ไล่จับกันไม่หวาดไม่ไหว แล้วอย่างนี้การถอดนกปรอดหัวโขนเป็นทางออกที่ควรเลือกให้พอใจทั้งสองฝ่ายละหรือ ถ้าปลดออก นกปรอดหัวโขนในป่าน่าจะหมด ขนาดกฏหมายตราไว้ชัดเจนก็ดันทุรังทำกันอยู่ ฝ่ายเลี้ยงยืนยืนว่ารัก ทนุถนอมเลี้ยงนกในกรงเป็นอย่างดี (ตัวหนึ่งไม่ใช่น้อยๆ อาจถูกตราหน้าราคาเป็นหมื่น เป็นแสน!) จงทุ่มเทความรัก ความเอาใจใส่พัฒนาสายพันธุ์นกจากการเพาะเลี้ยงจนพอต่อความต้องการ คุ้นเคยกับการเลี้ยงในกรง ไม่ทรมานนกป่า ถูกขังคุกแคบๆ ดีกว่าไหม ขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ มีช่องทางตามกรอบของกฏหมายอนุญาตให้เพาะพันธุ์เพื่อการเลี้ยงได้ สบายใจทั้งสองฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่และคนเลี้ยง ให้ตรวจสอบโปร่งใส ไม่ใช่บอกว่านกเพาะแต่จริงๆ จับมาจากป่า! จากใจในฐานะนักดูนก หากคัดค้านการปลดนกปรอดหัวโขนจากรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง ส่งชื่อ-สกุลและที่อยู่ไปที่ FreeRWB@gmail.com ของชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา หัวหอกเครือข่ายอนุรักษ์นกครั้งนี้ เพื่อแสดงเจตจำนงให้ปรากฏว่าสมาชิกของสังคมอีกมากยังคงเคารพธรรมชาติ จะเห็นด้วยหรือไม่กับการปลดฯ อันเป็นสิทธิพึงมี ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ จะจัดการประชุมระดมความคิดเห็นเรื่องนี้ วันอังคารที่ 30 มีนาคม ศกนี้ ตั้งแต่เวลา 8.30น. ที่ห้องประชุมอาคารกริต สามะพุทธิ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ถนนพหลโยธิน เชิญไปแสดงความคิดเห็นตามสิทธิครับ.


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
YingeXtreme


เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008

ตอบ: 255
เหยี่ยวนกเขาชิครา


ตอบตอบ: 07/04/2010 2:23 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน



ข่าวครึกโครมในวงการดูนกไทยช่วงฤดูกาลอพยพผ่านนี้ คงจะเป็นการพบนกฟินฟุต (Masked Finfoot) ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เหนือลำตะคองข้างทางเดินศึกษาธรรมชาติผากล้วยไม้-น้ำตกเหวสุวัต เป็นนกหายากมากๆ ปัจจุบันคาดกันว่าเหลืออยู่ไม่เกิน 2500 ตัว น้อยครั้ง น้อยคนจะเคยเห็น จนบางคนอาจจะเปล่งเปรยหยอกตนเองแบบแรงๆ ให้สะดุ้งกันว่าอยากเห็นก่อนตาย! รูปลักษณ์คล้ายเป็ด ขนาด 43-55 ซม. หัวเล็ก คอยาว แต่จะงอยปากยาว ปลายแหลมแต่ลำตัวใหญ่เทอะทะ มองไปมองมาเป็ดก็ไม่ใช่ ห่านก็ไม่เชิง ด้วยลักษณะทางกายวิภาคของนิ้วตีนที่คล้ายนกคู้ทแ ละนกเป็ดผี ชื่อไทยถอดความตรงๆ จากชื่ออังกฤษ เดาได้ว่าตีนของนกพิลึกตัวนี้ ต้องแปลก กว่านกชนิดอื่นแน่ๆ ปกติของนกน้ำที่ว่ายน้ำหรือลอยน้ำได้ด้วยการใช้ตีนพุ้ยน้ำ เช่น เป็ด ห่าน นกนางนวล นกกระทุง ล้วนมีพังผืดเชื่อมระหว่างนิ้วตีนแต่ละนิ้ว เสมือนเป็นใบพายพุ้ยใต้น้ำให้นกลอยไปลอยมาได้ดั่งใจ แต่เจ้าฟินฟุต ไม่มีพังผืดเชื่อมระหว่างนิ้วตีน หากผิวหนังแผ่เป็นแผ่นบางๆ คลุมนิ้วตีน คล้ายครีบปลา ชุดขนคล้ายกันระหว่างเพศแต่ตัวเมียคอขาว ตัวผู้คอดำ ชื่ออังกฤษบ่งบอกลักษณะเด่นของตีนและใบหน้าของนกที่มีขนสีดำปกคลุมเสมือนหน้ากาก ชื่อวิทยาศาสตร์ Heliopais personatus แปลว่า ลูกหลานพระอาทิตย์ที่ใส่หน้ากาก งงไหมครับมองในแง่ไหนก็ไม่เห็นความเชื่อมต่อของพระอาทิตย์และนกประหลาดตัวนี้ ความจริงมีอยู่ว่า เจ้านี่พบภายหลังจากนกฟินฟุตที่อเมริกาใต้ นามว่า sungrebe (หรือนกเป็ดผีพระอาทิตย์) ซึ่งนักปักษีที่ค้นพบดันตั้งชื่อผิด ไพล่เข้าใจไปว่าเป็นนกอีกชนิดที่ปีกมีลวดลายคล้ายพระอาทิตย์ คือ sunbittern เลยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Heliornis แปลว่านก (ที่ข้องเกี่ยวกับ) พระอาทิตย์ เพราะ helios เป็นเทพแห่งพระอาทิตย์ในเทพปกรณัมกรีก เช่นเดียวกับเทพอพอลโล เมื่อนักปักษีวิทยาพบนกฟินฟุตที่อาฟริกาและเอเชียตามลำดับ เลยต้องเลยตามเลย (จะด้วยรู้หรือไม่ก็ยากจะระบุ) ตั้งชื่อแตกหน่อจากรากศัพท์เดิมอย่างผิดๆ มาจนทุกวันนี้




