| ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป |
| ผู้ส่ง |
ข้อความ |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 18/05/2009 11:14 am ชื่อกระทู้: |
|
|
ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้ Fairy Pitta
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันตร์ เกษรดอกบัว fvetchk@ku.ac.th
วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11383 มติชนรายวัน
Fairy Pitta : บรรพต กิติกิ่งเลิศ
"นกแต้วแล้วชนิดใหม่ของเมืองไทย เช่น "Fairy Pitta" จนบัดนี้ยังไม่มีชื่อเสียงเรียงนามแบบไทยๆ เลย" แม้จะคิดว่าชื่อเป็นเพียงชื่อ หากในชื่อมีความหมายสื่อนัยยะได้ ก็เพราะชื่อ-สกุลมิใช่หรือที่มนุษย์เช่นเราอุตส่าห์คิดค้นชื่อขึ้นมาเรียกสิ่งหนึ่งสิ่งใด จึงบอกความแตกต่างของวัตถุสิ่งของได้ ยิ่งถ้าชื่อหนึ่งชื่อนั้นสามารถสื่อความชัดเจนย่อมควรคิดให้มีนัยยะเอื้อการเรียนรู้และเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งนั้น ก่อนอื่นขอแจงสักนิดว่า "นกแต้วแล้ว" เขียนได้ 2 แบบ หนึ่งถือตามราชบัณฑิตยสถาน สะกดคำว่า แร้ว ด้วย ร เรือ คือ นกแต้วแร้ว สองถือตามคู่มือนกเมืองไทยของ "คุณหมอบุญส่ง เลขะกุล บิดาแห่งวงการดูนกไทย" ใช้ ล ลิง ว่า นกแต้วแล้ว ดังนั้น จะอ้างอิงหรือใช้แบบใดก็ตามแต่อัธยาศัย ส่วนเจ้าแต้วแล้วหน้าใหม่ไฉไลตัวนี้ นักดูนกบางคนเรียกตามๆ กันมาว่า "นกแต้วแล้วนางฟ้า" บ้าง "นกแต้วแล้วหลากสี" บ้าง ชื่อแรกแปลอย่างถอดความ หรือโดยพยัญชนะจากชื่ออังกฤษ หากรอบคอบในการคิดแล้ว ออกจะเสี่ยงให้งุนงงต่อคนช่างสงสัยไม่น้อย
นกแต้วแล้วธรรมดา : ศุภลักษณ์ กลับดี
"นางฟ้า" ทั้งคำไทยและคำอังกฤษ มี "เพศ" ยิ่งใช้คำว่า "นาง" (แนมแบบเนียนๆ อีกว่าแต่งงานแล้ว ถ้าเป็นนกแต้วแล้วสาวๆ ล่ะ?) ติดตัวมาด้วย แล้วอย่างนี้ไม่ชวนให้คิดหรือว่า นกแต้วแล้วชนิดนี้มีเฉพาะเพศเมียหรือไง ถ้าเป็นเช่นนั้น ป่านนี้คงสูญพันธุ์หมดแล้วมั้ง จะเรียกนกตัวผู้ว่า "นกแต้วแล้วนายฟ้า" พ่อแต้วฯ คงทำตาปะหลับปะเหลือกน่าดูนิ (ฮา) ส่วนชื่อสองว่า "หลากสี" ออกจะเก๋เท่ชวนให้จินตนาการ สื่อสีสันของนกแต้วแล้ว "นับสีบนตัวนกกันจะพบว่านกแต้วแล้วชนิดนี้เหมือนถูกละเลงด้วยเบญจรงค์บวกหนึ่ง คือ สีดำ แดง ฟ้า เขียว น้ำตาลอ่อน และน้ำตาลเข้ม คลับคล้ายคลับคลากับนกแต้วแล้วอีกชนิดที่มองเผินๆ แล้วเหมือนกันอย่างแพะกับแกะ (แต่ก็ไม่ใช่อยู่ดี!) คือ "นกแต้วแล้วธรรมดา" (Blue-winged Pitta)" ซึ่งสาเหตุที่ตั้งชื่อดาษๆ แบบนี้เพราะพบเห็นบ่อยสุดในบรรดานกแต้วแล้ว 13 ชนิดในบ้านเรา "ชื่อจึงสื่อนัยยะของความชุกในการพบเห็นนกในธรรมชาติ" ซึ่งเป็นหลักการตั้งชื่อนกประการหนึ่ง นอกนั้นชื่อนกอาจ "สื่อลักษณะเด่นของ "ชุดขน"" เช่น "นกแต้วหูยาว นกแต้วแล้วลาย นกแต้วแล้วสีน้ำเงิน นกแต้วแล้วอกเขียว" และ "นกแต้วแล้วท้องดำ" สื่อถึง ""รูปลักษณ์"" (jizz/gesture) เช่น นกแต้วแล้วยักษ์ ""ถิ่นอาศัยหรือพื้นที่การแพร่กระจายพันธุ์"" เช่น "นกแต้วแล้วป่าชายเลน"หรือ ""เป็นเกียรติแด่บุคคล"" (Eponym) อาทิ นักปักษีวิทยา กษัตริย์และราชสกุล ลูกเมียของเพื่อนหรือแม้แต่นายธนาคารก็เคยมี เช่น "Gurney"s Pitta" หรือ "นกแต้วแล้วท้องดำ" "บางชนิดสื่อนัยยะสองอย่างในชื่อเดียว" เช่น "นกแต้วแล้วเขียวเขมร นกแต้วแล้วแดงมลายู" บ่งบอกทั้งสีสันและถิ่นอาศัยด้วย (แม้อาจจะชี้นำให้เข้าใจผิดได้ว่านกอาศัยอยู่เฉพาะในเขมรและมลายูหรือ หากสื่อแนวคิดของคนตั้งชื่อว่ามองในมุมกว้างและห่างจากตัวตน เพราะในทางกลับกันก็ใช่ว่านกแต้วแล้ว 2 ชนิดนี้จะพบทั่วไปในบ้านเราหากจำกัดอยู่ตามแนวรอยต่อของประเทศข้างต้นเท่านั้น) หรือบ่งบอกสีสันและรูปลักษณ์ เช่น "นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำเงิน" และ "นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาล" เมื่อมีคู่คล้ายชวนให้สับสน ระหว่าง "Fairy Pitta" และ "นกแต้วแล้วธรรมดา" ชื่อที่จะเรียกหากันในวงการดูนกควรสื่อนัยยะชี้ชัดความแตกต่าง ไม่คลุมเครือ ใช้เปรียบเทียบระหว่างคู่คล้ายให้ชัดเจนและง่ายต่อการจำแนกชนิด แง่มุมหลักอย่างหนึ่งของการดูนกอย่างสนุกสนานท้าทาย"หากสังเกตภาพของนกแต้วแล้วสองชนิดนี้ที่หลากสีเหมือนกันไม่มีเพี้ยน จะเห็นความแตกต่างที่เด่นชัด 3 ประการ ได้แก่ คิ้ว ขนสีฟ้าหรือน้ำเงินบนปีก และสีน้ำตาลบนอกและท้อง"
คงต้องอดใจรอและร่วมลุ้นว่าบรรดากูรูในวงการปักษีวิทยาบ้านเรา ในนามคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลนกว่าจะขนานนามนกแต้วแล้วนางฟ้าหน้าใหม่ตัวนี้ว่าอะไรครับ
หน้า 21
 _________________

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:57 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 01/09/2009 2:35 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
ดูนกไต้หวัน (5)
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11495 มติชนรายวัน
นกเฉพาะถิ่นชนิดที่สามของเกาะไต้หวันเป็นนกเกาะคอนในสกุล "นกกะราง" (Laughingthrush)
ฟังจากชื่อก็คงพอจะเดาได้ว่าเป็นนกเจื้อยแจ้วเจี๊ยวจ๊าว ชื่ออังกฤษยิ่งตอกย้ำเสียงร้องของนก ที่แปลจากการประสมคำว่า นกเดินทางที่ชอบ "หัวร่อ" ซึ่งจริงๆ แล้วสื่อเสียงร้องก้องไพรของนกที่ต้องการสื่อสารระหว่างสมาชิกในฝูงนกกะราง ยามเคลื่อนที่ไปมาภายในป่าดง จะได้ไม่พลัดหลงจากกัน "นกกะราง" เป็นนกป่า นกดอย มักอาศัยในป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณไปจนถึงป่าดิบชื้นบนภูเขา ปกติจะได้ยินเสียงร้องดังเป็นพรวนยามที่เดินเข้าไปใกล้ ที่ไต้หวันมีนกกะรางหลายชนิด แต่ชนิดหนึ่งเดียวตัวนี้ ไม่พบที่ใดอีกแล้ว นอกจากบนเกาะสวรรค์แห่งนี้ เรียกว่า "นกกะรางเคราขาว" หรือ White-whiskered Laughingthrush ปกตินกป่านกดอยเช่นนกกะราง จะมีนิสัยปราดเปรียว กระโดดไปมาระหว่างกิ่งไม้ในพุ่มไม้รกชัฏ ค้นหาแมลงหรือสัตว์ขนาดเล็กกินเป็นอาหาร หาก "นกกะรางเคราขาว ที่กลุ่มดูนกพบพานหลายที่ทั้งที่ยอดภูเขาไต้เซาะซัว หรือที่เหอฮวนซัว ล้วนเชื่องต่อคน ไม่ตื่นกลัวเมื่อมีคนเข้าใกล้" เหมือนกับ "นกกะรางกระหม่อมแดง" บนยอดดอยอินทนนท์ไม่มีผิด ตอกย้ำที่ผมเคยยืนยันไว้แล้วว่า เมื่อคนไม่ล่า ไม่จับนกมาเลี้ยงในกรงขัง นกก็เชื่องและไว้เนื้อเชื่อใจต่อคน เรียกว่า "เลี้ยง" โดยไม่ต้อง "เลี้ยง" ต่างจากบางพื้นที่ในบ้านเรานี่แหละ แค่นกที่เกาะบนต้นไม้ หรือบินอยู่ พอเห็นนักดูนกยกกล้องส่องจะดูซะหน่อย นกตัวนั้นก็บินหนีหรือเปลี่ยนทิศในฉับพลัน เพราะนกคิดว่ามนุษย์คนนั้นกำลังจะยก "ปืน" จะยิงมันซะงั้น คิดแล้วน่าขายหน้านิ ขนาดนกยังไม่ไว้วางใจคนบ้านเราถึงขนาดนั้นเลยหรือ!!!
"นกกะรางเคราขาวเป็นนกขนาดกลาง จากจะงอยปากจรดปลายหางยาว 26-28 เซนติเมตร รูปลักษณ์ของนกกะรางทั่วไป คือ ปากค่อนข้างยาว คอสั้น ลำตัวเรียวต่อท้ายด้วยหางยาว ขายาวแข็งแรง สามารถเดินหรือกระโดดบนพื้นหรือไต่บนกิ่งไม้ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว" ใบหน้าแต้มเติมด้วยขนสีขาวลากยาวจากโคนปากจรดข้างคอ เสมือนเคราคน ลำตัวสีน้ำตาลแกมแดง ปีกสีเทาแต้มด้วยปื้นสีทองเป็นรูปแบบที่เหมือนกันระหว่างบนปีกและบนหาง ตัวผู้และตัวเมียเหมือนกัน ลูกนกก็คล้ายตัวเต็มวัย หากจะงอยปากสั้นกว่าและท่าทางเด๋อด๋ากว่า (ถ้าเคยเฝ้าสังเกตลูกนกยามออกจากรังแล้วคอยไล่ตามพ่อและแม่คงนึกได้) "ชื่อวิทยาศาสตร์ Garrulax morrisonianus แปลว่า นกจอมบ่น ค้นพบเป็นครั้งแรกบนยอดเขามอร์ริสัน (Mount Morrison) บนเกาะไต้หวัน จึงตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่สถานที่ตามหลัก toponym ที่เรียกว่าจอมบ่น โดยนัยเดียวกับคำว่ากะราง เพราะนิสัยของนกกะราง ยามเกาะกิ่งไม้พักผ่อน มักอยู่รวมกันเป็นฝูง ส่งเสียงร้องติดต่อกันทอดยาว เหมือนคนบ่นพึมพำงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์" หากเป็นพฤติกรรมกระชับความสัมพันธ์ภายในฝูง ที่ประกอบด้วยสมาชิกในครอบครัวเดียวกันแต่หลายรุ่นหลายครอก นกกะรางชนิดนี้พบเป็นนกสูง ส่วนใหญ่อาศัยบนภูเขา หากผลุบโผล่ไม่เลือกที่ เช่นที่เราส่องดูกันอย่างใกล้ชิด นกไม่กระมิดกระเมี้ยนซ่อนตัว บนลานจอดรถของยอดเขาไต้เซาะซัว เหตุหนึ่งเพราะว่านกรู้แล้วว่าคนไม่ล่า ไม่ทำร้าย แถมมีเศษอาหารทิ้งอยู่ในถังขยะ หรืออาจตกหล่นบนพื้น นกก็ใจกล้ากระโดดหย็องแหย็งออกมาจิกกินได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม นกก็ยังรักษาระยะระหว่างตัวนกและตัวคน เรียกว่ายังมีระยะระแวงภัยอยู่นั่นเอง
แม้ว่าถูกจัดให้เป็น "นกกินแมลง" แต่เมื่อใช้ชีวิตใกล้คน อาหารอื่นๆ มีให้เลือกมากมาย ทั้งเศษขนมปัง เมล็ดข้าว หรือเมล็ดพืชต่างๆ ตามธรรมชาติ นกก็กินด้วย เรียกว่าเอาตัวรอดได้ไม่ยาก ถ้าไม่ช่างเลือกในวิถีของตน เนื่องจากเป็นนกที่อาศัยในพุ่มไม้รก หรือดงหญ้า ยามทำรังวางไข่ นกจึงมีปีกสั้นไม่ให้กีดขวางยามกระโดดมุดหนีหายไปในร่องหรือช่องระหว่างใบไม้หรือกิ่งไม้ อาจดูเหมือนบินไม่แข็งแรงนัก จะร่อนถลาไปเรื่อยๆ และมักจะบินไปกันเป็นฝูง "ดังนั้นถ้าพบเห็นนกกะรางบินก็ควรใจเย็นเฝ้ารอเงียบๆ ยิ่งพบนกบินข้ามถนนก็ให้รอได้เลย มักจะมีนกตัวอื่นๆ ในฝูงบินตามออกมากันเป็นพรวน ชวนให้ส่องดูกันได้เต็มตา อิ่มใจไปอีกตัวครับ"
หมายเหตุ : กลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรีจัดงานสัมมนาประสาเหยี่ยว วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายนศกนี้ ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเหยี่ยวอพยพเพื่อต้อนรับเทศกาลดูเหยี่ยวอพยพ จ.ชุมพร เดือนตุลาคม อ่านรายละเอียดที่ www.thairaptorgroup.com งานนี้ฟรีครับ!
หน้า 21
 _________________

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:14 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 18/10/2009 4:54 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
ดูนกไต้หวัน (10)
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11544 มติชนรายวัน
Vinaceous Rosefinch
วันแรกบน "ไต้เซาะซัว" เผชิญภาวะแห้วซ้ำซ้อน (ฮา) เมื่อเดินทางมาถึงที่พักเป็นบ้านกลางป่าดิบเขาในบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ระดับ 2,275 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ตรงหลักกิโลเมตรที่ 43 ม่านฝนโปรยต้อนรับเราตลอดทั้งคืน จนใจนึกว่าพรุ่งนี้วันที่สองจะดูนกได้อย่างไร หากฝนยังโปรยอย่างนี้ อาจต้องลุ้นอีกแล้ว ว่าจะแห้วอีกไหม ธรรมดาของนกป่านกดอย ยามฝนตกมักจะหลบลี้หนีหน้าพาตัวหาที่กำบังความหนาวเย็นที่พัดพามากับเม็ดฝน แล้วอย่างนี้จะส่องเห็นได้ไง ต่อให้รู้หมายแม่นๆ แค่ไหน ถ้านกไม่ออกมาหากิน บินไปมาก็คงไม่ได้เห็นหรอก กระนั้นฟ้ายังคงปรานีพวกเรานักดูนกสิบชีวิต เช้าวันที่สองต้อนรับเราด้วยฟ้าสว่าง ปราศจากเมฆฝน อากาศบริสุทธิ์ไม่ปนเปื้อนด้วยมลพิษหรือฝุ่นควันในเมืองใหญ่ เสมือนเป็นผลพลอยได้ของการดูนก ต้องปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ (แทนที่จะดึงกระชากลากถูธรรมชาติเข้าหาตัว) แล้วถึงจะค้นพบธรรมชาติ ใจผมฟูขึ้นมาอีกด้วยความหวังว่าบรรดานกนานาชนิดที่อยากจะได้เห็นสักครั้งในชีวิต คงได้ออกมาเพ่นพ่านให้พวกเราได้ชมดูกันบ้าง
White-whiskered laughingthrush
หมายแรก คือ "ไก่ฟ้ามิกาโด" ที่ กม.47 แม้เราจะเดินทางด้วยรถบัสเล็กๆ ไต่เขาขึ้นไปบนถนนลาดยางอย่างดี แต่ใจนะถึงที่หมายไปแล้ว สายตาของแต่ละคนก็ส่องและควานหานกไปตลอดทาง ถนนลาดยางนั่นแหละ คือ เป้าหมาย เพราะนกกะราง เช่น นกกะรางคิ้วขาวชอบกระโดดออกมาหากินในที่โล่ง เช่น บนถนน แต่วาบแรกที่เราเห็นเป็นเฉดสีแดงจัดจ้านที่บินลงมาที่พื้นถนนแล้วผลุบหายเข้าไปในพงรกข้างทาง เมื่อรถหยุด เราเฝ้ารออย่างใจเย็น รู้ว่าถ้านกวางใจก็จะปรากฏตัวออกมาให้เห็นอีก คราวนี้ไม่แห้วแล้ว นกตัวเล็กๆ สีแดงสดเหมือนตกถังสี ตัวเท่านกกระจอก กระโดดอยู่บนพื้นถนน มือไวเท่าวาบคิด ยกกล้องส่องนกขึ้นแนบนัยน์ตา ในวงกลมที่มองผ่านเลนส์ออกไป "เจ้าแดงเด่น หัวกลม ตัวป้อมหางยาว มีคิ้วขาวยาวจากหัวตาจรดท้ายทอย บอกยี่ห้อตัวเองว่าเป็นจำพวกนกจาบปีกอ่อน" ที่ชอบบินลงพื้น จิกกินเมล็ดหญ้าร่วงหล่นบนพื้นหรือจากยอดหญ้า จะงอยปากรูปกรวยหนาทั้งปากบนและปากล่าง เหมาะสำหรับขบเมล็ดหญ้าให้แตกปริอย่างง่ายดาย เพื่อกินเนื้อใน "นกจาบปีกอ่อนชนิดนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของป่าดิบบนเขา แม้จะตัวเล็กแต่ทนหนาว ทนเย็นดีนัก มักพบตั้งแต่ 2,000 ถึง 3,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีชื่อว่า Vinaceous Rosefinch"
ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เพราะเริ่มต้นได้สมใจแต่เช้าเลยเชียว เพลินกับสีแดงบินได้อยู่นาน ข้างทางก็มี "นกกะรางเคราขาว หรือ White-whiskered Laughingthrush" บินข้ามถนน พากันทยอยบินตามๆ กันไปทีละตัว อันเป็นนิสัยของนกกะรางที่อยู่ร่วมกันเป็นฝูง หากพบตัวใด อดใจรอสักนิด มักจะมีพวกพ้องโผล่ออกมาให้ดูอีกหลายตัว เมื่อลงจากรถ เดินไปเรื่อยๆ ส่องหานกในพุ่มไม้หรือป่าข้างถนน "Spotted Nutcracker นกวงศ์กาแต่ตัวไม่ดำสมกา" เกาะบนกิ่งไม้แห้งอย่างเงียบ ผิดวิสัยนกยามเช้าที่ควรจะคึกคัก คงเป็นเพราะตัวเปียกปอนด้วยน้ำฝน รอเวลาให้ขนตามตัวแห้งผากเสียก่อนทริปนี้เรามีไก๊ด์ชาวไต้หวันนำทางเพื่อความสะดวกในการเดินทางต่างบ้านต่างเมือง เธอชื่อเจียเอิน หากเราเรียกแบบไทยๆ ว่าคุณมยุรา เพราะเธอมีผมยาวสยายประบ่า ดูแล้วสมชื่อ สมตัวไม่น้อย (อย่างน้อยก็ในมุมมองของเรา) หลังจากเพลิดเพลินกับนกข้างถนนอยู่นาน มยุราก็เร่งยิกๆ ว่าควรเดินทางต่อไปบนยอดเขาไต้เซาะซัว ยังมีนกอีกหลายชนิดรออยู่ เป็นอันว่าย้ายสนามส่องเพราะหวังน้ำบ่อหน้า แต่ไม่ผิดหวังแม้สักนิด เพราะมีนกมากจนพวกเรากระจัดกระจายอย่างกับผึ้งแตกรัง หรือเด็กอนุบาลไม่มีคุณครูคุมยังงั้นแหละ ต่างคนต่างก็เดินส่องนกไปเรื่อยๆ พอคนหนึ่งพบนกก็จะเดินมาตามคนอื่นๆ ไปดูด้วย เอื้อเฟื้อกันตามประสานักดูนก ส่วนนกจะยังอยู่ให้ส่องดูหรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ก็นกมีปีกนี่นิ! ที่ยอดเขามีทุ่งหญ้า มีดอกสีเหลืองบานสะพรั่ง ฝูง "Grey-headed Bullfinch" บินลงมาเกาะก้านหญ้า จิกกินช่อดอกอย่างเอร็ดอร่อย พวกเราก็ส่องดูอย่างอิ่มหนำสำราญ "ชนิดนี้ต้องเรียกว่านกจาบปีกอ่อนบึกบึน เพราะใส่คำในชื่อว่า bull เนื่องด้วยตัวอ้วนล่ำกว่าเจ้ากุหลาบแดง" จนเสียงหนึ่งตะโกนว่า Collared Bush Robin! หูผึ่งกันล่ะทีนี้ เพราะเป็นอีกหมายของนกเฉพาะถิ่นที่พวกเราอยากเห็นมากๆ ไว้จะแนะนำให้รู้จักสัปดาห์หน้านะครับ
หน้า 21
 _________________

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:31 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 02/11/2009 1:45 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
ดูนกไต้หวัน (12)
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันตร์ เกษรดอกบัว
วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11558 มติชนรายวัน
นกจาบปีกอ่อนแดงไต้หวัน
นกเด่นอีกหนึ่งชนิดของทริปไต้หวัน เป็น "นกจาบปีกอ่อน" ตัวแดงๆ ถ้ามองผาดปราดเดียวก็คลับคล้ายคลับคลานกจาบปีกอ่อนแดง (Scarlet Finch) ดาวเด่นบนดอยลางยามหนาว แต่เจ้าจาบเชื้อชาติไต้หวันตัวนี้ฉาบชาดด้วยเฉดนุ่มๆ ไม่ฉูดฉาดจัดจ้านเหมือนนกจาบปีกอ่อนแดงสัญชาติไทยล้านนา เพราะพบเฉพาะภาคเหนือนะซี แถมหายากอีกต่างหาก! ที่ว่าเฉดนุ่มๆ เพราะสีแดงบนตัวผู้ของเจ้าจาบตัวเท่ ตัวนี้ สีตัวแดงๆ ดั่งนำน้ำไวน์มาวาดไว้ทีเดียว จึงมีชื่อว่า Vinaceous Rosefinch เรียกทั้งย้ำ ทั้งซ้ำ ให้จำง่ายก็ไม่ปาน เพราะคำว่า vinaceous หมายถึงไวน์แดง ชวนให้วาบคิดถึงน้ำเมารสละเลียดลิ้น แถมด้วยคำว่า rose ในชื่อนกก็บ่งบอกสีกุหลาบแดงนุ่มๆ อีกด้วย "นกจาบปีกอ่อนแดงไต้หวัน" เป็นนกเฉพาะถิ่นขนาดเล็ก 13-16 ซม. รูปลักษณ์คล้ายนกกระจอก ที่บินตกถังไวน์! หัวกลมโต คอสั้น จะงอยปากรูปกรวย หนาที่โคนแล้วสอบเรียวแคบจรดปลายจะงอยปาก ปีกสั้นอันเป็นลักษณะร่วมของนกที่ไม่อพยพ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ปีกยาวๆ กระพือปีกนานๆ เพื่อเดินทางไกล
นกจาบปีกอ่อนตัวเมีย
หางยาว ท่อนขาแข็งแรง นิ้วตีน 4 นิ้ว ยื่นไปข้างหน้า 3 และนิ้วหลัง (นิ้วหัวแม่ตีน หรือ hindtoe) อีก 1 เหมาะสำหรับการเกาะกิ่งไม้หรือวัตถุที่สูงจากพื้น หรือย่ำเดินบนพื้นราบตามประสานกเกาะคอน (passerines หรือ oscines หรือ perching birds.. คำพ้องเยอะดีไหมครับ ถือว่าเรียนภาษาปักษีไปพร้อมกันนะ) ยามบินจะเด้งดึ๋งๆ กระดอนขึ้นลงคล้ายลูกคลื่น (undulating flight) ซึ่งนกไม่มากกลุ่มบินแบบนี้ เช่น นกหัวขวานจะงอยปากรูปกรวย (cone-shaped bill) เป็นลักษณะร่วมของนกกินธัญพืช (grainivore) กอปรด้วยเมล็ดพืชต่างๆ เช่น ข้าว ต้นหญ้าหรือแม้แต่ยอดอ่อนของต้นไม้ที่เพิ่งจะแทงยอดออกมา รูปทรงของจะงอยปาก ทำให้นกขบเปลือกแข็งของเมล็ดพืช เพื่อปลิ้นเนื้อเมล็ดข้างในออกมากินได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมเป็นตัวช่วยแม้แต่น้อย ส่วนหนาของจะงอยปากทำหน้าที่เสมือนเครื่องสีข้าวเปลือกกลายๆ น่ะแหละ แม้จะเป็นนกกินพืช อาจพานคิดว่าสีสันควรจะจืดชืดแต่จริงๆ แล้ว ในเมล็ดธัญพืชมีสารอาหารที่สำคัญมากในการสร้างสีของขนนก ทำให้นกมีสีสันฉูดฉาด สารสีในธัญพืชเหล่านี้ เรียกรวมๆ ว่า carotenoids เป็นสารต้นตอของสีเหลือง ส้มหรือแดงบาดตา ซึ่งนกผลิตขึ้นมาเองไม่ได้ภายในร่างกาย ไม่เหมือนกับ สีดำ สีเทา หรือสีน้ำตาล ที่เกิดขึ้นเม็ดสีเมลานิน (melanin pigment) ซึ่งนกหรือสัตว์ต่างๆ รวมทั้งมนุษย์ผลิตขึ้นมาสะสมในเส้นขนได้เอง "จัดเป็นนกสูง เพราะอาศัยอยู่บนภูเขา ตั้งแต่ 2,000 ถึง 3,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่ต้นไม้ใหญ่ของป่าดิบเขา ไม่อาจเติบโตได้เพราะภูมิอากาศหนาวเย็นตลอดปี หากจะพบไม้หลักไม้เด่นทนหนาว คือ ต้นสน ที่กระจัดกระจายกันแทงยอดสูงเสียดฟ้าเป็นหย่อมๆ ตลอดยอดและหุบเขาสลับกับพุ่มไม้ทนหนาวหย่อมเล็กๆ"
ตัวผู้และตัวเมีย สีสันต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่ารูปแบบลวดลายจะเหมือนกันแต่ตัวเมียจะมีขนสีน้ำตาล แทนที่จะเป็นสีแดงเนียนๆ ในตัวผู้ มักพบนกจาบไวน์แดงกระโดดบนพื้นเป็นคู่ๆ หรือเป็นฝูงเล็กๆ 3-5 ตัว ส่งเสียงร้องเรียกกันว่า ซิๆๆ .. ให้รู้ว่าคู่ของมันยังอยู่ข้างกาย เพื่อหาเมล็ดพืช หรือจิกดอกหญ้ากินข้างถนน ทำให้ไม่ยากที่จะหาตัว บวกกับสีสันน่ามองและรูปลักษณ์น่ารักแล้ว ทำให้การส่องดูนกเพลินได้เป็นนานสองนาน "นกจาบปีกอ่อนไม่ค่อยตื่นคนนัก ถ้านั่งนิ่งๆ ส่องดูเงียบๆ นกอาจวางใจ คลายความระวังภัยขยับเข้ามาหาเรื่อยๆ" เหมือนกลุ่มของเราในเช้าวันหนึ่งที่เฝ้ารอไก่ฟ้ามิกาโด นกจาบคู่หนึ่งบินลงมาจิกดอกหญ้ากินข้างถนน และกระเถิบๆ เข้ามาใกล้แบบไม่ต้องใช้กล้องดูนกส่องกันเลยทีเดียว แต่ถ้าบ้านไหน เมืองไหน (ประเทศสารขัณฑ์แถวเนี้ยทั้งที่รู้ว่าผิดกฏหมาย และไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ ไก่ เป็ดก็มีกิน ไม่ใช่หรือ) ที่ยังมีคนยิง คนล่า คนจับนกไปขังกรง ร้อยทั้งร้อยคงไม่มีนกป่าเชื่องๆ ให้ชื่นชมความน่ารักเช่นนี้หรอกครับ เพียงแค่ยกกล้องขึ้นจะส่องดู นกก็เปรียว ไม่มีความไว้วางใจคน บินหนีแทบจะทันทีที่เห็นคน คงเพราะนึกว่าคนจะยก "ปืน" ขึ้นส่องซะงั้น
"ถ้าพบพานคนดูนก ก็ลองถามดูก็ได้.. ฝากไว้ให้คิดครับ"
หน้า 21
 _________________

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 3:37 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 23/12/2009 10:43 am ชื่อกระทู้: |
|
|
นกอินทรี ของดีเมืองเพชร (3)
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32
ทุ่งนาบ้านหนองปลาไหล อ.เขาย้อย และบ้านบางจาก อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นแหล่งดูนกอินทรีแท้ขนาดใหญ่ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แต่ละปีในฤดูหนาว จะมีนกอินทรีแท้ จำนวน 4 ชนิด อพยพเข้ามาอาศัยที่ทุ่งนาแบบดั้งเดิมแห่งนี้ทุกปี ในวันหนึ่งๆ นักดูนกที่โชคดี อาจพบนกอินทรีทุกชนิดที่มีรายงานพบในประเทศไทย คือ นกอินทรีปีกลาย นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป นกอินทรีหัวไหล่ขาว และนกอินทรีเล็ก จุดดึงดูดให้บรรดานักล่าขาใหญ่เหล่านี้ คือ หนูนาอันอ้วนพีด้วยข้าวเปลือกของชาวนา ในฤดูเกี่ยวข้าว เมื่อชาวนาเมืองเพชรเกี่ยวข้าวแล้ว ข้าวเปลือกบางส่วนร่วงหล่นสู่พื้น สภาพทุ่งนาเปลี่ยนเป็นที่โล่ง จากเดิมที่มุดอยู่ในโพรงใต้ดิน หนูนาจะออกจากการหลบซ่อนตัวขึ้นมาเก็บกินข้าวเปลือก ทำให้นกอินทรีที่บินร่อนบนท้องฟ้า หรือรอเวลาเกาะคอนบนไม้ใหญ่ เช่น ต้นก้ามปูมองเห็นหนูนาได้ง่ายขึ้น เพียงรอเวลาอย่างใจเย็น ให้เปรียบเสมือน killing field สำหรับนกอินทรี ที่ล่าหนูนาเป็นอาหารหลัก