ทั่วโลกพบนกฟินฟุต 3 ชนิด ที่ทวีปอเมริกาใต้ อาฟริกาและเอเชีย ทวีปละ 1 ชนิด เจ้าตีนครีบแห่งเอเชีย พบที่อุษาคเนย์และอนุทวีปอินเดีย เท่านั้น อาศัยกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ตามถิ่นอาศัยที่เหมาะสมเอื้อต่อการหลบซ่อนของนก อาจจะเป็นแหล่งน้ำนิ่งในป่าดิบ ป่าปากแม่น้ำหรือป่าชายเลน ตั้งแต่ประเทศอินเดีย บังคลาเทศ เมียนมาร์จรดมาเลเซียและอินโดนีเซีย แม้จะทราบว่าพบนกในประเทศดังกล่าวแต่ด้วยความที่นกลึกลับ ยากจะพบตัว ทั้งสีสันกลมกลืนสิ่งแวดล้อมด้วยสีน้ำตาลบนตัว และพฤติกรรมเงียบเชียบ หากินประจำที่ไม่ตระเวณไปไหนไกลนัก สถานภาพในประเทศไทย จึงยังสรุปไม่ได้ว่าจริงๆแล้ว เจ้าฟินฟุต เป็นนกประจำถิ่น หรืออพยพเปลี่ยนแหล่งหากิน ที่ผ่านมามักพบนกในฤดูหนาวหรือช่วงอพยพผ่าน เช่น เดือนมีนาคม อาจจะเป็นเพราะนกกำลังอพยพจริงๆ หรือไม่ก็เพราะฤดูหนาว ดูนกกันบ่อยมากกว่าฤดูฝนที่จะเปียกชุ่มโชกและไม่สะดวกต่อการเดินทางเข้าป่าไปดูนกกันแน่ นกฟินฟุตเป็นนกน้ำที่ชอบน้ำนิ่ง ไหลไม่แรง พบได้ทั้งในป่าชายเลน หนอง บึงหรือลำธาร นับว่าลำตะคองที่เขาใหญ่ ก่อนฤดูน้ำหลาก เหมาะมากๆ สำหรับการใช้ชีวิตของนก เนื่องจากเป็นลำธารขนาดเล็กกลางป่าดิบ ตลิ่งสองฟากข้างมีไม้ต่ำขึ้นรก เป็นแหล่งหลบซ่อนยามพักผ่อน ยามออกหากิน นกฟินฟุตจะว่ายน้ำลอยเอื่อยๆ โยกหัวไปมา ตามจังหวะเคลื่อนตัวบนน้ำได้เนียนขนาดน้ำไม่ไหวส่ายแม้แต่น้อย นกใช้จะงอยปากแหลม จิกกินสัตว์น้ำเล็กๆ บนผิวน้ำ ใต้น้ำหรือบนกิ่งไม้ และกินไม่เลือก เช่น ปลา กุ้ง ปูหรือไส้เดือน แม้ตีนจะคล้ายกับนกเป็ดผี หรือนกคู้ทที่หากินในน้ำเหมือนกัน แต่เจ้าฟินฟุตไม่ใคร่ดำน้ำหนี ยามแตกตื่นตกใจ จะว่ายน้ำเร่งเร้าถอยห่างออกไป หากภัยประชิดตัวอย่างกะทันหัน จะบินหนีไกลออกแล้วเดินขึ้นตลิ่ง ซ่อนอำพรางตัวแบบเงียบๆ เมื่อเดินบนบก นกฟินฟุตค่อนข้างอุ้ยอ้าย เดินอาดๆ คล้ายเป็ดห่าน กระนั้นก็เป็นนักปีนป่ายตัวฉกาจ รายงานจากประเทศบังคลาเทศว่าเจ้าตีนครีบ ทำรังบนต้นไม้! นกเลือกคาคบไม้ที่ยื่นยาวออกมาปกคลุมเหนือผืนน้ำ สูงจากพื้น 1-2 เมตร ทำรังรูปตะกร้าปากกว้างสานขัดด้วยกิ่งไม้แห้ง คล้ายรังอีกา ตัวเมียฟักไข่และเลี้ยงลูกพอลูกนกโตแล้วก็คงไต่ลงน้ำตามตัวแม่ที่เป็นต้นแบบ ปกตินกฟินฟุตตัวผู้ จะมีเดือยเล็กๆ ยื่นจากโคนปากบนหน้าผาก แต่ตัวประหลาดแห่งเขาใหญ่ ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น เดือยยังไม่งอกก็ต้องลุ้นว่าจะหาคู่จนลงหลักปักฐานเรียกเขาใหญ่เป็นบ้านหรือไม่


ชมพฤติกรรมของนกฟินฟุต

Link


หน้า 21


_________________
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ MSN
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   รายงานเหยี่ยว   ตอบกระทู้    thairaptorgroup.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> เวบบอร์ดหลัก ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, 4  ถัดไป
หน้า 2 จากทั้งหมด 4

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ ไม่สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group  ท  phpBB Theme by Tim Blackman
Forums ©




Copyright 2005 © thairaptorgroup.com
All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest Copyright 2005 © by thairaptorgroup.com
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke with Thai Forum Mods Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.44 วินาที
IPBNuke theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004