สมรภูมิเพื่อการเอาชีวิตรอดระหว่างนักล่าและผู้ถูกล่านี้ เป็นไปมานานนับหลายสิบปี เท่าที่สภาพทุ่งนาและการทำนาแบบดั้งเดิมของชาวเพชรทำมาแต่รุ่นก่อนๆ หากการล่านี้เป็นไปเพื่อความจำเป็นของชีวิต ที่ธรรมชาติกำหนดไว้ นกอินทรีมิได้ต้องการเบียดเบียนชีวิตหนูนา เพียงเพื่อความสนุก อยากจะล่าเล่นๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ คัดออก ของสมาชิกในประชากรหนูนาที่อ่อนแอ หรือพร่องซึ่งความระวังภัย อันเป็นวิวัฒนาการร่วมกันระหว่างนักล่าและผู้ถูกล่า ในมุมของชาวนา นกอินทรีทำหน้าที่เสมือนตัวควบคุมประชากรของหนูนา ศัตรูพืชตัวฉกาจ มิให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น นกอินทรีแท้ขนาดใหญ่ 1 ตัว สามารถกินหนูนาตัวเป้งๆ เช่น หนูท้องขาว หรือหนูนาใหญ่ ได้ 2-4 ตัวต่อวัน ตลอดฤดูหนาว กว่า 5-6 เดือน ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม (แม้ว่านกอินทรีบางตัวอพยพเข้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคม และอยู่ที่เมืองเพชรจนถึงเดือนเมษายน) ประมาณการได้ว่าหนูนากว่า 300 600 ตัวจะถูกกำจัดออกไปจากท้องทุ่งนาโดยนกอินทรี 1 ตัว ที่ทุ่งนาหนองปลาไหล-บางจาก แต่ละปี จากการสำรวจของกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี พบว่ามีนกอินทรีแท้ขนาดใหญ่ 3 ชนิด อาศัยอยู่และหากิน 15-20 ตัว ทุกปี
นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ปแย่งอาหารบนทุ่งนา ภาพ โดย คุณสมพงษ์ น่วมสวัสดิ์
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นแง่ประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ หรือการอนุรักษ์สัตว์ป่าหายาก (นกอินทรีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฏหมาย เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับนานาชาติ) ที่ถือว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติของทุกคน และเป็นมรดกของคนไทยทั้งหมด การเผยแพร่ สร้างความเข้าใจและตระหนักในคุณค่าของนกอินทรี และนกล่าเหยื่อที่มีต่อระบบนิเวศน์ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์และผลกระทบต่อชาวนาโดยตรง จึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งยวด หากต้องการอนุรักษ์นกนักล่าขนาดใหญ่ให้ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปในฐานะมรดกของคนรุ่นหลัง (และไม่ใช่สิ่งของของใครคนใดคนหนึ่งที่จะถือสิทธิ์ สักแต่ว่าเป็นคน นำพญานกเช่นนี้มากักขังในกรงหรือผูกขาไว้เป็นสัตว์เลี้ยง) ทางสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย กลุ่มนักดูนกในนามของ discoverythai.com และกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี จึงประสานความร่วมมือในด้านที่แต่ละฝ่ายถนัด จัดงานดูนกอินทรี ของดีเมืองเพชร (Eagle Day) ครั้งที่ 2 ในวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553 อีกทั้งเป็นนิมิตหมายอันดีที่ประชาชนชาวเพชร โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลาไหล ตั้งแต่ระดับผู้บริหารจรดสมาชิกในชุมชนเห็นความสำคัญ และสงสัยใคร่รู้มาแต่ปีที่แล้วว่า ทำไมในทุกฤดูหนาว ถึงมีคนต่างถิ่นต่างสำเนียง จาก กทม. แวะเวียนกันมาตั้งกล้องยาวๆ ส่องไปที่ทุ่งนาไกลโพ้น อยู่เนืองๆ มีทั้งคนไทย คนฝรั่ง บ้านเขามีของดีอะไรหรือ? ดังนั้น งานนี้จึงเป็นงานสานสามัคคีของชาวเพชรและนักดูนกต่างถิ่น ร่วมกันจัดงานเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับนกอินทรี ให้กับเยาวชน และสร้างตระหนักต่อคนทั่วไปว่าทำไมวิถีชีวิตของนกอินทรีของชาวเมืองเพชรจึงสอดประสานสอดคล้องไปด้วยกันได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เมื่อรู้ และเข้าใจว่าถิ่นตนมีของดีอะไร ความรักษ์และภูมิใจต่อถิ่นเกิดย่อมบังเกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็น ภายในงานจะมีนักดูนกอาสาสมัคร นำเยาวชนและผู้สนใจดูและสังเกตพฤติกรรมของนกอินทรีและบรรดาเหยี่ยวชนิดอื่นๆ ตั้งแต่เวลา 7-11.00 น. หากโชคดีอาจได้เห็นนกอินทรีตีกันลนทุ่งนา เป็นวิถีการศึกษาธรรมชาติที่ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ป่า เพราะสัตว์อาศัยอยู่ในสถานที่ที่มันควรจะอยู่ มนุษย์เช่นเราเป็นผู้สังเกตและเรียนรู้มิใช่เป็นการเห็นแก่ตัว พยายามฉุดกระชากลากถู ดึงธรรมชาติเข้าหาตัว นำสัตว์ป่ามาเป็นสัตว์เลี้ยง จนนักล่าสูญเสียความเป็นพญานก จริงไหมครับ.
หมายเหตุ : อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทาง และสถานที่จัดงานดูนกอินทรี ของดีเมืองเพชร 2553 ที่กระดานข่าว www.thairaptorgroup.com
หน้า 21
 _________________

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:19 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 11/01/2010 10:22 am ชื่อกระทู้: |
|
|
โหมโรง Eagle Day ของดีเมืองเพชร
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33
นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป ภาพโดย พันเอกณัฐพล เกิดชูชื่น
สัปดาห์นี้ขอคั่นรายการดูนกแดนมังกรไว้ก่อน เพาะ อยากจะลั่นกลองโหมโรงก่อนวันงานนกอินทรี ของดีเมืองเพชรอีกครั้ง วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม ศกนี้ครับ ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา พันเอกณัฐพล เกิดชูชื่น หรือพี่โด่งของน้องๆ ชาวคนรักเหยี่ยวอย่างแท้จริง ด้วยคติที่ว่า ไม่ซื้อ ไม่เลี้ยง ไม่ล่าแต่ศึกษาและเรียนรู้ด้วยการดู (นก) ในธรรมชาติ รายงานจากทุ่งนาบ้านหนองปลาไหล-บางจาก ปรากฏว่าหนูนาวิ่งกันพล่านบนท้องนา เพราะข้าวเปลือกจากการเก็บเกี่ยวบางส่วนร่วงหล่นลงบนพื้น ล่อให้สัตว์ฟันแทะสี่เท้า อาหารอันโอชะของนกอินทรีพากันมุดออกจากรู ขึ้นมาเพ่นพ่านล่อตาล่อใจขาใหญ่แห่งท้องทุ่งนกอินทรีกันเพียบ และภายในวันเดียวพบขาใหญ่ ทั้งนกอินทรีปีกลาย นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป และนกอินทรีหัวไหล่ขาว เหยื่ออยู่ที่ไหน นกอินทรีในฐานะผู้ล่าก็อยู่ที่นั่นแหละ!
จากการสำรวจร่วมกับบันทึกด้วยภาพถ่ายที่พี่โด่งอุตส่าห์ตากแดดกรำแสงกล้าตลอดทั้งวันไล่ตามบันทึกภาพนกอินทรีแต่ละตัว เป็นข้อมูลว่าในฤดูหนาวแต่ละปี มีนกอินทรีแท้ขนาดใหญ่ อพยพเข้ามาใช้พื้นที่นี้จำนวนกี่ตัวกันแน่ พบว่ามีนกอินทรีปีกลาย (อย่างน้อย) 10 ตัว นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป 4 ตัว และนกอินทรีหัวไหล่ขาว 2 ตัว สำหรับนกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป นับเป็นข่าวดี นกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ปเป็นนกอินทรีใหญ่ที่หายากที่สุดในสามชนิด แต่ปีนี้พบถึง 4 ตัว เป็นนกวัยเด็ก ปีแรก ที่เพิ่งจะออกจากไข่เมื่อฤดูร้อน ปีที่แล้ว หมายความอายุไม่เกิน 8 เดือนหรือยังไม่ถึงขวบ และอีกตัวที่อาวุโสกว่าหน่อย เป็นนกวัยรุ่นที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาสองปีแล้ว นับเป็นข้อมูลที่น่าใจชื่นขึ้นมาอีก เพราะแสดงว่านกวัยเด็ก ปีที่แล้วที่เคยมาอาศัยในบ้านเราบางตัวรอดชีวิตกลับไปแล้วอพยพกลับมาที่เดิมอีกครั้ง เพราะนกอพยพส่วนใหญ่มักจะผูกพันต่อถิ่นอาศัยเดิม (site fidelity) ทั้งในถิ่นเกิดในฤดูร้อนและบ้านในฤดูหนาว อีกทั้งบรรดาเด็กๆ อีก 3 ตัว บ่งชี้ว่าในถิ่นกำเนิดที่ภูมิภาคเอเชียกลาง ภาคตะวันตกของจีนและมองโกเลีย ยังคงมีพ่อและแม่นกที่สามารถผลิตลูกนกอินทรีได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะนกอินทรีแท้ขนาดใหญ่ 1 คู่ผสมพันธุ์ แม้ว่าจะออกไข่ 2 ใบ แต่ส่วนใหญ่จะมีลูกนกอินทรีเพียง 1 ตัวเท่านั้นที่รอดชีวิตจนเติบโตและแข็งแรงออกจากรังมาเผชิญโลกด้วยตนเองได้
นกอินทรีหัวไหล่ขาว ภาพโดย พันเอกณัฐพล เกิดชูชื่น
ส่วนเจ้าปีกลาย น้องนุชสุดท้องกลายเป็นนกอินทรีโหลที่สุด แต่ขึ้นชื่อว่านกอินทรียังไงก็น่าดูอยู่แล้ว เพราะแม้จะได้ชื่อว่าเป็นนกอินทรีที่มีจำนวนมากที่สุดในขาใหญ่สามชนิด แต่สถานภาพการอนุรักษ์ในระดับสากล กลับน่าเป็นห่วงมากกว่านกอินทรีทุ่งหญ้าสเต็ป เพราะทั่วโลก แม้ว่านกอินทรีปีกลายจะพบแพร่กระจายพันธุ์ในหลายทวีป ทั้งในยุโรป และเอเชียแต่เนื่องจากถูกล่า ถูกลักลอบจับมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง (กฏหมายไทยไม่อนุญาตให้จับนกอินทรีจากธรรมชาติมาเลี้ยง) และเข้าสู่วงการลักลอบซื้อขายสัตว์ป่า ทำให้ประชากรลดลงอย่างน่ากังวลว่ามีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ (Vulnerable) จากการประเมินของขององค์กรอนุรักษ์สากลพบว่าน่าจะมีประชากรของนกอินทรีปีกลาย ไม่เกิน 10,000 ตัวเท่านั้น แม้ตัวเลขจะดูเหมือนมาก แต่นกอินทรีเป็นนกอพยพ อพยพย้ายถิ่นฐานทุกปี ระหว่างบ้านฤดูร้อนและบ้านฤดูหนาวสองแห่ง ย่อมต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย ทั้งถูกล่า ถูกยิงที่ยังเป็นปัญหาในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย หลักฐานจากภาพถ่ายระบุว่าเหยี่ยวและนกอินทรีถูกยิงด้วยปืน จนขนปีก และขนหางขาดหลุดลุ่ยนับ 100 ตัว (ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย) และความอุดมสมบูรณ์ของอาหารโดยเฉพาะในถิ่นผสมพันธุ์ที่พ่อและแม่นกจะต้องล่าเหยื่อให้พอเพียงทั้งเพื่อตนเองและลูกนก (ทำให้นกอินทรีมักจะมีลูกนกรอดเพียงตัวเดียวต่อรัง) ถ้าปีใด เหยื่อ เช่น สัตว์ฟันแทะชนิดต่างๆ ลดจำนวนลงย่อมส่งผลต่อประชากรของนกอินทรีเป็นเงาตามตัวไปด้วย
แผ่นพับให้ความรู้
เชิญนะครับ ไปชมนกอินทรี ของดีเมืองเพชร ที่อบต.หนองปลาไหล ถือว่าเป็นความภูมิใจของชาวเพชรบุรี และของคนไทยทุกคนที่ให้แหล่งพักพิงในฤดูหนาวต่อนกอินทรี ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติของเราทุกคน เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กๆ ทั้งจากต่างถิ่นและในท้องที่ ในงาน จะมีนักดูนกพาชมภาพนกอินทรีและเหยี่ยวนานาชนิดด้วยกล้องส่องนก ท่ามกลางท้องทุ่งนาเคล้ากลิ่นหอมฟุ้งของรวงข้าว อีกทั้งมีแผ่นพับสี่สี เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับนกอินทรีและเหยี่ยวแจกอีกด้วย เสร็จจากดูนกอินทรีแล้ว ก็แวะไปชิมอาหารทะเลสดๆ ที่ชายหาดปึกเตียนหรือหาดเจ้าสำราญ จะได้ครบสูตร เที่ยวไป กินไป และลุ้นกันวันนั้นจะได้เห็นนกอินทรีกี่ตัว!
ชมบรรยากาศการดูนกอินทรีที่บ้านบางจาก-หนองปลาไหล ในรายการเนวิเกเตอร์ วันที่ 1 มกราคม ศกนี้ ตอนที่สองที่ลิงค์
Link
หมายเหตุ : แผนที่ไปงานนกอินทรีฯ ที่กระดานข่าว www.thairaptorgroup.com กระทู้โหมโรง Eagle Day
หน้า 21
 _________________

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:15 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 19/01/2010 1:25 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
ดูนกแดนมังกร (2) : The Crane Country
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33
ฝูงนกน้ำเหนือทะเลสาบผ่อหยาง
ธรรมชาติสร้างนกกระเรียนให้กับโลกไว้ 15 ชนิด แพร่กระจายพันธุ์ใน 5 ทวีป ได้แก่ ยุโรป เอเชีย อาฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกาเหนือ ไม่พบนกกระเรียนในทวีปอเมริกาใต้ หรือแอนตาร์กติกา วิถีของนกกระเรียนผูกพันกับพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น หนอง บึง ทะเลสาบหรือสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ แม้กระทั่งหนองน้ำเล็กๆ กลางทะเลทรายหรือโอเอซิส ก็เป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญยังชีวิตนกกระเรียนได้ ถ้าพื้นที่รอบข้างมีแต่เม็ดทราย นกกระเรียนใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นทั้งบ้านในฤดูผสมพันธุ์ เพื่อทำรังวางไข่และเลี้ยงดูลูกน้อย ในฤดูหนาวเป็นแหล่งหาอาหารหลักยามต้องอพยพหนีหนาวจากถิ่นเกิดที่ สภาพอาหารขาดแคลนเนื่องจากความหนาวเย็นหรือหิมะ ทวีปเอเชียถือเป็นสวรรค์ของนกกระเรียน มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์นกกระเรียนมากที่สุดในโลก จำนวน 8 ชนิด และทั้ง 8 ชนิดพบในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่นและถิ่นไซบีเรียของรัสเซีย เรียกว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออก (East Asia) ในจำนวนนี้ มี 7 ชนิดพบได้ในประเทศจีน ทวีปอาฟริกามีนกกระเรียน 6 ชนิด ทวีปอเมริกาเหนือและทวีปออสเตรเลีย อย่างละ 2 ชนิด
ปัจจุบัน ด้วยประชากรมนุษย์เพิ่มมากขึ้น วิถีของคนปรับเปลี่ยนธรรมชาติเพื่อตอบสนองความต้องการ และความจำเป็นของมนุษย์ จนพื้นที่ชุ่มน้ำลดลง ร่วมกับทัศนคติของคนต่อนกขนาดใหญ่เป็นแค่สัตว์ ที่มีฐานะต่ำกว่ามนุษย์ ล่าทำลาย ทำให้นกกระเรียน 9 ชนิดล้วนตกอยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ในจำนวน 7 ชนิดของนกกระเรียนที่พบในประเทศจีน มีถึง 5 ชนิดที่ล้วนมีประชากรทั้งโลกไม่เกิน 10,000 ตัว ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และมีโอกาสจะสูญพันธุ์ หากมนุษย์ไม่มีมาตรการอนุรักษ์ที่เหมาะสมในระยะเวลาอันสั้น หลักสำคัญของการอนุรักษ์นก ควรพุ่งไปที่การรักษาสภาพแวดล้อม เพื่อคงสภาพของถิ่นอาศัยที่เหมาะสมของสัตว์ป่า และลดการทำลายล้างด้วยการล่าและรบกวนการทำรังวางไข่ รวมทั้งการจับนกในธรรมชาติมาเป็นสัตว์เลี้ยง ทะเลสาบผ่อหยาง เป็นแหล่งอาศัยของนกกระเรียน 4 ชนิด และเป็นแหล่งอาศัยสำคัญแหล่งสุดท้ายของนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย ซึ่งเป็นนกกระเรียนที่หายากและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอันดับสองของโลก โดยนกกระเรียนขาวกระหม่อมแดง (Whooping Crane) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นนกกระเรียนที่หายากที่สุดในโลก ประชากรเหลืออยู่ไม่เกิน 400 ตัวในธรรมชาติเท่านั้น เรียกว่าจะสูญหายไปทั้งฝูงเมื่อไหร่ก็ได้
หงษ์
นอกจากเหนือจากนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย นกกระเรียนหัวขาว นกกระเรียนท้ายทอยขาวและนกกระเรียนพันธุ์ยุโรปที่พบได้ในประเทศจีน และที่ทะเลสาบผ่อหยาง ยังมีนกกระเรียนคอดำ (Black-necked Crane) และนกกระเรียนกระหม่อมแดง (Red-crowned Crane) อีกสองชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และจัดเป็นนกเฉพาะถิ่นของเอเชียตะวันออก เนื่องจากพบในจีน เกาหลีและญี่ปุ่นเท่านั้น แม้บางตัวอาจจะบินพลัดหลงไปเกาะไต้หวันบ้าง ในบรรดานกกระเรียนของจีนทั้งหมด นับว่านกกระเรียนกระหม่อมแดงหายากที่สุดในทวีปเอเชีย มีประชากรไม่เกิน 1700 ตัว อันดับสามรองลงมาคือ นกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย เหลืออยู่ทั่วโลกแค่ 3200 ตัว และนกกระเรียนท้ายทอยขาว และนกกระเรียนคอดำ ติดอันดับห้า และหกด้วยประชากร 6500 และ 9999 ตัวตามลำดับไม่มีสถานที่ใดในโลก ยกเว้นบนเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ที่จะพบนกกระเรียนอาศัยอยู่รวมกัน 4-5 ชนิด ทำให้ทะเลสาบผ่อหยาง เป็น hot spot ที่มีคุณค่าในแง่การอนุรักษ์นกกระเรียนในถิ่นอาศัยในฤดูหนาว และเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอันดับต้นๆ ของโลก ถ้าต้องการมาดูนกกระเรียนครบ 4 ชนิดภายในวันเดียว ก็คงต้องมาที่นี่ อีกทั้งนกกระเรียนเป็นนกน้ำขนาดใหญ่มาก อยู่ในกลุ่มนกที่ตัวสูงที่สุดในโลก ที่บินได้ การอนุรักษ์นกกระเรียนให้สำเร็จในระยะยาว จึงต้องอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่ของนกไปด้วย ทำให้นกน้ำชนิดอื่นๆ ที่อาศัยทะเลสาบหรือแหล่งน้ำที่พบนกกระเรียนได้รับการช่วยเหลือค้ำชู ให้มีที่อยู่ที่กินเป็นเงาตามตัว เรียกได้ว่านกกระเรียนเป็น umbrella species ที่เผื่อแผ่นกน้ำชนิดอื่น ในถิ่นอาศัยเดียวกัน ด้วยงบประมาณและแรงกายแรงใจเดียวกันก็ช่วยเหลือนกได้ทั้งฝูง

ที่ทะเลสาบผ่อหยาง จึงพบนกน้ำนับแสนตัวอพยพมาอาศัยร่วมกันกับนกกระเรียน 4 ชนิด กลายเป็นแรงดึงดูดนักดูนกจากทุกสารทิศ ต้องเดินทางมาดูนกในธรรมชาติที่ผ่อหยาง เนื่องจากนกน้ำบางชนิดเป็นนกน้ำหายากมากในประเทศไทย ในอดีตอาจจะเคยมีรายงานพบ เพียงตัวหรือสองตัวที่พลัดหลงเข้ามาในฤดูหนาว ดังนั้นฝูงนกน้ำนับพัน นับหมื่นตัวเป็นเรื่องปกติชินตาที่จะมองเห็นอยู่เบื้องหน้า เหนือทะเลสาบน้ำจืดอันกว้างใหญ่ไพศาล เช่น ผ่อหยาง นกน้ำหายากในเมืองไทย กลายเป็นนกดาษๆ ที่ผ่อหยาง เช่น ห่านคอขาว (Swan Goose) ห่านปากเทาสีชมพู (Greylag Goose) เป็ดเปียหน้าเขียว (Falcated Duck) นกชายเลนปากงอน (Pied Avocet) หรือหงส์ขาวปานปุยหิมะ เช่น หงส์ทุนดรา(Tundra Swan) ทำให้เช้าวันแรกของการดูนกที่ทะเลสาบผ่อหยาง ส่องนกน้ำเป็นแผงกันเพลินเลยละครับ.
หน้า 21
 _________________

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:12 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 26/01/2010 12:18 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
ดูนกแดนมังกร (3) : Birds of a Feather
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33
ฝูงนกน้ำ
เป็นแผง! คือความรู้สึกวาบแรก ในวันดูนกที่ทะเลสาบผ่อหยางอันหนาวเหน็บ เมื่อส่องกล้องกราดดูไปที่ขอบทะเลสาบไกลสุดลูกหูลูกตา แถบสีขาวสลับเทาทอดตัวยาวเหยียดนับร้อยเมตร ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง หรือวัตถุ man made ใดๆ หากเป็นนกน้ำนานาชนิด ลางชนิดหายาก ระดับคนดูนกน้อยราย จะได้ยลโฉมในเมืองไทย แถมจะมีโผล่มาให้ได้ชมกันก็น้อยตัว ระดับต่ำสิบหรือตัวเดียวโดดๆ แค่นี้ก็ทำให้นักดูนกไทยบางคนขากระตุกจนอยู่ไม่สุข ต้องซิ่งไปตามหาประสาทวิชเชอร์กันแล้วล่ะครับ .. ฮา ..จากการประเมินคร่าวๆ โดยประมาณ ในวันนั้น นกน้ำขนาดใหญ่เท่าที่พบ มีห่านเทาปากสีชมพู (Greylag Goose) 100 ตัว ห่านคอสีน้ำตาล (Bean Goose) 200 ตัว ห่านคอขาว (Swan Goose) 800 ตัว หงส์ขาว (Tundra Swan) 500 ตัว และนกปากช้อนหน้าขาว (Eurasian Spoonbill) 200 ตัว ยังไม่นับอีกหลายฝูงทยอยบินบนฟ้าเข้ามารวมฝูงกับพรรคพวกพี่น้องที่ทะเลสาบ แผงนกในวันนั้นเท่าที่พบ พบว่าแม้มองดูจะเป็นฝูงใหญ่แต่นกก็ยังแยกออกจากกันตามชนิดของตัว แถวแรกชิดขอบทะเลสาบ ยึดหัวหาดด้วยห่านตัวอวบๆ เช่น ห่านเทาปากสีชมพู ห่านคอสีน้ำตาลและห่านคอขาว แถวถัดเข้าไปเป็นนกชายเลนท้องดำ (Dunlin) นกชายเลนหายากอีกชนิดของบ้านเรา จะพบแต่ละครั้งต้องแคะจากฝูงนกชายเลนปากโค้ง (Curlew Sandpiper) คู่คล้าย จำนวนมากกว่ามากนัก สีเทาตุ่นๆ ของชุดขนนอกฤดูผสมพันธุ์หรือฤดูหนาวของนกชายเลนท้องดำ เรียงรายกระจายยาวเป็นเส้นตัดกับแถวที่สามเฉดสีคลาสสิค ดำขาวของนกชายเลนปากงอน แถมท้ายสุดด้านใน เป็นฝูงนกน้ำตัวโตที่มีรูปทรงปากพิสดารที่สุดชนิดหนึ่งในบรรดาโลกของนก คือ นกปากช้อนหน้าขาว ด้วยปลายจะงอยปากที่บานแผ่กว้างอย่างกับทัพพีแบนๆ ไว้ไซ้แซะ จับปลาหรือสัตว์ใต้น้ำ ในบ้านเรามีนกปากช้อน 2 ชนิด หน้าขาวและหน้าดำ ล้วนขึ้นชั้นกั้นยี่ห้อนกหายากทั้งสองชนิด
ส่องนก
ความอลังการประการหนึ่งของนกน้ำ คือ จำนวน ยามนกน้ำสีขาวบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นฝูง เสมือนแผ่นฟ้าแต้มเติมด้วยเกล็ดหิมะ แผ่นปีกกระพือสะบัดต้องแสงแดด เติมเต็มภาพอันอลังการยามนั้น เสมือนท้องฟ้ายามประกายดาวระยิบระยับ หรือยามที่นกรวมฝูง นับร้อยนับพันตัวบนน้ำ ใช้สันทราย หรือเนินดิน เป็นพื้นไว้พักผ่อน ไซ้ขนเมื่ออิ่มหนำกับอาหารในแต่ละวัน ภาพเหล่านี้บ่งบอกและตอกย้ำความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เอื้อเฟื้อสรรพสัตว์มานานนับพัน นับหมื่นปี ก่อนวัฒนธรรมมนุษย์จะเริ่มลงหลักปักฐานบนผืนโลกภาษิตฝรั่ง กล่าวไว้ว่า Birds of a feather flock together สื่อพฤติกรรมรวมฝูงของนกน้ำนานาชนิดที่ผ่อหยางอย่างชัดเจน การรวมฝูง (flocking) เป็นพฤติกรรมที่คัดสรรแล้วของธรรมชาติที่ สอน ให้นกรู้ว่ารวมกันเราอยู่ แยกกันอาจตายได้ เพราะนกน้ำเหล่านี้ ไม่มีอาวุธ เช่น จะงอยปากอันงองุ้มหรือ กรงเล็บอันแหลมคม เฉกเช่น นกล่าเหยื่อหรือนักล่า ที่จะไว้คอยป้องกันตนเอง หรือขับไล่ศัตรูผู้ล่าอื่นๆ การรวมฝูง จึงเป็นปรากฏการณ์เพื่อเอาชีวิตรอดในธรรมชาติ ที่ผู้อ่อนแอมักถูกคัดออกเสมอ หลายตาย่อมดีกว่าตาเดียว ยามนักล่า เช่น เหยี่ยว หรือนกอินทรี ย่างกรายเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ไร้ร่องรอย สายตาคู่ใดในฝูงนกน้ำเห็นก่อน จะส่งเสียงร้องเตือนสมาชิกอื่นๆ ให้ทราบว่ามีภัยกรายใกล้ตัวแล้ว ฝูงนกจะพากันบินขึ้นฟ้า ยามนี้ต่อให้นักล่าฝีมือฉกาจปานใด ก็ยังยำเกรงฝูงนกมหึมา ไม่อยากเข้าใกล้ คอยเฝ้ารอเลาะเลียบรอบๆ ชายขอบของฝูง เพื่อเลือกล่าตัวที่บินแตกฝูง นกน้ำมีความทนทานต่ออากาศหนาวเย็นมากกว่านกกลุ่มอื่นๆ เช่น นกเกาะคอนที่มีเสียงร้องเพราะๆ ทั้งที่ถิ่นอาศัยของนกน้ำ อยู่ในน้ำ แม้อากาศจะหนาวเย็นปานใด ถิ่นอาศัยบางที่ แผ่นน้ำทั้งผืนนั้นกลายเป็นน้ำแข็ง นกน้ำ เช่น นกเป็ดน้ำ ห่านหรือหงส์ ก็ยังอาศัยอยู่ได้ แม้นิ้วตีนที่เชื่อมติดกันด้วยพังผืด และแข้งจมอยู่ในน้ำเย็นยะเยียบ ใกล้ๆ จุดเยือกแข็ง การรวมฝูงจึงช่วยนกทั้งฝูงต่อสู้กับความหนาวเย็นของภูมิอากาศและแรงลมที่กระพือโหมให้หนาวยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไออุ่นจากความร้อนในตัวของนกแต่ละตัว ยามยืนเบียดเสียดแทรกกันเป็นฝูง เสมือนเป็น heater ชั้นดี ที่แผ่กระจายความร้อนไปที่สมาชิกในฝูงแต่ละตัว ช่วยนกตัวที่ไม่สมบูรณ์แข็งแรง อาจหาอาหารกินไม่มากพอจะสร้างแผ่นไขมันใต้ผิวหนังเสริมเป็นเสมือนเสื้อกันหนาวอีกชั้น อีกทั้งในฝูงยังเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนสื่อสารระหว่างพวกเดียวกันว่าในแต่ละวัน แต่ละตัวที่แยกย้ายกันไปหาอาหารตามแหล่งน้ำต่างๆ มีอาหารพอ และปลอดภัยหรือไม่ ในวันต่อๆ ไป นกตัวอื่นๆ จะได้พากันตามไปที่นั่นด้วย จึงพบเห็นฝูงนกด้วยเหตุนี้ครับ.
หน้า 21
 _________________

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 08/02/2010 12:11 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 08/02/2010 12:10 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
ดูนกแดนมังกร (5) : Hooded Crane
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน
ภาพ : James Parker
นกกระเรียนหัวขาว (Hooded Crane) เป็นนกกระเรียนเฉพาะถิ่นของทวีปเอเชีย เช่นเดียวกับนกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย (Siberian Crane) และนกกระเรียนท้ายทอยขาว (White-naped Crane) ที่อพยพย้ายถิ่นมาอาศัยที่ทะเลสาบผ่อหยางเป็นบ้านในฤดูหนาว ในบรรดานกกระเรียนของเอเชีย 8 ชนิด มีถึง 6 ชนิดที่มีสถานภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยนกกระเรียนหัวขาว ด้วยประชากรทั่วโลกมีเหลืออยู่ไม่เกิน 10000 ตัว จึงได้รับสถานภาพ มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ (Vulnerable) นกกระเรียนหัวขาวเป็นนกกระเรียน ขนาดกลาง ยามยืนสูงจากพื้นประมาณ 100 ซม. รูปลักษณ์แบบนกกระเรียนทั่วไป ด้วยปาก คอและขายาว ลำตัวใหญ่เรียงขยานกับพื้นดิน แต่ส่วนท้ายใหญ่ด้วยขนประดับจากโคนปีก แต่ส่วนหัวเรียวยาว ทำให้ดูไม่สง่างาม เพรียวสมส่วนเท่านกกระเรียนขนาดใหญ่กว่า เช่น นกกระเรียน[พันธุ์ไทย] (Sarus Crane) หรือนกกระเรียนท้ายทอยขาว ชุดขนสีเทาเข้มเกือบดำ ส่วนหัวและลำคอโดดเด่นด้วยขนสีขาวเกลี้ยงเกลา กระหม่อมสีเทาแต้มด้วยผิวหนังเปลือยไม่มีขน แต่มีสีแดงสด อันเป็นลักษณะร่วมของนกกระเรียนหลายชนิดในทวีปเอเชีย จะงอยปากสีอ่อน ขาและตีนดำ ตัวผู้และตัวเมียคล้ายกันจนจำแนกแยกจากกันไม่ได้ หากตัวผู้ตัวใหญ่กว่าเล็กน้อย จะสังเกตเห็นความแตกต่างของขนาดดังกล่าวก็ต่อเมื่อนกยืนอยู่เคียงกันเพื่อเปรียบเทียบ ลูกนกคล้ายตัวเต็มวัย แต่ส่วนหัวเปื้อนด้วยสีสนิมหรือสีน้ำตาลอ่อน และไม่มีหนังเปลือยสีแดงสดบนกระหม่อม จนเมื่อลูกนกพ้นวัยเด็กแล้วจึงจะมองเห็นชัดขึ้น ชื่ออังกฤษบ่งบอกรูปลักษณ์สูงโปร่ง คอยาวของนกกระเรียน ขนสีขาวครอบส่วนหัวเหมือนสวมหมวกคลุมศีรษะแบบไอ้โม่ง (Hood) ล้อชื่อวิทยาศาสตร์ Grus monacha แปลว่านกกระเรียน สวมหมวกคลุมส่วนหัว เลียนแบบการสวมใส่ผ้าคลุมศีรษะของนักบวชคริสต์ยุคกลาง คำว่า monacha (คำเพศเมีย) หรือ monachus (คำเพศผู้) เป็นรากศัพท์ของคำว่า monk ในปัจจุบัน หมายถึงโดดเดี่ยวหรือสันโดษ ส่วนคำว่า Grus แผลงมาจากภาษาละติน เลียนเสียงร้องของนกกระเรียนยามบินที่ร้องดังดั่งเสียงแตร ใช้สื่อสารระหว่างสมาชิกในครอบครัว หรือเมื่อรวมฝูงขนาดใหญ่ที่จะบินเหยียดหัวและขายาวยื่นเป็นเส้นตรง อันเป็นเอกลักษณ์ของรูปแบบการบินของนกกระเรียน
ภาพ : ประทีป บุญศรีราม
นกกระเรียนทุกชนิด ผูกพันกับพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น หนอง บึง ทะเลสาบ หาดเลนริมแม่น้ำหรือแม้แต่ทุ่งเกษตรกรรม เพราะนกกระเรียนกินได้ทั้งพืชและสัตว์ (omnivore) เช่น ข้าวเปลือกหรือเมล็ดธัญพืชอื่นๆ ยอด ลำหรือใบอ่อนๆ ของพืชน้ำ แมลง กุ้ง ปลาหรือกบ หาได้ง่ายๆ จากภูมิประเทศเหล่านี้ อีกทั้งผืนน้ำยังทำหน้าที่เป็นเสมือนปราการกั้นสัตว์ผู้ล่า ให้เข้าถึงตัวนกกระเรียนยากขึ้น หรือกว่าจะเข้าถึงตัวสมาชิกในฝูงอาจมองเห็นและส่งเสียงร้องดังเหมือนเสียงเป่าแตรเตือนพวกพ้อง ให้บินหนีลี้ภัยได้ทันการณ์ นกกระเรียนทำรังวางไข่ที่แถบไซบีเรียของประเทศรัสเซีย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ประชากรมากกว่า 80% อพยพหนีหนาวและความขาดแคลนอาหารยามพื้นที่ชุ่มน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ไปที่ประเทศญี่ปุ่น ประชากรส่วนน้อยที่เหลือ อพยพไปประเทศคาซัคสถาน อนุทวีปอินเดีย คาบสมุทรเกาหลี เกาะไต้หวัน และพื้นที่ชุ่มน้ำในภาคตะวันออกของจีน นกเริ่มจับคู่ผสมพันธุ์ในเดือนเมษายน สร้างรังคล้ายถาดขนาดใหญ่ ปากกว้างสานขัดกันด้วยลำต้นของพืชน้ำ หรือเปลือกไม้ยืนต้นเมืองหนาว ภายในก้นรังบุด้านในด้วยขนอุยของตนเอง รังมักตั้งอยู่กลางน้ำ แม่นกออกไข่ 2 ใบ และกกไข่เป็นตัวหลัก พ่อนกมีหน้าที่หาอาหารมาให้และสับเปลี่ยนหน้าที่ในบางครั้ง กว่าลูกนกจะโตจนแกร่งกล้าที่จะบินใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือนครึ่ง นับจาก 1 เดือนที่แม่นกทนุถนอมไข่จนฟักเป็นลูกนกกระเรียนตัวน้อย ในฤดูหนาวมักพบนกกระเรียนเดินหากินในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น ทุ่งนา ที่เมืองอิซูมิ บนเกาะคิวชิว ประเทศญี่ปุ่น นกกระเรียนหัวขาวจะจิกกินเมล็ดข้าวเปลือกที่ร่วงหล่นบนพื้น หลงเหลือจากการเก็บเกี่ยวของชาวนา จนรัฐบาลญี่ปุ่นหัวไว จัดทำเป็นแหล่งให้อาหาร (feeding station) ของนกกระเรียนในธรรมชาติ ควบคุมมิให้มีคนมาไล่ล่าหรือทำร้ายนนกกระเรียนที่อพยพมา ด้วยการบังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัด หว่านโปรยอาหารที่พบได้ในธรรมชาติ เช่น ข้าวเปลือก ไว้ให้อย่างสม่ำเสมอ จนปัจจุบันสถานที่ให้อาหารแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชมนกกระเรียนในธรรมชาติ เสมือน เลี้ยง โดยไม่ต้องเลี้ยงในกรงขัง อันเป็นแนวปฏิบัติแบบคนอยู่ได้ นกก็อยู่ได้ ไม่ต้องเบียดเบียนซึ่งกันและกัน และการณ์กลับกลายเป็นว่านกกระเรียนอพยพเหล่านี้เป็นต้นทุนทางธรรมชาติ เอื้อเฟื้อเกื้อหนุนชุมชนและเศรษฐกิจของเมือง ด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นกกระเรียนอพยพก็มีอาหารกินตลอดหนาว จนแข็งแรงบินกลับไปขยายพันธุ์ต่อและคงอยู่ให้มนุษย์ชื่นชม นับว่าเป็นแบบอย่างที่ควรเอาเยี่ยง มากกว่าจับนกจากป่าพรากนกจากธรรมชาติ มาขายและกักขังในกรงให้สัตว์ป่าทุกข์ทรมาน พานให้ทรัพยากรธรรมชาติของทุกคนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในที่สุด.
หน้า 21
 _________________

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YingeXtreme เมื่อ 18/02/2010 4:45 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 17/02/2010 8:59 am ชื่อกระทู้: |
|
|
ดูนกแดนมังกร (6) : นกกระสาขาว
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน
รังของนกกระสาขาว
ภาพ : Yuri Shipnev
ถ้าจะเปรียบเปรยโดยไม่นับจำนวนกันแล้ว นกกระสาขาว (Oriental Stork) ที่ทะเลสาบผ่อหยาง อาจกลายเป็นนกปากห่างไปก็ได้ ตลอดสองวันที่ตะลอนดูนกน้ำรอบทะเลสาบ นกกระสาขาวเป็นนกน้ำชนิดเดียวที่บินใกล้ บินนานและมากจำนวนให้เห็นได้ตลอด จนสมาชิกบางคนในทริปถึงกับเปรยว่านี่มันนกปากห่างชัดๆ หากพินิจชื่อชั้นลำดับความหายากกันแล้ว คงมีแต่ที่ผ่อหยาง และทะเลสาบใหญ่ๆในภาคตะวันออกของจีนเท่านี้แหละที่จะมีโอกาสได้เห็นนกกระสาขาวเรือนร้อยตัว บินร่อนลมร้อน หรือยืนโดดเดี่ยวอย่างสง่างาม กลายเป็นนกใหม่ตัวแรกของทริปให้พวกเราได้ส่องดูอย่างเป็นปลื้มไปตามๆ กัน ในบ้านเรา ประชากรของนกปากห่างเพิ่มจำนวนขึ้นมากในหลายปีที่ผ่านมา จนมากมาย นับกันไม่หวาดไหว เรือนแสนตัว ที่ใดมีหอยเชอร์รี่ ที่นั่นจะมีนกปากห่าง จนบัดนี้นกไม่อพยพย้ายถิ่นไปไหนอีกแล้ว กลายเป็นนกประจำถิ่น ก็อาหารอุดมสมบูรณ์ซะขนาดนั้น ในทางกลับกัน นกกระสาขาวเป็นนกน้ำหายาก ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทั่วโลกมีประชากรไม่เกิน 2500 ตัว จนถูกจัดสถานภาพการอนุรักษ์ ว่าใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) นกกระสาขาวเป็นนกน้ำขนาดใหญ่มาก ยาว 115 ซม. ขนาดและรูปลักษณ์ไล่เลี่ยกับนกกระเรียน หากจะงอยปากยาวและหนากว่า ตัวขาวสลับดำ จะงอยปากดำแต่ท่อนขาแดง บริเวณใบหน้ามีแถบหนังสีแดงพาดจากโคนปากจรดหัวตา ชุดขนของตัวผู้และตัวเมียเหมือนกัน ตัวเมียเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย ลูกนกคล้ายพ่อและแม่ แต่ขนคลุมบนปีกเปื้อนสีน้ำตาลและท่อนขาสีซีดกว่า
ภาพ : คุณสุภาพร เทียมวงศ์
นกกระสาขาว มีถิ่นผสมพันธุ์ที่รอยต่อระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีนและถิ่นไซบีเรียตะวันออก ในฤดูหนาวจะอพยพลงมาอาศัยที่ทะเลสาบขนาดใหญ่ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำใกล้แม่น้ำที่ภาคตะวันออกของจีน เช่น ทะเลสาบผ่อหยาง และทะเลสาบตงถิง อันเป็นถิ่นอาศัยที่สำคัญระดับโลก พื้นที่อื่นๆ ที่พบนกกระสาขาวในฤดูหนาวได้ แต่มีจำนวนน้อย เช่น คาบสมุทรเกาหลี ตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่นและเกาะไต้หวัน นกทำรังวางไข่บนต้นไม้สูง หรือแม้แต่เสาไฟฟ้า นกก็เคยใช้ รังคล้ายกระจาดขนาดใหญ่ เทินสูงด้วยกิ่งไม้และพืชน้ำแห้งๆ แม่นกวางไข่ 2- 6 ใบ ใช้เวลากกไข่ ประมาณ 1 เดือน แล้วลูกนกก็จะเดินตามพ่อและแม่หาอาหารกินบนพื้นที่ชุ่มน้ำใกล้รัง ซึ่งอาหารหลักจะเป็นสารพัดสัตว์น้ำ จำพวกปลา กบ ปู หอยหรือแม้แต่พืชน้ำก็กินได้ ชื่ออังกฤษบ่งบอกถิ่นอาศัยว่าเป็นนกกระสา พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ชื่อวิทยาศาสตร์ Ciconia boyciana แปลว่า นกกระสาที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติแด่นายโรเบิร์ต เฮนรี บอยซ์ ข้าราชการสหราชอาณาจักรในศตวรรษที่ 19 ซึ่งประจำการอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ คำว่า Ciconia มีรากศัพท์จากภาษาละตินของนกกระสาขาวพันธุ์ยุโรป (White Stork Ciconia ciconia) ที่ชาวยุโรปรู้จักมักคุ้นแต่สมัยโบราณ เนื่องจากทำรังวางไข่บนหลังบ้านเรือนหรือบน ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีและความรุ่งเรือง รวมทั้งการเกิดใหม่ ด้วยความเชื่อที่ว่านกกระสาเป็นสารถีนำเด็กเกิดใหม่จากเทวดามาให้ครอบครัวที่โชคดี นกกระสาขาวและนกกระสาขาวพันธุ์ยุโรป เป็นนกร่วมสกุลเดียวกัน ตำราปักษีวิทยาบางเล่มเคยจัดเป็นชนิดเดียว หากต่างพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะทางกายวิภาคที่แตกต่างกัน นกกระสาขาวมีแถบสีแดงที่หัวตาและจะงอยปากสีดำ ในขณะที่นกกระสาฝั่งยุโรปมีสีแดงสด รวมทั้งถิ่นผสมพันธุ์ของนกสองชนิดนี้ต่างกัน ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน (allopatric species) ตำราปักษีวิทยาในปัจจุบันจึงยกฐานะนกกระสาสองกลุ่มนี้เป็นชนิดโดยสมบูรณ์ (splitting) แต่อนาคตของนกกระสาขาวกลับริบหรี่ไม่เหมือนเพื่อนร่วมสกุลในยุโรป ที่ยังมีประชากรจำนวนมากถึง 500,000 ตัว ปัจจัยที่ทำให้นกกระสาขาวต้องประสบชะตากรรมกลายเป็นนกใกล้สูญพันธุ์ เพราะนกต้องใช้ต้นไม้ใหญ่ไว้ทำรัง วางไข่ ป่า แต่ชาวบ้านในถิ่นผสมพันธุ์อาจจะเผาป่า เพื่อนำไม้มาใช้ประโยชน์ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นแหล่งอาหาร ถูกทำลายหรือเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่เกษตรกรรม หรือถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อน ทำให้ประชากรของนกกระสาขาวเพิ่มจำนวนไม่ทันกับอัตราการสูญเสียตามธรรมชาติในแต่ละปี บวกกับนกขนาดใหญ่เช่นนี้เป็นเป้าลองปืนของคนบนเส้นทางอพยพ ที่อาจจะยิงเล่น หรือจับมาขายเพื่อเลี้ยงในสวนสัตว์ก็ยิ่งทำให้สูญเสียนกตัวเต็มวัย ไปจากประชากรในธรรมชาติ ตัดโอกาสที่จะผลิตลูกนกมาทดแทนประชากรที่กำลังลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ จนใกล้สูญพันธุ์เช่นเดียวกับนกน้ำอีกหลายชนิดทั่วโลก.
หน้า 21
 _________________
 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 22/02/2010 2:06 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
ดูนกแดนมังกร 7 : ห่านเทาปากสีชมพู
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน
ภาพ : คุณสุภาพร เทียมวงศ์
ในบรรดานกน้ำจำพวกปากและตีนแบน ขนาดใหญ่และทนหนาว มีอยู่สองกลุ่ม คือ ห่าน และหงส์ ที่ทะเลสาบผ่อหยาง เป็นบ้านหน้าหนาวของห่านเทาปากสีชมพู (Greylag Goose Anser anser) ซึ่งเป็นห่านป่าที่มีชุดขนสีเทาในสกุล Anser ชนิดแรกที่โลกรู้จัก (ผ่านนักปักษีวิทยา) จากจำนวนทั้งหมด 10 ชนิดในสกุลนี้ซึ่งมีลักษณะร่วม คือ ห่านขนาดใหญ่ ชุดขนสีเทา ดำ และขาว แถมสีสันของจะงอยปากสดใสน่ามอง โดดเด่นไม่เหมือนเพื่อนร่วมสกุลที่จะงอยปากจะเป็นสีดำหรือไม่ก็สีเหลือง รูปลักษณ์ของห่านป่าสีเทา จะเหมือนส่วนหน้าเพรียวแต่ช่วงท้ายอวบ ด้วยคอยาวเรียว รับกับจะงอยปากแบนได้รูปแต่พอมองลงมาทางลำตัว ต้องสะดุดตาด้วยตัวหนาบึกบึน ท่อนขาหนาล่ำแข็งแรง ช่วยให้ห่านป่าเดินทะมัดทะแมงอาดๆ บนพื้นดิน เคลื่อนไหวบนผิวน้ำก็คล่อง ด้วยตีนมีพังผืดเชื่อมระหว่างนิ้ว 3 นิ้ว ทำหน้าเสมือนพายพุ้ยน้ำ เสียแต่ว่าดำน้ำไม่ได้อย่างนกเป็ดน้ำเท่านั้นเอง ไม่เช่นนั้นเป็นอันครบสูตร ฟ้า ดินและใต้น้ำ เพราะหากพูดถึงประสิทธิภาพการบินแล้ว ห่านป่ายังเรียกได้ว่าเป็นนกที่บินเก่งที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ละตัวบินสูงหลายกิโลเมตร เช่น ห่านหัวลาย บินสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกกันได้เหนือเทือกเขาหิมาลัย เอกลักษณ์ของฝูงห่านป่ายามบินอพยพ จะรวมตัวกันเรียงแถวตอนสอง ให้หัวหน้าฝูงบินนำหน้า โดยหัวขบวนคือหัวตัววี ส่งเสียงร้องดังได้ยินแต่ไกล ซึ่งเป็นวิธีติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกในฝูง รูปแบบการบินของห่านป่าจะเหมือนนกเป็ดน้ำตามประสานักบินทรหด ด้วยปีกยาวแต่แคบเรียวที่ปลายปีก ทำให้การกระพือปีกแต่ละครั้งเกิดแรงต้านลมน้อยกว่านกที่มีปีกยาวและกว้าง เช่น นกอินทรี หรือนกกระสา จึงร่อนลมร้อนพยุงตัวโดยไม่ต้องกระพือปีกให้เมื่อยเปล่า หากเป็ดและห่านต้องบินกระพือปีกอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา แม้จะร่อนลมเพื่อพักปีกไม่ได้ เพราะปีกแคบแต่แรงส่งขณะบินไปข้างหน้าได้เร็ว เนื่องจากแรงต้านน้อยกว่านกที่มีปีกกว้าง ชื่อไทยของห่านเทาปากสีชมพู บ่งบอกลักษณะของชุดขน และสีเด่นของจะงอยปาก ชื่ออังกฤษ คำว่า goose แผลงมาจากคำในภาษาอารยันว่า Gha ที่น่าจะเลียนกิริยาการอ้าปากหรือหาว ยามที่ห่านส่งเสียงร้องดัง ส่วนคำว่า greylag (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน เขียนว่า graylag) หมายถึง (ห่าน) เทาที่ คาดเดา (เพราะไม่มีหลักฐานตราไว้ แต่อนุมานจากความหมายของคำและพฤติกรรมของห่าน) ว่าเดินทางอพยพล่าช้ากว่าห่านป่าชนิดอื่น ชื่อวิทยาศาสตร์ มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน แปลว่า ห่าน แถมย้ำด้วยการใช้คำซ้ำทั้งชื่อสกุลและชื่อชนิด ด้วยห่านเทาปากสีชมพู เป็นต้นตระกูลของห่านบ้านหรือห่านเลี้ยงทั่วโลก
ภาพ : คุณสมิทธิ์ สุติบุตร์
ห่านเทาเป็นห่านโลกเก่า พบแพร่กระจายพันธุ์ตั้งแต่ทวีปเอเชียด้าน ทิศตะวันออก จรดทวีปยุโรป บนเกาะอังกฤษและไอซ์แลนด์ ด้านทิศตะวันตกและทวีปอาฟริกาด้านทิศใต้ อพยพย้ายถิ่นในฤดูหนาวเพื่อลงใต้จากถิ่นผสมพันธุ์ที่ไซบีเรียตรงกึ่งกลางทวีปเอเชีย ลงมาที่เขตอบอุ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่นและเทือกเขาหิมาลัย และภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วนประชากรในทวีปยุโรป ทำรังวางไข่ในสแกนดิเนเวียและยุโรปตะวันออก แล้วอพยพทางทิศตะวันตก ไปที่สเปนและโปรตุเกสในยุโรปใต้และอาฟริกาเหนือ ชุดขนสีเทาเข้มที่ส่วนหัวและบนหลัง ช่วงล่างของลำตัวสีขาวตุ่นๆ ที่สะดุดตาและแปลกไปจากห่านเทาอื่นๆ คือ จะงอยปากและท่อนขาสีชมพู ที่แปลกกว่าใครเพื่อน ตัวผู้และตัวเมียเหมือนกัน แต่ตัวเมียเล็กกว่า วางไข่บนพื้น ทำรังแบบลวกๆ จากรอยบุ๋มของพื้นดิน แล้วนำเศษหญ้าหรือพืชน้ำมาทับกันเป็นขอบรัง รังอาจอยู่บนพื้นดินใกล้ป่าละเมาะหรือเนินดินกลางบึง หนองน้ำ หรือทะเลสาบ ประสาเป็ดและห่าน ลูกห่านจะเดินตามพ่อและแม่ต้อยๆ ได้ตั้งแต่ฟักออกจากไข่ ว่ายน้ำตามพ่อแม่ได้สบายๆ ปกติห่านป่าเป็นสัตว์กินพืช จะเดินท่องน่องจิกกินต้นหญ้าหรือรากไม้บนพื้นดิน ทำให้ห่านจะต้องกินบ่อย เพื่อเอาปริมาณ ด้วยอาหารมีคุณค่าทางโปรตีนต่ำ ด้วยเหตุนี้มักพบห่านเทาหากินบนพื้นดินหรือทุ่งนา หรือทุ่งเกษตรกรรมเพาะปลูกธัญพืช แหล่งหากินหลักของห่านป่าในฤดูหนาว แต่ยามจะพักผ่อนหรือหลับนอน ห่านจะรวมฝูงกันนับร้อย นับพันตัวเหนือน้ำตื้นๆ หรือบนเนินดินกลางทะเลสาบ หรือแม่น้ำ ซึ่งจะปลอดภัยจากภัยจากสัตว์ผู้ล่าหรือแม้แต่มนุษย์ ห่านเทาปากสีชมพูเป็นนกหายากมากชนิดหนึ่งในเมืองไทย รายงานในอดีตพบที่แม่น้ำโขง จ.เชียงราย เนื่องเพราะห่านป่าเป็นนกทนหนาวและสัตว์รวมฝูง จึงไม่ใคร่อพยพลงมาถึงเขตร้อนเช่น ประเทศไทย ยกเว้นบางตัวพลัดหลงและงงทิศทางจนมาโผล่โชว์ตัว เช่น ในบ้านเรา ทำให้วงการดูนกตื่นเต้นจนต้องตามไปดูตามประสานักดูนก แม้แต่จะเป็นแค่ห่านตัวเดียวก็ตาม.
หน้า 21
 _________________
 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 04/03/2010 10:34 am ชื่อกระทู้: |
|
|
ดูนกแดนมังกร 8 : ห่านคอขาว
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน
ภาพ : คุณสมิทธิ์ สุติบุตร์
ห่านคอขาว (Swan Goose Anser cygnoides) เป็นห่านป่าสีเทาในสกุล Anser อีกชนิดที่พบเหนือทะเลสาบผ่อหยาง วันนั้นนับได้กว่า 800 ตัว จำนวนมากที่สุดในบรรดาฝูงหงส์และห่านป่า เกาะกลุ่มรวมกันท้าลมหนาวกลางทะเลสาบ ห่านคอขาวเป็นห่านป่าเฉพาะถิ่นของเอเชีย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกในประเทศจีนเป็นแหล่งผสมพันธุ์ ทำรังวางไข่ที่มีอาณาเขตมากที่สุดของห่านคอขาว ในฤดูร้อนมีถิ่นอาศัยกระจายอยู่ตามรอยตะเข็บของถิ่นไซบีเรีย มองโกเลีย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ประชากรอีกกลุ่มเล็กๆ พบที่ประเทศคาซัคสถาน ในฤดูหนาว อพยพย้ายถิ่นมาอาศัยที่ภาคตะวันออกของจีน และคาบสมุทรเกาหลี โดยทะเลสาบและแม่น้ำขนาดใหญ่ ในประเทศจีน เช่น ทะเลสาบผ่อหยางเป็นแหล่งอาศัยในฤดูหนาวที่สำคัญระดับโลก จากการสำรวจประชากรรอบทะเลสาบผ่อหยาง พบว่ามีห่านคอขาวถึงกว่า 60,000 ตัว 800 ตัวที่เห็นกันวันนั้น ก็แค่กระผีกเดียวของประชากรทั่วโลกกว่า 80,000 ตัว ในประเทศไทย ห่านคอขาวเป็นนกหายากมาก มีรายงานพลัดหลงที่แม่น้ำโขง จ.เชียงราย ด้วยถิ่นอาศัยเดิม ถูกเปลี่ยนเป็นแหล่งกสิกรรม และพื้นที่ชุ่มน้ำโดยเฉพาะในฤดูหนาวหดหายไปเรื่อยๆ จากภาวะแห้งแล้ง จนน้ำในหนอง บึงหรือทะเลสาบแห้งขอด หรือการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ ทำให้ประชากรของห่านคอขาวลดจำนวนลง จน มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์(Vulnerable) เนื่องจากก่อนที่จะอพยพถึงถิ่นอาศัยในฤดูหนาว ห่านป่าและนกเป็ดน้ำ จะต้องผลัดขนเก่าทั้งขนปีกสำหรับบินและขนลำตัวที่ผ่านทำงาน ตากแดดกรำฝนอย่างสมบุกสมบันทิ้ง เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคในการบินระยะไกล และต้องรอขนชุดใหม่ที่กำลังงอกขึ้นมา ช่วงนี้แหละเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของชีวิต กลายสภาพเป็นเป็ดและห่านที่บินไม่ได้ ดังนั้นพื้นที่ชุ่มน้ำตามรายทางอพยพที่เป็นแหล่งแวะพักระหว่างการอพยพ (Staging areas) จึงสำคัญอย่างมากต่อนกน้ำอพยพนานาชนิด รวมไปถึงนกชายเลนด้วย เพราะเอื้อเฟื้อทั้งอาหาร ไว้เติมพลังงานสะสมเพื่อการเดินทางไกล และเป็นแหล่งหลบภัยยามสูญเสียวิธีเอาชีวิตรอดด้วยการบินหนี กลายเป็นเป็ดง่อย ห่านง่อยไปซะแล้ว ต่อให้ในถิ่นผสมพันธุ์ ห่านหรือนกต่างๆ ผลิตลูกหลานมากเท่าไหร่ แต่ถ้ามาเผชิญกับอุปสรรคระหว่างทาง เช่น อดอาหาร ถูกยิง ถูกล่า หรือถิ่นอาศัยที่เอื้อให้นกมีแรงเดินทางต้องสาบสูญไป ต่อให้มีมากเท่าไหร่ก็คงไม่รอดเหลือให้เห็นได้ตลอดไปเพราะปัจจัยเสริมให้สูญเสียเพิ่มมากขึ้น รังแต่จะทำให้ประชากรลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถิ่นอาศัยทั้งในฤดูร้อน ฤดูหนาวและเส้นทางอพยพระหว่างทางล้วนมีความสำคัญต่อวงจรชีวิตของนกอพยพไม่ย่อหย่อนไปกว่ากัน
ภาพ : คุณสมิทธิ์ สุติบุตร์
ชื่อไทยบ่งบอกลักษณะเด่นของส่วนคอสีขาวที่ต่างจากห่านป่าเทาชนิดอื่นๆ ชื่อไทยอังกฤษสื่อรูปลักษณ์และขนาดที่คล้ายหงส์ ซึ่งสอดคล้องกับชื่อวิทยาศาสตร์ Anser cygnoides แปลว่าห่านป่าสีเทาที่คล้ายหงส์ (swan) ในบรรดาห่านป่าเทา 10 ชนิดทั่วโลก ห่านคอขาวเด่นด้วยขนสีขาวตลอดแนวลำคอตัดกับกระหม่อมและด้านท้ายของลำคอสีดำสนิทเป็นเอกลักษณ์ จะงอยปากแบนสีดำมะเมื่อม และยาว หน้าผากจึงลาดราบจรดปลาย ไม่โหนกนูนเหมือนห่านป่าเทาชนิดอื่นๆ ทำให้ส่วนหัวคล้ายกับหงส์ อีกทั้งตัวใหญ่ที่สุดในบรรดาห่านป่าสีเทา ขนาด 81-94 ซม. ตัวผู้และตัวเมีย มีชุดขนเหมือนกัน แต่ตัวผู้ใหญ่กว่าตัวเมีย ลูกห่านที่ผลัดขนอุยที่ติดตัวมาแต่แรกฟักออกจากไข่ทิ้งไปแล้ว จะคล้ายพ่อและแม่ หากขนสีดำจะจืดชืดกว่า แหล่งอาศัยในฤดูร้อนสำหรับทำรังวางไข่ คือ พื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น หนอง บึงหรือทะเลสาบกลางทุ่งหญ้าสเต็ป มีต้นหญ้าเตี้ยๆ ขึ้นเป็นแผงพาดผ่านแผ่นดินดั่งพรมผืนใหญ่เขียวขจี บนทุ่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาหรือทะเลสาบน้ำจืดท่ามกลางหุบเขาสูง ห่านเป็นสัตว์กินหญ้าเป็นหลัก เดินแทะเล็มใบหญ้ากินแทบจะตลอดทั้งวัน ทุ่งหญ้าสเต็ปจึงเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญมากของห่านป่าหลายชนิดในฤดูผสมพันธุ์ และระยะเวลากลางวันในเขตอบอุ่น เช่น ทุ่งหญ้าสเต็ปที่ไซบีเรียและมองโกเลียจะยาวนานกว่าเวลากลางคืน ทำให้ห่านป่ามีเวลากินอย่างเหลือเฟือ อันเป็นนิสัยติดตัวห่านป่าที่หลายชนิดกลายมาเป็นห่านเลี้ยงมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ที่มีต้นตอจากการเลี้ยงในประเทศจีน บางครั้งจึงเรียกว่า Chinese Goose แต่ห่านเลี้ยงหรือห่านบ้านจะอุ้ยอ้าย อ้วนท้วนผิดรูปลักษณ์ห่านป่า ด้วยโคตรเหง้าเหล่าห่านถูกเลี้ยงจนเชื่อง ไม่ต้องบินอพยพ ห่านบ้านจะก้นย้อย อุดมด้วยไขมันเพราะได้แต่กิน หากบินไม่ได้ ถ้าก้นแบนราบ ปลอดจากไขมันสะสมจะพบในห่านป่าหรือห่าน (บน) ฟ้าของแท้ ไม่ใช่แค่ห่านดินกินหญ้าครับ!.
หน้า 21
 _________________
 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 09/03/2010 2:10 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
ดูนกแดนมังกร (9) : The Hill of Heaven
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน
นกติ๊ดหัวแดง
วันแรกของทริปนกกระเรียนเหิน สมหมายสมใจได้เห็นนกกระเรียนหัวขาว นกกระเรียนชนิดแรก ของทริปที่วาดหวังไว้ว่าน่าจะได้เห็น 4 ชนิดที่ทะเลสาบผ่อหยางแห่งนี้ แม้มื้อกลางวันจะล่าช้าไปกว่า 2 ชั่วโมงแต่ทุกคนในทริปก็อิ่มอกอิมใจกับครอบครัวนกกระเรียนกันแล้วและคงโล่งใจว่าได้กินข้าวซะที (ฮา) ไม่งั้นจะกลายเป็นกลืนน้ำลายลงคอ ด้วยประกาศกร้าวกันไว้ก่อนแล้วว่า no crane no lunch! เกริ่นไว้แล้วว่าข้างจุดดูนกกระเรียนริมทะเลสาบมีแนบเนินดินทอดตัวตามยาว ปกคลุมด้วยต้นไม้ที่มีลูกไม้และพุ่มไม้รก เป็นแหล่งหลบลมแรง และศัตรูผู้ล่าของนกตัวเล็กๆ ท่ามกลางทุ่งหญ้าโล่งโจ้งและทะเลสาบ ยามคร้านจากนกน้ำนานาชนิด ทั้งหงส์ หรือห่าน พวกเราก็เบือนหน้า หันกล้องมาส่องดูนกเกาะคอนตัวเล็กๆ ก็เพลินได้ไม่แพ้กัน สมาชิกในทริป เปรยเล่นๆ เรียกเนินดินกลางทุ่งโล่งนี้ว่า โคกสวรรค์ ตามภาษาถิ่นอีสาน และมีนกจำนวนมากหลายชนิด นับเป็นสวรรค์ของนักดูนกไม่ผิดแม้แต่น้อย นกแต่ละกลุ่ม แต่ละสกุล จะมีถิ่นอาศัยเฉพาะเจาะจงของตนเอง ตามประสานิสัยและประเภทของอาหารที่มีให้กิน เช่น นกกระเรียน หงส์และห่าน เป็นนกน้ำย่อมพบในทะเลสาบ ไก่ฟ้าหากินบนดินในทุ่งหญ้าข้างทะเลสาบ หากยามหลบภัย ย่อมมุดหมอบตัวในพงรกซุกซ่อนตัว นกเกาะคอนตัวเล็ก (เมื่อเทียบกับตัวใหญ่ๆ ข้างต้น) เช่น นกเดินดง นกจาบปีกอ่อน นกติ๊ด นกเอี้ยง แรงน้อยกว่า จะบินหนีอย่างฉับพลันทันทีก็ใช่ที่ บินสั้นๆ ต้องหาพงรกพุ่มหนาไว้อำพรางกาย โคกสวรรค์กลางทุ่งโล่งจึงชุกชุมด้วยนกนี้แล อันเป็นวิธีดูนกประการหนึ่ง ที่เรียกว่า birding by habitat ดูนกด้วยประเภทของถิ่นอาศัยที่จำแนกแบ่งกลุ่มของนกให้อย่างกว้างๆ
นกปากนกแก้วหัวส้ม
ภาพ โดยนายแพทย์วิโรจน์ องค์อนันต์คุณ
ประสาดูนกต่างถิ่น ต่างแดน นกธรรมดาๆ หรือนกหาง่ายทั่วไป ดาษๆ ของบ้านเขาก็สร้างความตื่นเต้นตูมตามได้ไม่ยาก บางชนิดหายากในบ้านเรา กว่าจะได้เห็นตัว อาจจะเป็นห้าปี สิบปี บินพลัดหลงมาให้ยลแค่ชั่วครั้ง บางคราว และใช่ว่าทุกคนจะได้เห็นแม้จะแล่นแจ้นไปตามจิกนกใหม่ ตามหมายก็ตาม ตัวเด่นของของโคกสวรรค์แห่งนี้ เป็นนกเกาะคอนตัวจิ๋ว ที่รูปทรงของจะงอยปากประหลาดกว่าใครเพื่อน นามว่านกปากนกแก้วหัวส้ม (Vinous-throated Parrotbill) โผล่ออกมาเป็นฝูงนับร้อยตัว จนพวกเราส่องดูกันเพลิน นกชนิดนี้ไม่พบในบ้านเรา ทำให้เห็นครั้งใดก็ตื่นเต้นทุกคราไป นกติ๊ดหัวแดง (Black-throated Tit) ตัวเล็กน่ารัก สัญลักษณ์นกดอยสูงในภาคเหนือ ที่ส่งเสียงจิ๊กจั๊กมาก่อนตัว มักรวมตัวกันมาเป็นฝูง ในยามอากาศหนาว นกจะพองตัวด้วยขนฟูสร้างอบอุ่นให้กับร่างกาย ใช้ขนเป็นชนวนป้องกันความร้อนไม่ให้สูญเสียออกไปเร็วเกิน ไม่เช่นนั้นอาจหนาวตายจนร่วงผล็อยตกจากกิ่งไม้ได้ง่ายๆ คล้ายลูกชิ้นปิ้งชุบสี เพราะตัวนกอ้วนกลม มีหางยาวเสมือนไม้เสียบลูกชิ้น ละเลงด้วยหลากสีบนตัว ไก่ฟ้าคอแหวน (Common หรือ Ring-necked Pheasant) แอบหมอบอยู่ในพุ่มไม้ คงคิดว่าพวกเราไม่เห็น ที่ไหนได้ส่องดูกันเป็นนานสองนานแล้ว บนเรือนยอดไม้ นกเดินดงสีดำ (Blackbird) ส่งเสียงร้อง ปิ๊กๆๆๆ เตือนพวกพ้อง คงคิดงงกับมนุษย์พฤติกรรมแปลกๆ คอยติดตามดูไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีทีท่าจะทำร้ายพวกมันแม้แต่น้อย ฝูงนกกิ้งโครงปากแดง (Red-billed Starling) บินไปมาระหว่างกิ่งไม้แห้งแต่ละต้น จนยากต่อการส่องดูอย่างละเอียดเพราะพอนกบินลงเกาะคอนก็ผลุยหายลงไปในม่านใบไม้หนาทึบ ที่นกใช้เป็นฉากกั้นกำบังกายให้พ้นภัยจากผู้ล่า
นกติ๊ดท้องเหลือง
นกติ๊ดท้องเหลือง (Yellow-bellied Tit) ตัวเล็กน่ารัก มุดอยู่ในพุ่มรกติดดิน ไม่ใคร่ใจกล้าโผล่ขึ้นมาเกาะคอนโล่งๆ เช่นเพื่อนมีปีกร่วมโคกสวรรค์ชนิดอื่นๆ เพราะบนฟ้าเหนือโคกสวรรค์ มีนักล่าพลิ้วไหวตามสายลม เช่น เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ (Hen harrier) ร่อนลมไปมาอย่างอ้อยอิ่ง คอยโฉบจับเหยื่อที่สะเพร่า ลดราความระแวงภัยของตัว บนกิ่งไม้ระดับสายตา นกอีเสือหัวดำ (long-tailed shrike) ตัวเดียวเกาะเด่น ไม่กลัวใคร ยอมให้เราเข้าใกล้ไปส่องดูอย่างละเอียดลออ เสน่ห์ของเจ้าอีเสือตัวนี้ อยู่ที่ขนสีเทาบนกระหม่อมและแผ่นหลังซึ่งต่างจากบ้านเรา
นกเขนท้องแดง
และพันธุ์หลัก schach เชื้อชาติมังกรตัวนี้ เพิ่งจะมีรายงานพบที่จังหวัดเชียงใหม่แห่งเดียวเอง นกเขนท้องแดง (daurian redstart) นกอพยพจากถิ่นหนาวใกล้ขั้วโลกเหนือ เกาะกิ่งไม้เด่นๆ ตัวผู้ที่สีสันสวยกว่าตัวเมีย พะยี่ห้อนามตนเองด้วยอกและท้องสีส้ม ส่วนนกตัวเมียสีตุ่นๆ ด้วยเฉดสีน้ำตาล บินไล่จับแมลงตามกิ่งไม้เตี้ยๆ เรี่ยพื้นดินอยู่ใกล้ๆ กันกระนั้นก็ไม่เข้าหาเคลียคลอคู่กันเหมือนในยามฤดูทำรังวางไข่ เห็นไหมครับนกเยอะจนร่ายเรียงกันเพลิน ยังไม่ถึงมื้อเที่ยงของวันแรกเลยครับ (ฮา).
หน้า 21
 _________________
 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 15/03/2010 2:24 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
ดูนกแดนมังกร (10) : Hen Harrier นักล่าเหนือทุ่งโล่ง
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน
ตัวผู้ ภาพโดย นายแพทย์วิโรจน์ องค์อนันต์คุณ
เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ (Hen Harrier Circus cyaneus) เป็นเหยี่ยวทุ่ง สกุล Circus ที่หายากมากในบ้านเรา ปกติจะพบในภาคเหนือเท่านั้น และพบน้อยตัว แม้ที่จุดรวมฝูงนอนในเวลากลางคืนที่มีเหยี่ยวทุ่งมานอนรวมกันหลายร้อยตัว เช่น ที่ปางฮุ้งกลางหนองหล่ม อ.แม่จัน จ.เชียงราย ก็จะพบเพียงตัวเดียวในฝูงเหยี่ยวทุ่งอีกสองชนิด คือ เหยี่ยวด่างดำขาว (Pied Harrier) หรือเหยี่ยวทุ่งพันธุ์เอเชียตะวันออก (Eastern Marsh Harrier) ทั้ง 2 ชนิดหลังพบบ่อยกว่า เนื่องจากอพยพมาอาศัยต่ำกว่าจากเขตอบอุ่น แต่เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือทนหนาวได้ดีกว่า ไม่ใคร่อพยพลงมาถึงเมืองไทย ในบรรดาเหยี่ยวทุ่ง 4 ชนิดในประเทศไทย ซึ่งล้วนเป็นเหยี่ยวอพยพในฤดูหนาว เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือนับเป็นนกหายากมาก เทียบเท่ากับเหยี่ยวทุ่งพันธุ์ยูเรเซีย (Western Marsh Harrier) ซึ่งเป็นเหยี่ยวร่วมสกุลที่เป็นเหยี่ยวทุ่งหาง่ายๆ ในภูมิภาคฝั่งตะวันตกของทวีปเอเชีย ตั้งแต่อนุทวีปอินเดียจรดทวีปยุโรป ดังนั้นในบ้านเรา จะพบเห็นเหยี่ยวทุ่งแถบเหนือค่อนข้างยาก ในบรรดานกล่าเหยื่อ จำพวก เหยี่ยว และนกอินทรี จะมีลักษณะร่วมอย่างหนึ่ง เรียกว่า sexual dimorphism เกิดจากความแตกต่างของรูปพรรณสัณฐาน เช่น ชุดขน หรือขนาดตัว ผันแปรตามเพศของนก เช่น ในเหยี่ยวทุ่ง ตัวผู้ และตัวเมีย รวมทั้งวัยเด็ก จะมีชุดขนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่ทราบมาก่อน อาจพาลเข้าใจไปว่าเป็นเหยี่ยวต่างชนิด อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างนี้มีความเด่นชัดมากน้อยต่างกันออกไปตามชนิดของนกล่าเหยื่อ สำหรับขนาดตัวที่ต่างกัน จะโดดเด่นอย่างมากในนกล่าเหยื่อที่ล่านกกินเป็นอาหารหลัก
ตัวผู้ ภาพโดย นายแพทย์วิโรจน์ องค์อนันต์คุณ
เช่น เหยี่ยวทุ่ง เหยี่ยวเพเรกริน เหยี่ยวนกเขาและเหยี่ยวนกกระจอกบางชนิด เช่น เหยี่ยวนกกระจอกเล็ก เหยี่ยวนกกระจอกใหญ่ เหยี่ยวนกเขาท้องขาว เป็นต้น เพศเมียจะใหญ่กว่าเพศผู้ ช่วยลดการแก่งแย่งเหยื่อระหว่างคู่ผสมพันธุ์ แต่ละเพศจะล่าเหยื่อที่ใกล้เคียงกับขนาดตัวของตน อีกทั้งขนาดตัวเล็กกว่าของตัวผู้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการล่าเหยื่อให้บินไล่ล่าเหยื่อได้เร็วขึ้น อีกทั้งลดการแบ่งสรรเหยื่อสำหรับตัวเองให้น้อยลง แล้วทุ่มเทเหยื่อที่ล่าได้ให้กับตัวเมีย ยามที่ต้องออกไข่ ฟักไข่และเลี้ยงลูกเหยี่ยวในรัง เพราะเหยี่ยวเป็นนกที่มีผลผลิตของการผสมพันธุ์ต่ำ เมื่อเทียบกับนกป่า ขนาดเล็กกว่า ที่อาจมีลูกมากกว่า 4-5 ตัวในแต่ละครอก แต่จำนวนมากก็หมายถึงความเสี่ยงต่อการตายของลูกนกมากตามไปด้วย อาจทั้งขาดอาหารเนื่องจากปีนั้นแล้งหรือพ่อหนุ่มแม่สาวไม่มีประสบการณ์เลี้ยงหรือหาอาหาร รังที่มีลูกนกเยอะย่อมเป็นเป้าเด่น เสี่ยงต่อการล่าของผู้ล่าในป่า ดังนั้นจำนวนมากจึงชดเชยกับความสูญเสียที่เป็นไปตามธรรมชาติสำหรับนกป่า นกดงแล้วยังคงมีลูกหลานสืบสกุลต่อไปได้ในแต่ละปี ด้วยวิวัฒน์วิธีชดเชยดังกล่าว
ตัวเมีย
แต่สำหรับนักล่าผู้มีฐานะอยู่ลำดับต้นของห่วงโซ่อาหาร เช่น เหยี่ยวหรือนกอินทรี ที่จำเป็นต้องล่าสัตว์อื่น ยังชีพและล่าเมื่อหิวเท่านั้น ต้องจำกัดจำนวนของลูกนกให้น้อยที่สุดต่อครอก 1-3 ตัวต่อครอกต่อปีเท่านั้น เพื่อที่พ่อและแม่เหยี่ยวจะได้ทุ่มเทอาหารให้ลูกจำนวนน้อย เพิ่มอัตราการรอดชีวิตของลูกเหยี่ยวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อลูกเหยี่ยวเริ่มบินและต้องทิ้งรังเพื่อสู้ชีวิตด้วยตนเอง จะเห็นว่าทั้งผู้ถูกล่าและผู้ล่าล้วนมีอุปสรรคและความท้าทายของชีวิตเฉกเช่นกัน แม้จะไม่เหมือนกันซะทีเดียว หากวิถีชีวิตที่ต่างด้วยวิธีการดำรงชีพ จะกินพืช หรือกินสัตว์ก็ตาม ได้รับการคัดสรรไว้แล้วตาม หน้าที่ ของแต่ละชนิดตามธรรมชาติวิถี ที่โคกสวรรค์ ทะเลสาบผ่อหยาง พบเหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ ตัวผู้สีเทา ร่อนลมเอื่อยๆ ไปมาเหนือแหล่งชุมนุมนกเกาะคอนแห่งนี้
ตัวเมีย
รอเวลาโฉบลงจับนกบางตัวที่อาจเผลอไผล ลดละนิสัยระแวงภัย ก็อาจถูกจับได้ กลายเป็นเหยื่อให้นักล่าเหนือทุ่งโล่งเช่น เหยี่ยวทุ่ง จนเป็นที่มาของชื่อไทย เพราะแหล่งล่าเหยื่อของเหยี่ยวทุ่ง คือ ทุ่งโล่งที่อาจเป็นทุ่งนา ไร่ หรือแม้แต่พื้นที่ชุ่มน้ำ ยากนักที่จะพบเหยี่ยวทุ่งล่าเหยื่อท่ามกลางป่าดิบ ดงลึก ตรงตามหลัก birding by habitat เพราะกลยุทธของเหยี่ยวทุ่ง จะบินร่อนลมอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง แทบจะไม่กระพือปีก (ประหยัดพลังงานไปในตัว เผื่อวันนั้นจับเหยื่อไม่ได้!) เหยี่ยวจะเคลื่อนตัวไปมาอย่างช้าๆ ต่ำๆเหนือทุ่งโล่ง วนไปวนมาเหนือยอดหญาหรือต้นข้าวที่พลิ้วไหวตามแรงลมพัดชายทุ่ง จนตัวเหยี่ยวก็ละลิ่วพลิ้วตามไปด้วย อันสื่อด้วยชื่อสกุลว่า Circus แปลว่าวงกลม คือวนเวียนไปมานั่นเอง ภาพลักษณะนี้ ถ้าได้สังเกตอย่างละเอียด จะเพลิดเพลินไม่น้อย เพราะไม่เร่งเร้า จนต้องร่วมลุ้นให้เหนื่อยแทน เหมือนนักล่าด้วยความเร็วสูง ที่ต้องบินไล่เหยื่อกลางอากาศ อย่างเหยี่ยวเพเรกริน. (ยังมีต่อ)
หน้า 21
 _________________
 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
ตอบ: 22/03/2010 4:40 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
ดูนกแดนมังกร (11) : นักล่าเหนือทุ่งโล่ง
คอลัมน์ ประสานักดูนก
โดย น.สพ.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว
วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 มติชนรายวัน
ตัวผู้ โดย Juan Li
ในบรรดาเหยี่ยวทุ่ง 4 ชนิดในประเทศไทย เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ (Hen Harrier) เป็นเหยี่ยวทุ่งที่ทนหนาวที่สุด ไม่ใคร่อพยพลงใต้มาถึงประเทศในเขตร้อนหรือใกล้เส้นศูนย์สูตร เหยี่ยวตัวเต็มวัยมักจะอพยพย้ายถิ่นไม่ไกลจากถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์ มักจะเป็นเหยี่ยววัยเด็กที่อพยพไกลออกไป ห่างจากแดนเกิดแถบเหนือ เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือนับเป็นเหยี่ยวทุ่งที่มีการแพร่กระจายพันธุ์กว้างไกลมากที่สุดในบรรดาเหยี่ยวทุ่งของทวีปเอเชีย พื้นที่ทำรังวางไข่ครอบคลุม ทั้งทวีปยุโรปและเอเชีย รอบขั้วโลกเหนือ บนทุ่งหญ้า หนองน้ำหรือหย่อมป่าสนในแถบไซบีเรีย ในฤดูหนาวอพยพลงใต้มาอาศัยในภูมิภาคยุโรปใต้ อาฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง อนุทวีปอินเดียและเอเชียตะวันออก เช่น จีน เกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งพื้ในฤดูหนาวก็ยังคงเย็นยะเยือกอยู่มาก ต่างจากเพื่อนร่วมสกุล เช่น เหยี่ยวทุ่งพันธุ์เอเชียตะวันออก หรือเหยี่ยวด่างดำขาวที่อพยพต่ำลงมาจนถึงภูมิภาคอุษาคเนย์ ชื่ออังกฤษสื่อว่าแม่ไก่เป็นเหยื่อที่เหยี่ยวทุ่งล่า ในประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาประเภทของเหยื่อด้วยการตรวจก้อนกากอาหาร (Pellet) ที่เหยี่ยวสำรอกเศษอาหารที่ย่อยไม่ได้ เช่น กระดูก หรือเส้นขนทิ้งออกมาทางจะงอยปาก พบว่าอาหารหลักของเหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ ได้แก่ หนูชนิดต่างๆ และนกขนาดเล็ก เช่น นกเด้าลม นกจาบปีกอ่อน นกกิ้งโครง ในประเทศไทย เหยี่ยวทุ่งล่าหนูนา เช่น หนูท้องขาว หนูนาใหญ่ แล้วแต่ว่าจะจับตัวไหนได้ แม้แต่ปลาก็เคยพบว่าเป็นอาหารของเหยี่ยวทุ่งในบ้านเราด้วย จากการศึกษาก้อนกากอาหารที่เก็บได้จากแหล่งรวมฝูงนอนของเหยี่ยวทุ่ง พบเกล็ดปลาด้วย นอกเหนือจากขนนก และกะโหลกของหนูชนิดต่างๆ บางครั้งยังเคยพบเหยี่ยวทุ่งกินซากปลาตายที่ริมขอบหนองน้ำด้วย แต่น้อยครั้งที่จะพบว่าเหยี่ยวทุ่งล่าเหยื่อขนาดใหญ่ เช่น ไก่ เพราะทั้งเสี่ยงด้วยไก่อาจจะต่อสู้จนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย หรือล่าล้มเหลว เสียแรงเปล่าก็ได้ ด้วยเหตุนี้ชื่อฝรั่งดังกล่าว จึงไม่สื่อข้อเท็จจริงในธรรมชาตินัก หากเป็นชื่อเดิมเผดิมใช้มานานแต่แรกเริ่มเลยถูกเรียกกันเลยตามเลย ชื่อไทยบ่งบอกพื้นที่การแพร่กระจายพันธุ์ในฤดูทำรังวางไข่ว่าพบทั่วไปในเขตอบอุ่นหรือตอนเหนือของเขตร้อน ชื่อวิทยาศาสตร์ Circus cyaneus แปลว่า เหยี่ยวทุ่งที่มีชุดขน (ตัวผู้) สีฟ้า ถ้าจำกันได้ว่าหลักการตั้งชื่อในทางปักษีวิทยา มักจะเน้นลักษณะรูปพรรณสัณฐานของนกตัวผู้ มากกว่านกตัวเมีย ด้วยในโลกของนกทั้งนกล่าเหยื่อ หรือนกเกาะคอน ที่มีเสียงเพลงเพราะ ตัวผู้มักจะมีสีสันหรือลวดลายโดดเด่นกว่าตัวเมีย แม้ว่าจะข้อยกเว้นในนกบางชนิดที่สลับหน้าที่และรูปลักษณ์อยู่บ้าง นกล่าเหยื่อ ไม่ว่าจะเหยี่ยว นกอินทรี อีแร้งหรือนกเค้าแมว จะผสมพันธุ์แบบผัวเดียวเมียเดียว (monogamy) แต่เหยี่ยวทุ่งตัวผู้จะจับคู่กับตัวเมียมากกว่าหนึ่งตัว เรียกว่า การสืบพันธุ์แบบหลายเมีย (polygyny) หรือฮาเร็ม
ตัวเมีย โดย Jay Gilliam
ในฤดูกาลผสมพันธุ์หนึ่ง เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือตัวผู้ อาจสร้างรังรักกับตัวเมีย 2 - 8 ตัวก็ได้ ในระยะแรกที่ตัวเมียกกไข่ พ่อนกจะช่วยล่าเหยื่อและนำมาให้แม่นกกินจนกว่าลูกนกจะฟักจากไข่ และทิ้งรังไปล่าเหยื่อ ทั้งนี้ปัจจัยกำหนดว่าลูกแต่ละครอกจะรอดหมดหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับปริมาณเหยื่อนั่นแหละ บางปีที่ประชากรของหนูในทุ่งหญ้าลดน้อย อัตราการรอดชีวิตของลูกเหยี่ยวก็น้อยลงตามไปด้วย ลูกเหยี่ยวบางครอกอาจขาดอาหารจนตาย เพราะว่าพ่อเหยี่ยวทุ่ง แ ละแม่เหยี่ยวล่าเหยื่อมาเลี้ยงไม่พอ ในแต่ละรัง ถ้ามองในแง่ประชากร ถือว่าเป็นวิธีเพิ่มประชากรของเหยี่ยวทุ่งที่เสี่ยงแต่คุ้มค่าการลงทุนลงแรงของคู่ผสมพันธุ์ เพราะไม่ว่าอย่างไร เหยี่ยวทุ่งตัวเต็มวัย ทั้งตัวผู้และตัวเมียก็มีอยู่แล้วคงที่ ต่างกันที่ประสบการณ์การล่าเหยื่อที่ผันแปรไปตามอายุ ยิ่งถ้าตัวผู้มีประสบการณ์มากเท่าไหร่ ก็จะล่าเหยื่อได้มากเท่านั้น อีกทั้งตัวผู้ขนาดเล็กกว่าตัวเมีย มีความคล่องแคล่วในการล่าเหยื่อขนาดเล็กกว่า เช่น นกหรือหนูได้ดีกว่าตัวเมียที่ใหญ่กว่า มักจะล่าเหยื่อที่ใหญ่กว่า เช่น กระต่าย จึงไม่เกิดการขัดแย้งแก่งแย่งเหยื่อกันเอง ส่งผลให้มีเหยื่อนำมาเลี้ยงลูกแต่ละครอกมากขึ้น โอกาสรอดของลูกเหยี่ยวแต่ละครอกจึงมากกว่าคู่ผสมพันธุ์ที่มีเหยี่ยวตัวผู้ วัยรุ่น ขาดประสบการณ์ จับคู่กับตัวเมียเพียงตัวเดียว แต่อาจจะล่าเหยื่อได้น้อยกว่า หรือในภาวะที่ประชากรหนึ่งมีตัวเมียมากกว่าตัวผู้ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ตัวเมียจะยอมจับคู่กับตัวผู้ที่มีคู่อยู่แล้ว กลยุทธ์แบบนี้เป็นผลจากวิวัฒนาการที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุเหยี่ยว ถูกคัดเลือกไว้แล้วว่าได้ผลในระยะยาวต่อประชากรโดยรวม ลองพินิจดู ปัจจัยเรื่องปริมาณเหยื่อในแต่ละปี เป็นปัจจัยที่เหยี่ยวกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้จึงต้องปรับเปลี่ยนปัจจัยภายในตนเอง ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ผันแปรไปแต่ละปี.
หน้า 21
 _________________
 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
YingeXtreme

เข้าร่วมเมื่อ: 21/05/2008
ตอบ: 255

|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
|